เรื่องเด็ดเกร็ดเกษตร

ชาวนาโคราชขานรับเทคโนโลยีเปียกสลับแห้ง ช่วยประหยัดน้ำ ลดต้นทุน

07 มีนาคม 2559
4,012
นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ อธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยว่า ตามที่กรมชลประทานได้ประเมินสถานการณ์ภัยแล้งในปี 2558/59 จากปริมาณน้ำต้นทุนที่กักเก็บใน 33 เขื่อนหลักและปริมาณฝนที่ตกลงมาน้อยกว่าค่าเฉลี่ย ทำให้หลายพื้นที่จะต้องประสบปัญหาภัยแล้งทั้งในและนอกพื้นที่ชลประทาน ที่จะต้องมีการบริหารน้ำอย่างเคร่งครัดและสร้างความรู้ความเข้าใจให้กับเกษตรกรในการบริหารจัดการน้ำในการปลูกข้าวให้มีประสิทธิภาพสูงสุด กรมการข้าวจึงได้จัดทำโครงการส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีการปลูกข้าวแบบเปียกสลับแห้งเพื่อการประหยัดน้ำ (นาปรัง) ฤดูกาลผลิต 2558/59 ในพื้นที่ 22 จังหวัดลุ่มน้ำเจ้าพระยาในปีที่ผ่านมา ซึ่งผลเป็นที่น่าพึงพอใจว่าสามารถประหยัดน้ำในการทำนาได้ไม่น้อยกว่า 30% ประหยัดค่าน้ำมันดึงน้ำเข้านา ลดการระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล ช่วยให้รากแข็งแรงต้นข้าวไม่ล้มง่ายและลดการสะสมแก๊สมีเทนในดิน
ในปีงบประมาณ 2559 นี้ กรมการข้าวจึงขยายผลการส่งเสริมการปลูกข้าวโดยวิธีเปียกสลับแห้งเพื่อการประหยัดน้ำ โดยดำเนินการเฉพาะพื้นที่นอกเขตชลประทาน ที่มีแหล่งน้ำเพียงพอต่อการเพาะปลูกข้าวนาปรัง ฤดูกาลผลิต 2558/59 จำนวน 20 จังหวัดในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่ เชียงราย พะเยา ลำปาง เชียงใหม่ แพร่ อุดรธานี หนองคาย ยโสธร อุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ มหาสารคาม ร้อยเอ็ด กาฬสินธุ์ ขอนแก่น สกลนคร นครพนม ชัยภูมิ และนครราชสีมา ซึ่งมีเป้าหมายจัดทำแปลงสาธิตการทำนาแบบเปียกสลับแห้ง แปลงละ 5 ไร่ จำนวน 100 แปลง รวมพื้นที่ 500 ไร่ โดยเกษตรกรใน 20 จังหวัดให้ความสนใจเข้าร่วมโครงการประมาณ 6,000 คน และเข้ารับการเรียนรู้วิธีการปลูกข้าวแบบเปียกสลับแห้งเพื่อการประหยัดน้ำ

นายธีระพงษ์ พุทธรักษา ผู้อำนวยการศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวนครราชสีมา ในฐานะผู้รับผิดชอบโครงการส่งเสริมการปลูกข้าวแบบเปียกสลับแห้งเพื่อการประหยัดน้ำ ในจังหวัดนครราชสีมา ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่เป้าหมายของโครงการส่งเสริมการปลูกข้าวโดยวิธีเปียกสลับแห้ง เปิดเผยว่าจังหวัดนครราชสีมาเป็นแหล่งปลูกข้าวที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีประชากรประกอบอาชีพทำนา 202,238 ครัวเรือน มีพื้นที่ปลูกข้าว 3,931,678 ไร่ เป็นพื้นที่เหมาะสมในการทำนา 2,556,052 ไร่ และเป็นพื้นที่ในเขตชลประทาน 504,204 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 12.82 ของพื้นที่ปลูกข้าว แต่เนื่องจากปริมาณน้ำในเขื่อนของจังหวัดนครราชสีมามีปริมาณน้ำต้นทุนเก็บกักและปริมาณน้ำฝนที่ตกลงมาน้อยกว่าค่าเฉลี่ย โดยเฉพาะเขื่อนลำตะคองมีความจุที่ระดับปกติ 314.49 ล้านลบ.ม. แต่ปัจจุบันมีปริมาณน้ำใช้ได้เพียง 84.438 ล้านลบ.ม.

