เรื่องเด็ดเกร็ดเกษตร

ราคา ข้าว-มัน-ยาง ขาลง โค้งสุดท้าย กำลังซื้อรากหญ้า ปลุกไม่ขึ้น

06 กันยายน 2559
3,719
สถานการณ์สินค้าเกษตรปี 2559 ถือเป็นปีที่น่าห่วง เพราะแม้ปัญหาภัยแล้งส่งผลกระทบรุนแรงต่อผลผลิตทางการเกษตร และคาดการณ์ว่าพืชเศรษฐกิจหลักโดยเฉพาะสินค้าส่งออกสำคัญอย่าง ข้าว มันสำปะหลัง และยางพารา ผลผลิตจะมีปริมาณลดลง และราคาสูงขึ้น แต่ผลสำรวจล่าสุด เดือนกรกฎาคม 2559 กลับไม่เป็นอย่างที่คิด เพราะราคาข้าวเปลือกเจ้าในภาคกลาง กับราคาข้าวเปลือกหอมมะลิต้นฤดูของภาคอีสานปรับลดลงต่ำสุดในรอบ 2 ปี ขณะที่สถานการณ์ราคายางพารายังแกว่ง ๆ และผันผวนสูง (ตามตาราง)
เมื่อตรวจสอบสถานการณ์การส่งออกสินค้าเกษตรไทย 3 รายการนี้ ช่วง 7 เดือนแรกปีนี้ (มกราคม-กรกฎาคม) 2559 พบว่า โดยยอดส่งออกข้าวมีปริมาณ 5,438,899 ตัน เพิ่มขึ้น 4.7% มูลค่า 2,428 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 5.7% คิดเป็นสัดส่วน 2% ของการส่งออกทั้งหมด มันสำปะหลัง 6,598,813 ตัน ลดลง 16% มูลค่า 1,743 ล้านเหรียญสหรัฐ ติดลบ 24.4% คิดเป็นสัดส่วน 1.4% ของการส่งออก และยอดส่งออกยางพารา 2,079,099 ตัน เพิ่มขึ้น 1.3% มูลค่า 2,394 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 19% คิดเป็นสัดส่วน 2% ของยอดส่งออก

ที่น่าสังเกตคือแม้ปริมาณการส่งออกจะเพิ่มขึ้น แต่เทียบราคาเฉลี่ยพบว่าราคาลดลง โดยราคาข้าวเฉลี่ย 446 เหรียญสหรัฐต่อตัน ลดลง 9.7% มันสำปะหลัง 264 เหรียญสหรัฐต่อตัน และยางพารา 1,151 เหรียญสหรัฐต่อตัน ลดลง 20% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

จับตาข้าวหอมมะลิราคาดิ่ง

ร.ต.ท.เจริญ เหล่าธรรมทัศน์ นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย กล่าวว่า ในส่วนของการออกไปขายล่วงหน้าในตลาดต่างประเทศ ผู้ส่งออกต้องเผชิญกับสงครามราคารุนแรง เทียบราคา เอฟโอบีข้าวไทยยังคงอยู่ที่ตันละ 370 เหรียญสหรัฐ ขณะที่เวียดนามตันละ 345-350 เหรียญสหรัฐ ปากีสถานตันละ 330 เหรียญสหรัฐ

ขณะเดียวกันอัตราแลกเปลี่ยนยังผันผวน เนื่องจากค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นจาก 36 บาท เป็น 34 บาทต่อเหรียญสหรัฐ กระทบการแข่งขัน แต่หากไม่ขายล่วงหน้าไทยจะไม่มีออร์เดอร์ใหม่รองรับซัพพลายผลผลิตข้าวนาปี 2559/2560 ที่จะออกพร้อมกันเดือนตุลาคม-พฤศจิกายนนี้ โดยเฉพาะพฤศจิกายนจะมีปริมาณ 11 ล้านตัน และไทยมีสต๊อกข้าวเก่าอีก 9.1 ล้านตัน

แนวโน้มราคาข้าวขาวและข้าวนึ่งไม่น่าห่วง เพราะตลาดข้าวขาวที่เปิดประมูลซื้อแล้ว คือ ฟิลิปปินส์ 2.5 แสนตัน เมื่อ 31 สิงหาคม และอาจเปิดอีก 2.5 แสนตัน ในเดือนกันยายน นอกนั้นมีเปิดประมูลโดยเอกชนอีก 7-8 แสนตัน ช่วงปลายปี อินโดนีเซียจะเปิดประมูล 5-7 แสนตัน และตลาดข้าวนึ่งจะมีการเปิดชายแดนแคเมอรูน ทำให้ยอดส่งออกข้าวนึ่งน่าจะเพิ่มขึ้น จากก่อนหน้านี้มีรัฐบาลไนจีเรียที่สนใจซื้อข้าวไทย

