เรื่องเด็ดเกร็ดเกษตร

ศูนย์วิจัยข้าวเชียงใหม่จัดแปลงนาสาธิตแก้ภัยแล้ง

23 กุมภาพันธ์ 2559
3,936
ศูนย์วิจัยข้าวจังหวัดเชียงใหม่ หวั่นนาปรังกระทบภัยแล้ง หลังสำรวจพบเกษตรกรยังทำนาปรังมากถึง 90,000ไร่ เร่งเตือนเกษตรกรให้ใช้น้ำอย่างประหยัด พร้อมจัดทำแปลงสาธิตให้เกษตรกรเรียนรู้การทำนาปรังประหยัดน้ำ ด้วยเทคโนโลยีการจัดการน้ำแบบเปียกสลับแห้ง
นายศิวะพงศ์ นฤบาล ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยข้าวเชียงใหม่ ให้สัมภาษณ์กับศูนย์ประสานงานร่วมด้วยช่วยกัน จ.เชียงรายว่า วิกฤติภัยแล้ง จ.เชียงใหม่ รุนแรงมากกว่าทุกปีที่ผ่านมา ขณะเดียวกันเกษตรกรยังคงทำนาปรังกันอยู่จำนวนมาก ถึงแม้จะเน้นย้ำให้เกษตรกรลดการทำนาปรังหรือปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อยทดแทนก็ตาม ล่าสุดจากการสำรวจคาดว่าพื้นที่ทำนาปรังปีนี้อาจมีมากถึง90,000ไร่ จากปีที่ผ่านมามีจำนวนถึง 170,000 ไร่ ซึ่งหากเทียบกับปริมาณแหล่งน้ำที่มีอยู่ถือว่าปีนี้พื้นที่นาปรังมีจำนวนมาก และหากเกษตรกรยังคงทำนาปรังแบบเดิมๆคาดว่าต่อไปข้าวนาปรังจะต้องแห้งตายเพราะขาดน้ำอย่างแน่นอน ดังนั้นเพื่อลดปัญหาปริมาณน้ำไม่เพียงพอสำหรับทำนาปรัง ทางกรมการข้าวโดยศูนย์วิจัยข้าว จ.เชียงใหม่จึงได้ จัดทำแปลงสาธิตให้เกษตรกรเรียนรู้การทำนาปรังประหยัดน้ำ ด้วยเทคโนโลยีการจัดการน้ำแบบเปียกสลับแห้ง เพราะช่วยประหยัดน้ำมากถึง50 %เมื่อเทียบกับการทำนาปรังแบบเดิม

นายศิวะพงศ์ กล่าวต่อว่า เกษตรกร จ.เชียงใหม่จะนิยมปลูกข้าวเหนียวพันธุ์สันป่าตอง1 เนื่องจากมีแรงจูงใจในเรื่องราคาที่ดี เกษตรกรจึงเสี่ยงทำนาปรังกันจำนวนมาก โดยเฉพาะในพื้นที่ อ.เมือง อ.แม่ริม และ อ.แม่แตง การแนะนำให้เกษตรกรใช้เทคโนโลยีการจัดการน้ำแบบเปียกสลับแห้ง หากไม่ปฏิบัติให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรมแล้ว ถือเป็นการยากมากที่เกษตรกรจะปฏิบัติตามอย่างจริงจัง ดังนั้น ศูนย์วิจัยข้าวจ.เชียงใหม่จึงต้องจัดทำแปลงสาธิตให้เกษตรกรได้เห็นและเรียนรู้ ซึ่งขณะนี้ได้ดำเนินการจัดทำแปลงสาธิตใน12 ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวทั่วจ.เชียงใหม่ ศูนย์ละ 5 ไร่ ดำเนินการไปที่อ.แม่ริม อ.สันป่าตอง อ.ฝาง และ อ.สันทราย เกษตรกรที่ทำนาปรังสามารถเรียนรู้จากเจ้าของแปลงสาธิตได้เลย
นายไฉน สรชัย เจ้าพนักงานการเกษตรชำนาญงาน ศูนย์วิจัยข้าวจ.เชียงใหม่ ให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมว่า เทคโนโลยีการจัดการน้ำแบบเปียกสลับแห้ง จะปล่อยให้ข้าวขาดน้ำในเวลาที่เหมาะสม เพื่อกระตุ้นให้รากและลำต้นข้าวแข็งแรงส่งผลโดยตรงต่อการเจริญเติบโตและการสร้างผลผลิต โดยเริ่มจากการขังน้ำในแปลงนาลึก 5 ซม.ในช่วงหลังปักดำจนกระทั่งข้าวอยู่ในช่วงตั้งท้องออกดอก จึงจะเพิ่มระดับน้ำในแปลงอยู่ที่ 7-10 ซม.จากนั้นจะปล่อยให้ข้าวขาดน้ำครั้งที่1 ในช่วงการเจริญเติบโตทางลำต้น หรือข้าวมีอายุประมาณ 35-45 วันเป็นเวลา 14 วัน หรือจนกว่าระดับน้ำในแปลงลดลงต่ำกว่าผิวแปลง 10-15 ซม.หรือดินในแปลงนาแตกระแหง จากนั้นถึงปล่อยน้ำเข้านา จนกระทั่งข้าวแตกกอสูงสุด หรือข้าวอายุประมาณ 60-65 วัน ก็จะปล่อยให้ข้าวขาดน้ำครั้งที่ 2 เป็นระยะเวลาอีก 14 วัน

สำหรับพื้นที่ดำเนินการจัดทำแปลงสาธิตจะเป็นผืนนาปรังของเกษตรกรเอง และจากการลงพื้นที่พบเกษตรกรพบว่าได้รับความสนใจจากเกษตรกรจำนวนมาก มีเกษตรกรทำตามและสามารถช่วยประหยัดน้ำได้จริง

ด้านนายนิธิโรจน์ วันดี ประธานศูนย์ข้าวชุมชนบ้านป่าบง ต.เวียง อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ ให้สัมภาษณ์ว่า ตนมีพื้นที่ทำนาปรัง 20ไร่ ซึ่งอยู่นอกเขตชลประทานทั้งหมด และได้รับการสนับสนุนให้เป็นแปลงสาธิตการจัดการน้ำแบบเปียกสลับแห้ง จำนวน 5 ไร่ ที่ผ่านมาได้แนะนำเพื่อนเกษตรกรหลายรายได้ทำเพื่อประหยัดน้ำในการทำนา ทำให้เราได้ศึกษาช่วงการเจริญเติบโตของต้นข้าว และเห็นผลชัดเจนที่สุดคือช่วยประหยัดต้นทุนในการสูบน้ำเข้าแปลงนาอย่างมาก นับได้ว่าการจัดการน้ำแบบเปียกสลับแห้ง จะเป็นทางรอดสำหรับเกษตรกรที่ทำนาปรังในช่วงฤดูแล้ง

แหล่งที่มาของข้อมูล : ศิวะพงศ์ นฤบาล.ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยข้าวจังหวัดเชียงใหม่, 15 กุมภาพันธ์ 2559
เรียบเรียงโดย : ประพันธ์ จีระวัง ศูนย์ประสานงานร่วมด้วยช่วยกันสำนึกรักบ้านเกิด จ.เชียงราย