เรื่องเด็ดเกร็ดเกษตร
แนะชาวไร่ข้าวโพดปรับทัศนคติ เลิกเผาตอซังเพิ่มโอกาสรวย
11 พฤษภาคม 2558
1,513
9 พ.ค.58 นายไพศาล เครือวงศ์วานิช รองกรรมการผู้จัดการบริหาร บริษัทกรุงเทพโปรดิ๊วส เปิดเผยว่า บริษัทฯได้ร่วมมือกับ สปก. จัดทำโครงการ ?เกษตรกรพึ่งตน ข้าวโพดยั่งยืน? เพื่อพัฒนาองค์ความรู้และพัฒนาศักยภาพระบบการผลิตเกษตรกร โดยเกษตรกรในโครงการจะได้รับการอบรมความรู้การเพาะปลูกอย่างถูกต้อง ตั้งแต่การวิเคราะห์ธาตุอาหารในดินจนถึงการจัดการหลังเก็บเกี่ยว การเพิ่มผลผลิตในการเพาะปลูก ที่สำคัญลดปัญหาสุขภาพของเกษตรกรที่เกิดจากการใช้สารเคมีเพื่อการเกษตร รวมถึงการผลักดันให้เกิดศูนย์การเรียนรู้ เพื่อเป็นแหล่งข้อมูลในการพัฒนาเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ไทยสู่ความยั่งยืน

"เกษตรกรต้องรู้จักดินในพื้นที่ตนเองเสียก่อนว่า ดินในแปลงเพาะปลูกของตนเองเป็นอย่างไร จากองค์ประกอบของดินทั้ง 4 ส่วน คือ ธาตุอาหารในดิน น้ำ อากาศ และอินทรียวัตถุ เกษตรกรส่วนใหญ่รู้จักและให้ความสำคัญเพียงส่วนเดียวเท่านั้น คือ ธาตุอาหารในดินหรือปุ๋ยเท่านั้น โครงการนี้จึงมุ่งเน้นให้เกษตรกรเข้าใจและเห็นความสำคัญขององค์ประกอบส่วนอื่นๆ ของดินว่ามีผลต่อการเจริญเติบโตของพืชอย่างไร และวิธีการที่เหมาะสมในการปรับสมดุลขององค์ประกอบต่างๆ ให้เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของพืช"



นอกจากนี้ ยังแนะนำการเลือกใช้พันธุ์ให้เหมาะสมกับพื้นที่ และการใช้เมล็ดพันธุ์ในอัตราที่เหมาะสม 3.0-3.5 กิโลกรัมต่อไร่ขึ้นอยู่กับขนาดเมล็ดพันธุ์ทั้งนี้เพื่อให้ข้าวโพดแต่ละต้นเจริญเติบโตได้อย่างเต็มที่ รวมถึงการไถเตรียมดินให้ลึกอย่างน้อย 30 เซนติเมตร เพื่อให้ดินเก็บน้ำได้มากขึ้น และรากสามารถหาน้ำและอาหารได้ไกลขึ้น การใส่ปุ๋ยถูกชนิด (จากการวิเคราะห์ธาตุอาหารในดิน) ถูกวิธี (กลบปุ๋ย) และถูกเวลา เพื่อลดการสูญเสียปุ๋ยให้น้อยที่สุดและเกิดประโยชน์สูงสุด ที่สำคัญคือการใช้ปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยพืชสดเพื่อเพิ่มอินทรีย์วัตถุให้แก่ดิน ทำให้ดินร่วนซุยเหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของพืช



นายไพศาล กล่าวว่า เกษตรกรในโครงการจะได้รับความรู้เรื่องผลเสียจากการเผาตอซัง และการจัดการตอซังอย่างถูกต้อง เพราะการเผาตอซังจะทำให้โครงสร้างของดินเปลี่ยนแปลงไป ดินจับตัวกันแน่นและแข็ง ทำให้รากแคระแกรน ไม่สมบูรณ์ การหาน้ำและอาหารลดลงรวมทั้งเชื้อโรคพืชสามารถเข้าทำลายได้ง่าย สูญเสียอินทรียวัตถุและธาตุอาหารในดิน ทำลายจุลินทรีย์และแมลงที่เป็นประโยชน์ในดิน รวมทั้งจุลินทรีย์ที่สามารถควบคุมโรคพืชถูกเผาทำลายไป ซึ่งหากระบบนิเวศน์ของดินไม่สมดุลจะทำให้การแพร่ระบาดของโรคเกิดได้ง่ายขึ้น และที่สำคัญการเผาตอซังยังทำให้สูญเสียน้ำในดินไปอีกด้วย



ในการบำรุงดินนั้น บริษัทฯแนะนำให้เกษตรกรปลูกพืชตระกูลถั่ว เช่น ปอเทืองหลังการเก็บเกี่ยว หรือพื้นที่ใดที่มีการปลูกถั่วช่วงปลายฤดูฝน แนะนำให้ปลูกข้าวโพดเหลื่อมพืชตระกูลถั่ว โดยปลูกพืชตระกูลถั่ว เช่น ถั่วเขียวหรือถั่วเหลืองในร่องข้าวโพดช่วงเดือนสิงหาคม หรือก่อนเก็บเกี่ยวข้าวโพด 30 วัน ในเดือนตุลาคมเมื่อข้าวโพดแก่จัด เก็บเกี่ยวข้าวโพดแล้วล้มต้นข้าวโพดลงให้เป็นวัสดุคลุมดินระหว่างแถวของถั่ว เก็บเกี่ยวถั่วในเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ และไถกลบเศษซากไว้ในพื้นที่


ประโยชน์ของการปลูกข้าวโพดโดยไม่เผาเศษซากและเหลื่อมด้วยพืชตระกูลถั่วนี้นอกจากจะช่วยลดปัญหาหมอกควันจากการเผาตอซัง และลดการซะล้างพังทลายของหน้าดินแล้ว ยังช่วยเพิ่มผลผลิตและรายได้ให้กับเกษตรกรในระยะยาว เพราะเศษซากพืชที่ไถกลบลงไปยังช่วยเพิ่มปริมาณธาตุอาหารในดิน โดยเฉพาะไนโตรเจน และปรับปรุงโครงสร้างดินให้มีความร่วนซุย เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตและเพิ่มผลผลิตของพืชในฤดูกาลต่อๆ ไป



บริษัทฯ กำหนดพื้นที่นำร่องไว้ 8 จังหวัด ได้แก่ แพร่ น่าน อุตรดิตถ์ เลย พิษณุโลก ตาก เพชรบูรณ์ และนครราชสีมา ซึ่งวางแผนพัฒนาศักยภาพเกษตรกรในพื้นที่ สปก. ให้ครอบคลุมพื้นที่กว่า 45,000 ไร่ และตั้งเป้า 5 ปี (2558-2562) จะมีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการ 15,000 ราย ครอบคลุมพื้นที่เพาะปลูก 225,000 ไร่ และยังมีแนวทางการขยายผลโครงการ โดยอาศัยความร่วมมือกับทั้งคู่ค้าธุรกิจและเกษตรกรเครือข่าย



-------------------------- ^ ^ ---------------------------
ที่มา :
"เกษตร".แนวหน้า.(ออนไลน์).เข้าถึงได้จาก : http://www.naewna.com/local/157303