เรื่องเด็ดเกร็ดเกษตร

ศุภรัตน์ เบญจรงคกุล สานต่องานรักบ้านเกิด พลิกชีวิตเกษตรกรสู่แม่ค้าออนไลน์

29 ตุลาคม 2558
1,356
"ประเทศไทยในน้ำมีปลา ในนามีข้าว เรามีกินตลอดปี มีสินค้าเกษตรที่มีศักยภาพ และหนึ่งกับรักบ้านเกิด ก็อยากเป็นส่วนหนึ่งที่อยากเข้ามาเผยแพร่จุดนี้ และเมื่อเขาได้ เราก็จะได้เอง"

ส่วนหนึ่งในคำพูดของ "หนึ่ง" ศุภรัตน์ เบญจรงคกุล ที่เอ่ยถึงความคิดและการทำงานของตัวเองในตำแหน่ง "ผู้ช่วยกรรมการฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท รักบ้านเกิด.com จำกัด" เว็บไซต์ขายสินค้าชุมชน และให้ข้อมูลการเกษตร ที่สัมผัสได้ถึงความมุ่งมั่นที่จะสานต่อความคิดที่อยากจะให้คนรุ่นใหม่ได้ "รักบ้านเกิด" อย่างที่ "พ่อ" บุญชัย เบญจรงคกุล ได้วางไว้



ก่อนจะเริ่มจับงานดูแลเว็บไซต์นี้อย่างเต็มตัว ผู้หญิงคนนี้บินไปเก็บเกี่ยวประสบการณ์ที่ประเทศอังกฤษจนสำเร็จปริญญาตรีด้านธุรกิจ ที่เคนท์ ยูนิเวอร์ซิตี้ ก่อนที่จะใช้เวลาอีก 2 ปี ในการเรียนภาษาที่กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน และในแดนมังกรแห่งนี้ ก็ได้เปลี่ยนทัศนคติด้านการทำงานของศุภรัตน์ไปอย่างสิ้นเชิง



"ไปอยู่ที่จีนได้เปิดโลกของหนึ่งเยอะ ได้รู้จักคน รวมทั้งสภาพแวดล้อมต่างๆ ซึ่งนำมาประยุกต์ใช้กับการทำงานทุกวันนี้ได้มาก โดยเฉพาะได้รู้ว่า ประเทศไทยอุดมสมบูรณ์แตกต่างจากหลายประเทศ หากอยากจะกินผัก ผลไม้ ประเทศเราก็มีทั้งปี ทั้งยังมีความหลากหลายของผลิตผลต่างๆ ด้วย"



ทำให้เมื่อต้องกลับมาดูแล "งานรักบ้านเกิด" เธอจึง "อิน" กับเรื่องนี้มาก โดยเข้ามาพลิกโฉมเว็บไซต์ "รักบ้านเกิด" จากเดิมนำเสนอข้อมูลการเกษตรเพียงอย่างเดียว ก็มาเปิดช่องทาง "จำหน่ายสินค้าชุมชน" ด้วย



"ไม่ว่าอยู่ที่ไหน ตำบลไหน หากมีสินค้า เราจะช่วยโพสต์ขายออนไลน์ให้หมด และเปลี่ยนจากมูลนิธิให้เป็นบริษัท เพื่อเปลี่ยนภาพลักษณ์จากสินค้าที่คนซื้อมักคิดว่าซื้อเพื่อช่วยเหลือ มาเป็นแบบธุรกิจแทน"



ทุกวันนี้เว็บไซต์รักบ้านเกิด กลายเป็นตลาดซื้อขายสินค้าชุมชนแห่งใหม่ ที่ขายทั้งสินค้าเกษตรที่ยังไม่แปรรูป เช่น เงาะ กล้วย และสินค้าเกษตรแปรรูปแล้ว อย่างอาหารสำเร็จรูป รวมถึงผลิตภัณฑ์ชุมชนอื่นๆ กว่า 1,000 รายการ ที่เจ้าตัวบอกว่านอกจากข้าว ยังมี ครก เครื่องปรุงอาหาร และผลไม้ไม่แปรรูป ที่ขายดี