ส่วนเขื่อนลำพระเพลิง มีแผนการจัดสรรน้ำและการเพาะปลูกพืชฤดูแล้งเป้าหมายพื้นที่ 40,000 ไร่ แต่สามารถปลูกข้าวในเขตอำเภอโชคชัยและปักธงชัย เพียง 322 และ 2,000 ไร่ ตามลำดับ จึงต้องมีการบริหารจัดการน้ำอย่างเคร่งครัด และสร้างความรู้ความเข้าใจกับเกษตรกรและประชาชนว่าจะปล่อยน้ำเพื่อระบบนิเวศน์และน้ำอุปโภค บริโภคเท่านั้น ไม่สามารถสนับสนุนน้ำเพื่อการเกษตรช่วงฤดูแล้งได้ ส่งผลให้ชาวนาได้รับผลกระทบจากภัยแล้งกว่า 400,000 ไร่กรมการข้าว โดยศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวนครราชสีมาจึงได้คัดเลือกพื้นที่ปลูกข้าวซึ่งใช้น้ำจากแหล่งน้ำอื่นๆ ที่เพียงพอต่อการเพาะปลูก เข้าร่วมโครงการส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีการปลูกข้าวแบบเปียกสลับแห้งเพื่อการประหยัดน้ำ(นาปรัง) ฤดูกาลผลิต 2558/59 จำนวน 2 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมืองเกษตรกรเข้าร่วม 16 ราย พื้นที่ 278 ไร่ จัดทำแปลงสาธิตจำนวน 2 แปลง และที่อำเภอปักธงชัย เกษตรกรเข้าร่วม 24 ราย พื้นที่ 450 ไร่จัดทำแปลงสาธิตจำนวน 3 แปลง โดยใช้พันธุ์ข้าวไม่ไวแสงพันธุ์ชัยนาท 1 ซึ่งโดยปกติในการทำนา เกษตรกรส่วนใหญ่จะใช้วิธีขังน้ำไว้ในนาตลอดฤดูปลูกจึงต้องใช้น้ำประมาณ 2,000 ลบ.ม./ไร่/ฤดูแต่วิธีการปลูกข้าวแบบเปียกสลับแห้งที่มีการให้น้ำเป็นระยะตามความต้องการข้องต้นข้าว ทำให้เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการสามารถลดปริมาณการใช้น้ำเฉลี่ยไร่ละ 15-30% ลดต้นทุนค่าน้ำมันเชื้อเพลิงในการสูบน้ำเข้านาต่อไร่ประมาณ 30% ช่วยลดปัญหาโรคและแมลง ลดปริมาณการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดโรคแมลงต่อไร่เฉลี่ย 30-50%

นายอวยชัย งาตะขบ ประธานกลุ่มผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวบ้านเขาพญาปราบ หมู่ 15 ต.ตะขบ อ.ปักธงชัย จ.นครราชสีมา เกษตรกรในโครงการ เปิดเผยว่า ปีนี้ภัยแล้งรุนแรงกว่าทุกปี ทางเขื่อนลำพระเพลิง อ.ปักธงชัย ได้แจ้งเตือนให้ใช้น้ำอย่างประหยัด แม้ไม่ได้ห้ามให้เกษตรกรทำนาปรังเช่นพื้นที่อื่นก็ตามแต่ได้ขอให้ช่วยกันประหยัดน้ำ แต่การทำนาก็ต้องมีน้ำเพียงพอจึงจะได้ผลผลิตที่ดี

"หลังจากเจ้าหน้าที่จากศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวนครราชสีมาได้แนะนำให้เกษตรกรเปลี่ยนมาทำนาแบบ "เปียกสลับแห้ง" เพื่อลดการใช้น้ำ และลดต้นทุนการผลิต ทำให้ขณะนี้มีชาวนาใน อ.ปักธงชัย เข้าร่วมโครงการ แล้ว 24 ราย รวมพื้นที่กว่า 450 ปัจจุบันต้นข้าวในนาของเกษตรกรมีอายุเฉลี่ย 20-25 วันแล้ว ความแตกต่างที่เห็นจากการทำนาแบบเดิมคือ ต้นข้าวมีความเขียวขจี แข็งแรง แตกกอดี ที่สำคัญประหยัดน้ำในการทำนาได้มาก ตั้งแต่ปลูกข้าวเพิ่งสูบน้ำเข้านาแค่ครั้งเดียวเท่านั้น จึงมั่นใจว่าปีนี้ จะได้ผลผลิตต่อไร่เพิ่มขึ้น ในขณะที่ต้นทุนจะลดลง" ชาวนา อ.ปักธงชัย กล่าวทิ้งท้าย

แหล่งอ้างอิงข้อมูล :
"ชาวนาโคราชขานรับเทคโนโลยีเปียกสลับแห้ง ช่วยประหยัดน้ำ ลดต้นทุน.". (07-03-2559). แนวหน้า.: สืบค้นเมื่อ 07-03-2559, เข้าถึงได้จาก : http://www.naewna.com/local/205638