เรื่องเด็ดเกร็ดเกษตร

ภัยแล้งฉุดเศรษฐกิจการเกษตรติดลบ

29 กรกฏาคม 2558
2,267
มูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์ชะลอตัวลงถึง ร้อยละ 9.4 เนื่องมาจากประเทศคู่ค้าภูมิภาคตะวันออกกลางและแอฟริกาได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันดิบที่ลดลง
จากสถานการณ์ภัยแล้งที่เกิดขึ้นและมีแนวโน้มรุนแรงต่อเนื่องยาวนานตั้งแต่ปลายปี 2557 ถึงปัจจุบัน ภาครัฐจึงต้องขอความร่วมมือจากชาวนางดการทำนาปรังและเลื่อนการทำนาปีออกไปในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา จากเหตุการณ์ดังกล่าวได้ส่งผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจในภาพรวม โดยเฉพาะภาวะเศรษฐกิจการเกษตรในช่วงครึ่งแรกของปี 2558 พบสัญญาณติดลบสูงสุดในรอบ 36 ปี
ทั้งนี้ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร(สศก.) ประเมินปัจจัยในครึ่งปี 2558 พบว่า มูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์ชะลอตัวลงถึง ร้อยละ 9.4 เนื่องมาจากประเทศคู่ค้าภูมิภาคตะวันออกกลางและแอฟริกาได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันดิบที่ลดลงทำให้ชะลอการนำเข้าสินค้าเกษตรจากไทย ส่งผลให้ภาวะเศรษฐกิจการเกษตรในช่วงครึ่งแรกของปี 2558 หดตัวหรือติดลบร้อยละ 4.2 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2557 โดยครึ่งปีแรกของปี 2557 มูลค่าจีดีพีภาคเกษตรอยู่ที่ 212,374 ล้านบาท ส่วนครึ่งปีแรกของปี 2558 อยู่ที่ 203,454 ล้านบาท คิดเป็นมูลค่าที่ลดลงร้อยละ 4.2 และคาดว่าแนวโน้มภาวะเศรษฐกิจการ เกษตรทั้งปี 2558 จะติดลบอยู่ในช่วงร้อยละ -4.3--3.3 จากปี 2557 ที่มีมูลค่า 422,453 ล้านบาท คาดว่าจะลดลงเหลือ 406,400 ล้านบาท ซึ่งนับเป็นภาวะเศรษฐกิจการเกษตรที่ติดลบหนักสุดในรอบ 36 ปี
เช่นเดียวกับ สาขาบริการทางการเกษตร ที่ในช่วงครึ่งแรกของปี หดตัวร้อยละ 6.6 เนื่องจากผลกระทบจากการจ้างบริการเตรียมดิน ไถพรวนดิน และการให้บริการเกี่ยวนวดข้าวลดลงตามพื้นที่เพาะปลูกและเก็บเกี่ยวข้าวนาปรังที่ลดลง รวมทั้งการงดทำนาปีในพื้นที่เขตลุ่มน้ำเจ้าพระยา 22 จังหวัดในช่วงเดือน พ.ค.?มิ.ย. ขณะที่สาขาอื่นมีการขยายตัว ประกอบด้วย สาขาปศุสัตว์ ขยายตัวร้อยละ 2.1 จากสินค้าปศุสัตว์สำคัญทั้งไก่เนื้อ สุกร ไข่ไก่ และน้ำนมดิบที่ขยายการเลี้ยง สาขาประมง ขยายตัวร้อยละ 2.2 จากผลผลิตกุ้งทะเลเพาะเลี้ยงที่เพิ่มขึ้นหลังการฟื้นตัวจากปัญหาโรค EMS

และ สาขาป่าไม้ ขยายตัวร้อยละ 3.5 จากผลผลิตป่าไม้ที่สำคัญ ได้แก่ ไม้ยางพาราที่เพิ่มขึ้นตามพื้นที่ตัดโค่นสวนยางพาราเก่าของสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง (สกย.) ขณะที่ไม้ยูคาลิปตัสเพิ่มขึ้นตามความต้องการใช้กระดาษทั้งในและต่างประเทศ ส่วนน้ำผึ้งขยายตัวเพิ่มขึ้นจากสภาพอากาศที่ค่อนข้างเอื้ออำนวยและการเร่งผลิตเพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดต่างประเทศ
ส่วนสาขาพืช ในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ หดตัวร้อยละ 7.3 จากการลดลงของผลผลิตพืชสำคัญ ได้แก่ ข้าวนาปรัง ในเขตพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยาและแม่กลองที่มีเนื้อที่เพาะปลูกและผลผลิตที่ลดลงจากปัญหาภัยแล้ง ส่วนสับปะรดโรงงานลดลงจากสภาพอากาศที่แห้งแล้งทำให้ต้นไม่สมบูรณ์จึงไม่ให้ผลผลิต ยาง พาราลดลงจากน้ำยางในภาคอีสานที่ลดลงจากภัยแล้งและการตัดโค่นพื้นที่สวนยางพาราเก่า ปาล์มน้ำมันลดลงจากจำนวนทะลายที่ลดลงเพราะอากาศร้อนและขนาดทะลายเล็ก นอกจากนี้อากาศร้อนยังส่งผลให้ผลไม้ลดลง ได้แก่ ทุเรียน มังคุด และเงาะ ส่วนพืชที่ผลผลิตเพิ่มขึ้น ได้แก่ ข้าวนาปีภาคใต้ มันสำปะหลัง อ้อยโรงงาน และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากพื้นที่เพาะปลูกที่เพิ่มขึ้น ลำไยนอกฤดูเพิ่มขึ้นจากผลผลิตในภาคกลางทยอยออกสู่ตลาด

ในช่วงครึ่งปีหลังยังคงต้องเฝ้าติดตามและประเมินสถานการณ์ภัยแล้งและฝนทิ้งช่วงอย่างใกล้ชิด เพื่อหามาตรการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าบรรเทาความเดือดร้อนแก่เกษตรกร ที่สำคัญยังต้องติดตามภาวะเสี่ยงฟองสบู่แตกของเศรษฐกิจจีน หลังดัชนีตลาดหลักทรัพย์จีนหดตัวลงกะทันหัน
รวมถึงสัญญาณความซบเซาของตลาดอสังหาริมทรัพย์จากการหดตัวของการบริโภคภายในประเทศจีน ซึ่งอาจส่งผลกระทบ ประเทศไทย ดังนั้น เกษตรกรควรปรับตัวเพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่มีแนวโน้มว่าจะรุนแรงมากขึ้น.

แหล่งที่มาของข้อมูล : "ภัยแล้งฉุดเศรษฐกิจการเกษตรติดลบ.". [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : http://www.dailynews.co.th/agriculture/337936