ซึ่ง กว่าจะมาเป็นหน้าเว็บไซต์อย่างทุกวันนี้ ศุภรัตน์ดูแลทุกขั้นตอน



เรามีทีมงานคอยหาสินค้าที่มีคุณภาพขึ้นมาขายบนเว็บ ส่วนใหญ่เป็นสินค้าสะอาด ไว้ใจได้ และมีอนาคต แต่ด้วยนิสัยคนไทยไม่ค่อยชอบขายของสักเท่าไหร่ หนึ่งจึงต้องลงพื้นที่ เอง บ่อยๆ อย่างน้อยปีละ 3-4 ครั้ง ไปพูดคุยกับชาวบ้านเอง ให้เขาเห็นข้อดีของการขายของออนไลน์ ใช้ใจเข้าไปทำงาน



ลงพื้นที่แต่ละครั้ง หลักๆ คือ การเข้าไปแนะนำเรื่องการใช้เทคโนโลยี เพราะส่วนใหญ่ "เกษตรกร" มักเป็น "ผู้สูงอายุ" ที่ไม่ค่อยเข้าใจเรื่องเทคโนโลยีรวมไปถึงการขายของออนไลน์ จึงต้องไปแนะนำการถ่ายภาพ การอัพโหลดขึ้นเว็บ และอื่นๆ รวมไปถึงให้ความรู้เรื่องการตั้งราคาของสินค้า และการเพิ่มมูลค่าเพิ่มสินค้า ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในการทำธุรกิจที่ศุภรัตน์ให้ความสำคัญมาก



เปิดให้บริการมา 3 ปี ศุภรัตน์เผยว่า แม้ผลตอบรับจะไม่ได้ดีอย่างสินค้าแฟชั่นต่างๆ แต่ก็ไปได้ และไม่ท้อเพราะเห็นตัวอย่างว่า กว่าที่แจ๊ก มา จะพาเว็บไซต์อาลีบาบาไปเป็นเศรษฐีติดอันดับโลกได้ ก็ต้องใช้เวลากว่า 9 ปี



"หลายคนจะพูดว่าขายของออนไลน์มันดี เติบโตหลายร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ไม่ใช่กับสินค้าชุมชน อาจเพราะคนทั่วไปยังมองว่าการขายของออนไลน์ดูเป็นพื้นที่สีเทา ที่ไม่รู้จะเชื่อใจได้ไหม บวกกับคนที่อายุ 30 ขึ้นไปก็ชอบที่จะได้เดินเลือกชมสินค้ามากกว่า เว็บไซต์จึงต้องดีไซน์ให้เข้ากับคนไทยที่สุด เช่น สินค้าต้องมีคำบรรยายชัดเจน ติดต่อได้ ทั้งยังเปิดแชตไลน์ พร้อมให้โอนเงินได้ ไม่ว่าจะราคาเพียงน้อยแค่ 55 บาทก็ตาม"



แม้สิ่งที่ทำ จะไม่เหมือนคนอื่น แต่เจ้าตัวก็ขอทำต่อไปด้วยความคิดว่าเมื่อชาวบ้านได้ประโยชน์ ตัวเธอเองก็ได้ประโยชน์ตามมา



"บนโลกนี้ทุกอย่างมันเป็นวงจร หนึ่งมองว่าการช่วยให้คนมีความมั่นคง มีกิน ไม่มีหนี้ เขาก็จะมีแรงจับจ่ายใช้สอย ซึ่งจะหมุนคืนกลับมาวงจรธุรกิจอื่นๆ ได้เอง หนึ่งจึงเชื่อว่าสิ่งที่หนึ่งทำมีประโยชน์ ผลพลอยได้คือเมื่อเขาภูมิใจในสิ่งที่เขาทำแล้ว ก็จะหันมารักท้องถิ่นของเขาเอง"



"และก็หวังว่าเว็บไซต์จะสำเร็จ เป็นสะพานเชื่อมให้คนรักบ้านเกิด อย่างที่คุณพ่อวางไว้ได้" ศุภรัตน์กล่าวทิ้งท้าย


แหล่งอ้างอิงข้อมูล :
"ศุภรัตน์ เบญจรงคกุล สานต่องานรักบ้านเกิดพลิกชีวิตเกษตรกรสู่แม่ค้าออนไลน์". 28 ตุลาคม 2558. ประชาชาติธุรกิจ:

สืบค้นเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2558. เข้าถึงได้จาก :


http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1446013833