ที่น่าห่วงคือราคาข้าวหอมมะลิ อาจลดลงจากปัจจุบันตันละ 670-680 เหรียญสหรัฐ เพราะไม่มีคำสั่งซื้อจำนวนมากเข้ามา มีเพียงยอดค้าปกติเดือนละ 1.5-1.6 แสนตัน ดังนั้นหากไทยสามารถตกลงกับรัฐบาลจีน เพื่อส่งมอบจะส่งผลดี

เพื่อป้องกันปัญหาราคา รัฐบาลได้กำหนดมาตรการช่วยเหลือระยะสั้น เช่น จำนำยุ้งฉาง การชดเชยดอกเบี้ย ถือว่าถูกทาง แต่อาจไม่เพียงพอ ต้องมีมาตรการระยะยาวช่วยเหลือเกษตรกรเพิ่ม เช่น การตั้งสภาข้าว โดยดึงตัวแทนผู้ส่งออก โรงสี ชาวนา มาร่วมให้ความเห็นกำหนดยุทธศาสตร์ข้าว โดยรัฐบาลดูแลอีกชั้นหนึ่ง

สารพัดปัจจัยลบทำราคายางผันผวน

ด้านสถานการณ์ราคายางไม่ต่างจากข้าวเท่าใดนัก จากเดิมมีประเทศผู้ผลิตแข่งขันกันอยู่ไม่กี่ราย ปัจจุบันคู่แข่งมากขึ้น โดยเฉพาะเวียดนาม กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา จีน จากเดิมมีแค่อินโดนีเซีย มาเลเซีย ประกอบกับพื้นที่ปลูกยางภาคอีสานและเหนือเพิ่มขึ้นมาก จึงคุมกลไกตลาดยากขึ้นราคาเหวี่ยงขึ้นลงแรง

บวกกับเศรษฐกิจโลกตกต่ำ ราคาน้ำมันตกต่ำลงช่วง 2 ปีที่ผ่านมาตั้งแต่ปลายปี 2557 จาก 80-100 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล เหลือ 27 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ในเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม 2559 ที่ผ่านมา ส่งผลกระทบกำลังซื้อในตลาดประเทศผู้ผลิตน้ำมัน และกดดันให้ราคายางตกจาก กก.ละ 50-60 บาท เหลือ กก.ละ 30-40 บาทเท่านั้น ทั้งยังทำให้ผู้บริโภคหันไปซื้อถุงยางเทียม ที่ต้นทางทำมาจากน้ำมันมากขึ้น โดยเฉพาะยางรถยนต์ ผู้ผลิตสามารถนำยางสังเคราะห์มาทดแทนยางพาราได้เกือบ 100%

แนวโน้มราคายางพาราในช่วงที่เหลือปีนี้ หลังไทยเผชิญภัยแล้งติดต่อกัน 2 ปี ฝนเริ่มตกมาตั้งแต่เดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ทำให้ผลผลิตยางออกสู่ตลาดมากขึ้น จึงน่าห่วงว่าช่วงปลายปีนี้ที่ผลผลิตยางอินโดนีเซีย มาเลเซีย เวียดนาม จะออกสู่ตลาดมากขึ้นเช่นเดียวกับไทย จะทำให้ราคาตกต่ำลงอีก

แนะสวนยางสร้างรายได้เสริม

ล่าสุดพื้นที่ปลูกยางของไทยเพิ่มเป็น 19.6 ล้านไร่ ผลผลิต 4.4 ล้านตัน บวกพื้นที่ปลูกยางที่เพิ่มขึ้นในประเทศเพื่อนบ้าน ขณะที่จีนผู้รับซื้อยางรายใหญ่เศรษฐกิจยังไม่ดี กระทรวงเกษตรฯ จึงต้องเร่งให้ความรู้เกษตรกรให้เพาะปลูกพืชหรือเลี้ยงสัตว์เป็นรายได้เสริม โดยธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) พร้อมปล่อยสินเชื่อส่งเสริมปลูกพืช เลี้ยงสัตว์เสริมรายได้ทดแทนช่วงยางพาราราคาตกต่ำ

ขณะที่ นางสาววาริน ชิณวงศ์ ประธานหอการค้าจังหวัดนครศรีธรรมราช กล่าวว่า ราคายางแม้จะขยับขึ้นถึง 60 บาทต่อ กก. ก่อนหน้านี้ แต่ไม่ได้ขยับขึ้นมามากพอช่วยกระตุ้นการจับจ่ายของทั้งจังหวัดได้ ประกอบกับช่วงนี้ฝนตกหนักมาก กรีดยางได้ปริมาณน้อย และรายได้จากการปลูกสินค้าเกษตรชนิดอื่น เช่น มังคุด เงาะ ทุเรียนก็ไม่ดีขึ้น เกษตรกรขาดกำลังซื้อ สะท้อนจากยอดขายรถยนต์ รถจักรยานยนต์ในจังหวัดยังไม่กระเตื้อง

