สวนเงินไร่ทอง 
 
โรคเส้นดำ (Black Stripe)
รักบ้านเกิดทีม 28 สิงหาคม 2551
เป็นโรคที่ทำลายหน้ากรีดซึ่งเป็นบริเวณที่เก็บเกี่ยวผลผลิต ทำให้หน้ากรีดเน่า ต้องหยุดกรีด และเปลือกงอกใหม่เสียหาย ไม่สามารถกรีดยางซ้ำบนหน้ากรีดเดิมได้ ทำให้ระยะเวลาการให้ผลผลิตสั้นลง โรคนี้่แพร่ระบาดในพื้นที่ ที่เกิดโรคใบร่วงแปละฝักเน่าเป็นประจำ
แชร์
3,721
เชื้อสาเหตุ : เชื้อรา Phytophthora palmivora และ Phytophthora botryosa

ลักษณะอาการของพืชที่เป็นโรค :

- เชื้อจะเข้าทำลายได้เฉพาะบริเวณเปลือกยางที่มีบาดแผลเท่านั้น โดย ส่วนใหญ่จะเข้าทำลายทันทีทางรอยกรีดใหม่ที่กรีดไปแล้วไม่เกิน 24 ชั่วโมง บนผิวเปลือกยางที่ไม่มีบาดแผลใด ๆ เชื้อสาเหตุของโรคนี้จะไม่สามารถเข้าทำลายต้นยางได้ ฉะนั้นการกรีดยางให้ดีและถูกต้องจึงมีความสำคัญมาก

- ในระยะแรกหลังจากที่เชื้อราเข้าทำลายแล้ว จะเห็นบริเวณที่เป็นโรคมีสีผิดปกติเป็นรอยช้ำ ส่วนมากมักจะเกิดขึ้นเหนือรอยกรีด หากอาการรุนแรงมากขึ้นบริเวณที่เป็นรอยช้ำนี้จะเปลี่ยนเป็นรอยบุ๋มสีดำ และจะขยายตัวยาวขึ้นไปในแนวดิ่ง คือ สูงขึ้นไปส่วนบนเหนือรอยกรีดและลงใต้รอยกรีดอย่างรวดเร็ว ระยะนี้จะสังเกตเห็นอาการของโรคได้ชัดเจน เนื่องจากส่วนที่ไม่เป็นโรคมีเปลือกงอกใหม่หนาเพิ่มมากขึ้น ทิ้งให้ส่วนที่เป็นโรคเป็นรอยบุ๋มลึกชัดเจน เนื่องจากเยื่อเจริญส่วนนั้นตายหมด

- เมื่อเฉือนเปลือกออกดูจะพบรอยบุ๋มสีดำนั้นมีลายเส้นสีดำ บนเนื้อไม้บริเวณแผล ซึ่งมักเป็นรอยยาวตามแนวยืนของลำต้น อาการขั้นรุนแรงจะทำให้เปลือกของหน้ายางบริเวณที่เป็นโรคปริ มีน้ำยางไหลออกมาตลอดเวลา และเปลือกบริเวณที่เป็นโรคนี้จะเน่าหลุดออกทั้งหมดในที่สุด ยางพันธุ์ที่อ่อนแอต่อโรคนี้ได้แก่ RRIM600

สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการเกิดโรค :

- ความชื้น ปริมาณน้ำฝน และจำนวนวันฝนตก เป็นปัจจัยที่สำคัญที่จะสนับสนุนให้เชื้อรานี้ระบาดรุนแรง

- ฝนตกชุกมีความชื้นสูง โดยเฉพาะสวนที่มีโรคใบร่วงระบาดมาก่อน โรคจะแพร่ กระจายโดยลมและฝน

การแพร่ระบาด :

- เชื้อจะเข้าทำลายได้เฉพาะบริเวณเปลือกยางที่มีบาดแผลเท่านั้น ส่วนใหญ่จะเข้าทำลายทันที ทางรอยกรีดใหม่ที่กรีดไปแล้วไม่เกิน 24 ชั่วโมง

- โรคนี้แพร่ระบาดอย่างกว้างขวางในพื้นที่ปลูกยางทั่วไปโดยเฉพาะในเขตที่เกิดโรคใบร่วง และผลเน่าระบาดเป็นประจำทุกปี เช่นในเขตภาคใต้ฝั่งตะวันตก

- ระบาดในช่วงเดือนมิถุนายน-ธันวาคม ระบาดในพื้นที่ที่มีฝนตกชุก และความชื้นสูง โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีการระบาดของโรคใบร่วงอย่างรุนแรง พบในพื้นที่ภาคใต้ฝั่งตะวันตก บางพื้นที่ ของจังหวัดนครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี พัทลุง สงขลา จันทบุรี และตราด
การป้องกันกำจัด :

1. อย่าเปิดหน้ายางหรือขึ้นหน้ายางใหม่ในระหว่างฤดูฝน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่มีฝนตก อย่ากรีดลึกจนถึงเนื้อไม้ เพราะจะทำให้หน้ายางเสียหายและเป็นผลทำให้โอกาสที่เชื้อจะเข้าทำลายมีมาก

2. ตัดแต่งกิ่งยางและปราบวัชพืชในสวนยางให้สวนยางโปร่ง มีอากาศถ่ายเทสะดวก จะช่วยให้หน้ายางแห้งเร็วขึ้น เป็นการลดความรุนแรงของโรคได้

3. การกรีดยางในฤดูฝนโดยเฉพาะอย่างยิ่งในระยะที่มีโรคใบร่วงระบาด ควรทาหน้ายางด้วยสารเคมีชนิดเดียวกับที่ใช้รักษา

4. เมื่อพบหน้ากรีดยางเริ่มแสดงอาการ ให้ใช้สารเมตาแลคซิล อัตรา 7 - 14 กรัม (ประมาณ 1 ช้อนชาครึ่ง) ต่อน้ำ 1 ลิตร หรือสารออกซาเดียซิล แมนโคเซ็บ อัตรา 40 กรัม (ประมาณ 4 ช้อนแกง) ต่อน้ำ 1 ลิตร ผสมสารแผ่กระจายและจับติด จำนวน 2 ซีซี (ประมาณ 1/2 ช้อนชา) ใช้สารอย่างใดอย่างหนึ่งทาหน้ากรีดยางทุก 7 วัน 3 - 4 ครั้ง จะสามารถป้องกันกำจัดโรคนี้ได้ หากฝนตกชุกติดต่อกันควรหมั่นทาสารเคมีต่อไปอีกจนกว่าโรคจะหาย

5. ปลูกยางพันธุ์ต้านทาน คือพันธุ์สถาบันวิจัยยาง 251, พันธุ์สงขลา 36, บีพีเอ็ม 24, พีบี 260, พีอาร์ 255 และ อาร์อาร์ไอซี 110

6. ตัดแต่งกิ่งและกำจัดวัชพืชในสวนยางให้โล่งเตียน เพื่อลดความชื้นและความรุนแรงของโรค

7. ใช้สารป้องกันกำจัดโรค คือ เมทาแลกซิล 35% เอสดี อัตรา 280 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือออกซาดิกซิล+แมนโคเซบ (10%+56% ดับเบิลยู พี) อัตรา 20 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร วิธีใช้ : ขูดเปลือกเป็นโรคออก พ่นหรือทาหน้ากรีดยางทุก 7 วัน

แหล่งอ้างอิงข้อมูล :
สถาบันวิจัยยางพารา กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ .(ออนไลน์).เข้าถึงได้จาก :
...
Your browser is out-of-date!

Update your browser to view this website correctly.Update my browser now

×