เรื่องเด็ดเกร็ดเกษตร

กรมหม่อนไหมพัฒนาผ้าไหมนุ่มพลิ้วตอบโจทย์ตลาดผู้บริโภคผ้าไหมใส่สบาย

07 เมษายน 2565
765
กรมหม่อนไหมพัฒนาผ้าไหมลักษณะพิเศษ มีความนุ่มพลิ้ว ไม่ยับง่าย โครงสร้างเนื้อผ้าแข็งแรง ช่วยเพิ่มมูลค่าผ้าไหมไทย และเพิ่มความนิยมใช้ผ้าไหมมากขึ้น ตอบสนองตลาดผู้บริโภคที่ชอบผ้าสวมใส่สบาย และดูแลรักษาง่าย ที่สำคัญ เกษตรกรสามารถทำเองได้
ผ้าไหม
นายปราโมทย์ ยาใจ อธิบดีกรมหม่อนไหม เปิดเผยว่า กรมหม่อนไหมจัดทำโครงการการทำผ้าไหมต้นแบบลักษณะพิเศษ ปี 2564 ภายใต้ โครงการเทคโนโลยี นวัตกรรม เพิ่มมูลค่าสินค้าหม่อนไหมตลอดห่วงโซ่อุปทาน เป็นโครงการที่ดำเนินการเพื่อพัฒนาเพื่อให้ได้ผ้าไหมที่มีลักษณะพิเศษ มีความนุ่มพลิ้ว ไม่ยับง่าย โครงสร้างเนื้อผ้าแข็งแรง และหากสามารถพัฒนาให้มีคุณสมบัติพิเศษได้ จะสามารถเพิ่มมูลค่าผ้าไหมไทย และทำให้มีความนิยมใช้ผ้าไหมมากขึ้น เนื่องจากมีเนื้อผ้าที่สวมใส่สบาย และดูแลรักษาง่าย ที่สำคัญคือเกษตรกรสามารถผลิตเองได้

สำหรับการพัฒนาผ้าไหมดังกล่าว กรมหม่อนไหม ได้ใช้รังไหมพันธุ์ไทยพื้นบ้าน ได้แก่ พันธุ์ทับทิมสยาม 06 และพันธุ์วนาสวรรค์ มาใช้ในการสาวเส้นไหม โดยการนำรังไหมมานำรังไหมไปต้มให้ฉ่ำน้ำ แล้วตักใส่กระบะสาวเครื่องยูบี 2 อุณหภูมิในการสาวเส้นไหมประมาณ 40 องศาเซลเซียส กำหนดขนาดเส้นและควบคุมจำนวนรัง รวมทั้งการเพิ่มคุณสมบัติด้วยการควบตีเกลียว

ทั้งนี้ ได้ใช้การตีเกลียวด้วยเครื่องตีเกลียวเส้นไหม 2 แบบ ได้แก่ แบบที่ 1 ตีเกลียวด้วยขนาดท่อพีวีซี 2 นิ้ว ขนาดเส้นไหม 500-550 เกลียว/เมตร นำเส้นไหมไปลอกกาวด้วยวิธีการพิเศษ โดยนำมาเป็นเส้นพุ่ง สำหรับทำผ้ากิมิโน พิมพ์ลายดอกโบตั๋นจากคราม และแบบที่ 2 ตีเกลียวด้วยขนาดท่อพีวีซี 2.5 นิ้ว ขนาดเส้นไหม 450-500 เกลียว/เมตร นำเส้นไหมไปลอกกาวด้วยด่างธรรมชาติ และลอกกาวไหมออก 20 เปอร์เซ็นต์ โดยแบ่งเป็นเส้นไหม ทำเส้นยืน 2 กี่ หน้าผ้ากว้างประมาณ 100 เซนติเมตร แบ่งเป็น กี่ที่ 1 ไม่ย้อมสี และกี่ที่ 2 ย้อมสีเหลืองด้วยแก่นเข เส้นไหมทำเส้นพุ่ง โดยแบ่งครึ่งสำหรับย้อมด้วยแก่นเข และอีกส่วนหนึ่งนำไปย้อมด้วยแก่นเขแล้วนำไปหมักโคลน จากนั้นนำผ้าที่ทอไปวิเคราะห์หาโครงสร้าง ความยืดหยุ่น และความแข็งแรง และเมื่อนำไปวิเคราะห์หาโครงสร้าง ความยืดหยุ่น และความแข็งแรงของผ้า พบว่ามีการคืนตัวดี และมีสภาพยืดหยุ่นและการทิ้งตัวได้ดี

"กรมหม่อนไหมได้นำองค์ความรู้ดังกล่าวนี้ไปถ่ายทอด โดยจะนำร่องในกลุ่มเกษตรกรจังหวัดมุกดาหารและอุบลราชธานี เพื่อให้เกษตรกรนำไปผลิตผ้าไหมที่มีลักษณะดังกล่าวนี้ได้เองต่อไป ถือเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับผ้าไหมไทยอีกแนวทางหนึ่ง ที่ตอบสนองความต้องการของตลาดของผู้บริโภคที่ชื่นชอบผ้าไหมและการสวมใส่ที่ให้ความสบายมากยิ่งขึ้น" อธิบดีกรมหม่อนไหม กล่าว
แหล่งอ้างอิงข้อมูล :
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์