เช่นเดียวกับที่ นายสมพร สิริโปราณานนท์ ประธานหอการค้าจังหวัดสงขลาระบุว่า ราคายางที่ปรับขึ้นแค่ช่วงสั้น ๆ และตกต่ำลงในเดือนสิงหาคม มาอยู่ที่เฉลี่ย กก.ละ 50 บาท ไม่ได้ช่วยให้ชาวสวนยางมีรายได้และกำลังซื้อเพิ่มขึ้น ช่วงนี้ต้องพึ่งกำลังซื้อจากภาคท่องเที่ยวและบริการช่วยพยุง

ตลาดจีนเมินซื้อมันสำปะหลังดิ่ง

ด้านสถานการณ์ราคามันสำปะหลัง นายธีระชาติ เสยกระโทก ผู้ประสานงานสมาพันธ์ชาวไร่มันสำปะหลัง กล่าวว่า ขณะนี้ราคามันสำปะหลังช่วงฤดูการผลิต 58/59 ที่ยังเหลืออยู่ในพื้นที่จังหวัดร้อยเอ็ด กาฬสินธุ์ มหาสารคาม ขอนแก่น บุรีรัมย์ หล่นลงไปอยู่ที่ กก.ละ 1-1.20 บาท ต่ำกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ กก.ละ 2.30 บาท แต่ต้นทุนอยู่ที่ตันละ 1.90 บาท

เหตุผลสำคัญที่ทำให้ราคาหัวมันสดลดลง ส่วนหนึ่งเกิดจากดีมานด์ความต้องการใช้มันสำปะหลังในตลาดจีน ซึ่งเป็นตลาดหลักกว่า 90% ปรับลดลงมาก หลังรัฐบาลจีนมีนโยบายระบายสต๊อกข้าวโพด ทำให้ผู้นำเข้าจีนลดการสั่งซื้อมัน อีกทั้งผู้ส่งออกไทยต้องขายตัดราคากันเอง ประกอบกับขณะนี้ฝนตก เกษตรกรต้องเร่งขุดหัวมันขายให้โรงแป้งมัน เพราะช่วงนี้ลานมันหยุดรับซื้อ ราคาที่โรงแป้งรับซื้อคำนวณเป็นหัวมันแล้วต่ำมาก

เป็นไปได้สูงที่ราคามันในฤดูกาลใหม่ปี 59/60 มีแนวโน้มปรับลดลงอีก หากรัฐบาลไม่กำหนดราคาขั้นต่ำให้ผู้ประกอบการช่วยรับซื้อ เพราะมาตรการที่ก่อนหน้านี้ คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบ เป็นการช่วยเหลือผู้ประกอบการโดยชดเชยดอกเบี้ยเงินกู้ 3% แต่ไม่ได้กำหนดให้ต้องซื้อจากเกษตรกรในราคาที่กำหนด ล่าสุดเกษตรกรหลายจังหวัดจะเคลื่อนไหวเรียกร้องรัฐ ขอให้ผู้ประกอบการซื้อมันในราคาที่เกษตรกรไม่ขาดทุน

เกษตรกรกำลังซื้อหด

สถานการณ์พืชผลเกษตรหลักที่ยังตกต่ำผันผวน ส่งผลต่อเนื่องถึงกำลังซื้อของเกษตรกรทั่วประเทศ โดย นายสมเกียรติ ตรีรัตนพันธ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้าระบุว่า แม้อัตราเงินเฟ้อในสิงหาคม 2559 ปรับตัวสูงขึ้น 0.29% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยสินค้าที่ปรับตัวสูงขึ้น เช่น ผลไม้สด อาทิ ทุเรียน กล้วยน้ำว้า มะม่วง กระเทียม ฯลฯ แต่ดัชนีราคาผู้ผลิตสินค้าเกษตร 7 เดือนแรก (มกราคม-กรกฎาคม) ลดลง 0.4% ตามราคาผลผลิตเกษตรที่ลดลง 0.9% ซึ่งจะส่งผลต่อกำลังซื้อเกษตรกรด้วย อย่างไรก็ตามต้องติดตามว่าแนวโน้มราคาสินค้าเกษตรที่มีปัญหาต่อเนื่องจะกระทบกำลังซื้อเกษตรกรไตรมาสสุดท้ายซึ่งเป็นช่วงจับจ่ายใช้สอยมากน้อยเพียงใด

แหล่งอ้างอิงข้อมูล :
"ราคา ข้าว-มัน-ยาง ขาลง โค้งสุดท้าย กำลังซื้อรากหญ้า ปลุกไม่ขึ้น". (06-09-2559). ประชาชาติธุรกิจ.:
สืบค้นเมื่อ 06-09-2559, เข้าถึงได้จาก : http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1473126350#