เรื่องเด็ดเกร็ดเกษตร

เพื่อนบ้านตีตลาดข้าวหอมมะลิไทย

25 สิงหาคม 2558
2,356
นายอัทธ์ พิศาลวานิช ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ในการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) อาจทำให้ข้าวหอมมะลิของไทยได้รับผลกระทบจากข้าวหอมพันธุ์เพิร์ล ปอว์ ซาน ของเมียนมาร์, ข้าวดอกมะลิ หรือผกามะลิ ของกัมพูชา และ ข้าวหอมวียดนาม ที่เตรียมเข้ามาทำตลาดหรือวางจำหน่ายในห้างสรรพสินค้าแย่งส่วนแบ่งตลาดไทยในอนาคต เนื่องจากมีราคาถูกกว่าข้าวหอมมะลิไทยและคุณภาพเริ่มใกล้เคียงกับของไทย ดังนั้นต้องการให้ภาครัฐหามาตรการในการปรับโครงสร้างข้าวหอมมะลิไทยใหม่เพื่อหนีตลาดข้าวหอมจากประเทศเพื่อนบ้าน
ทั้งนี้ยอมรับว่าในอนาคตประเทศเพื่อนบ้านหันมาพัฒนาหรือส่งเสริมข้าวหอมมากขึ้นเนื่องจากมีมูลค่าสูงและตรงความต้องการของผู้บริโภคในต่างประเทศโดยเฉพาะประเทศที่มีกำลังซื้อ และที่สำคัญประเทศเพื่อนบ้านสามารถพัฒนาคุณภาพใกล้เคียงกับข้าวหอมมะลิไทยแต่มีราคาที่ต่ำกว่ามาก อย่างไรก็ตามเชื่อว่าในระยะสั้นคงไม่กระทบต่อตลาดข้าวหอมไทยแต่หากไทยยังไม่มีการปรับโครงสร้างผลิตข้าวหอมเชื่อว่าในอนาคตคงถูกข้าวเพื่อนบ้านแย่งตลาดทั้งในประเทศและตลาดต่างประเทศได้

"ตอนนี้ข้าวหอมของประเทศเมียนมาร์และกัมพูชาจะเน้นโปรโมทข้าวดีกรีแชมป์ข้าวที่อร่อยที่สุดในโลกเทียบเท่ากับข้าวหอมมะลิไทยที่เคยได้รับรางวัลในอดีต ขณะที่ข้าวหอมของเวียดนามก็อยู่ระหว่างการพัฒนาความหอมให้ใกล้เคียงกับข้าวหอมมะลิไทย เบื้องต้นแม้ว่าในปัจจุบันแพ็คเกจจิ้ง (บรรจุภัณฑ์) ของข้าวหอมประเทศเพื่อนบ้านยังไม่สวยงามแต่หากมีทุนต่างชาติเข้ามาร่วมทุน เช่น มีการพัฒนาแพ็คเกจจิ้งให้สวยงามและทุ่มงบในการทำตลาดเชื่อว่าในอนาคตตลาดข้าวหอมไทยอาจถูกแย่งส่วนแบ่งตลาด"

นอกจากนี้ยังพบว่าประเทศเพื่อนบ้านก็ยังมีแผนที่รุกตลาดข้าวหอมในต่างประเทศของไทยด้วย หลังจากที่ผ่านมาตลาดข้าวในอาเซียนทั้งตลาดมาเลเซีย ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย เป็นต้นถูกข้าวจากเวียดนามแย่งตลาดเกือบหมดแล้ว และกำลังจะขยายไปในตลาดยุโรป สหรัฐ จีน ฮ่องกง เนื่องจากผู้บริโภคต่างชาติจำนวนมากไม่มีความเชี่ยวชาญในการแยกรสชาดมากเหมือนกับผู้บริโภคคนไทย จึงหันไปบริโภคข้าวที่มีราคาถูกเพราะมีคุณภาพไม่ต่างมากนัก

นายอัทธ์ กล่าวว่า ส่วนแนวทางในการพัฒนาข้าวหอมมะลิไทย เช่น การปลูกข้าวให้เหมาะสมกับพื้นที่ เช่น ภาคเหนือ เน้นปลูกข้าวเหนียว ข้าวหอมมะลิและข้าวเจ้า หรือภาคตะวันออกเฉียงเหนือเน้นปลูกข้าวเหนียว ข้าวหอมมะลิ เป็นต้น ขณะเดียวกันก็พัฒนาสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (จีไอ) สำหรับข้าวในแต่ละพื้นที่เหมือนกับข้าวสังข์หยดพัทลุงแล้วโปรโมทเพื่อรุกตลาดในยุโรปมากขึ้น

ขณะเดียวกันก็ส่งเสริมการปลูกข้าวหอมมะลิออร์แกนิคที่ปลอดจากสารเคมี และข้าวเพื่อสุขภาพ แล้วโปรโมทผ่านสื่อต่างๆระดับโลก เช่น ช่องซีเอ็นเอ็น เพื่อให้ผู้บริโภคทั่วโลกรับรู้ว่าไทยเป็นแหล่งปลูกข้าวเพื่อสุขภาพและปลอดสารเคมี เป็นต้น ซึ่งจะสามารถหนีตลาดข้าวหอมของประเทศเพื่อนบ้านไปอีกตลาดหนึ่ง

แหล่งที่มาของข้อมูล : "เพื่อนบ้านตีตลาดข้าวหอมมะลิไทย.". [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : http://dailynews.co.th/economic/343446