เรื่องเด็ดเกร็ดเกษตร

ศูนย์วิจัยฯ ยะลาเร่งหาแนวทางเพาะพันธุ์ ปลาพลวงชมพู คาดเป็นสัตว์เศรษฐกิจพันธุ์ใหม่

27 ธันวาคม 2559
2,895
ยะลา - "อีแกกือเลาะ" หรือปลาพลวงชมพู ปลาประจำ จ.ยะลา ขึ้นโต๊ะอาหารกิโลกรัมละไม่ต่ำกว่า 3 พันบาท ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดยะลา เร่งหาแนวทางเพาะพันธุ์ คาดจะเป็นสัตว์เศรษฐกิจต้อนรับสนามบินเบตง
วันนี้ (23 ธ.ค.) "อีแกกือเลาะ" หรือปลาพลวงชมพู เป็นปลาประจำ จ.ยะลา พบถิ่นที่อยู่อาศัยบริเวณต้นน้ำบาลาฮาลา ในเขื่อนบางลาง จ.ยะลา ซึ่งปลาชนิดนี้เป็นพันธุ์ปลาที่มีลักษณะพิเศษเฉพาะตัวในหลายด้าน ทั้งด้านกายภาพที่มีครีบเป็นสีแดง ต่างกับปลาพลวงชนิดอื่นที่จะมีสีขาว การเพาะพันธุ์ หรือการขยายพันธุ์ที่ยาก โดยจะมีไข่จากตัวเมียในแต่ละครั้งไม่เกิน 300-1,000 ฟอง ซึ่งต่างจากปลาชนิดอื่นที่มีมากกว่านี้หลายเท่านัก ต้องอาศัยอยู่ในน้ำที่สะอาด และแหล่งน้ำไหลตลอดเวลา ค่าออกซิเจนในน้ำต้องสูง และการเจริญเติบโตที่ช้ามาก มีนิสัยขี้อาย และตายง่าย จึงทำให้ปลาชนิดนี้มักจะทำการเพาะขยายพันธุ์ได้ยากยิ่งนัก หากผู้ที่จะเลี้ยงไม่มีความรู้เพียงพอต่อปลาชนิดนี้

ปลากือเลาะ หรือปลาพลวงชมพู่ ยังมีจุดเด่นเมื่อนำไปทำอาหาร เพราะมีเนื้อหวาน สามารถรับประทานได้ทั้งเกล็ด อีกทั้งยังเป็นปลาที่มีการเจริญเติบโตได้ช้า ทำให้ราคาของปลากือเลาะ เมื่อเข้าไปสู่ร้านอาหารจะมีราคาที่แพงขึ้นอีกเท่าตัว อย่างต่ำแล้วตกอยู่ที่ราคากิโลกรัมละ 3,000 บาทขึ้นไป
นายประดิษฐ์ เพ็ชรจรูญ นักวิชาการประมงชำนาญการ ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดยะลา ให้ข้อมูลว่า ทางศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดยะลา ได้มีการวิจัยและพัฒนาเพาะพันธุ์ปลากือเลาะ หรือปลาพลวงชมพู มาอย่างต่อเนื่อง โดยมี 2 แนวทางในการพัฒนาเพาะพันธุ์ปลาชนิดนี้คือ แนวทางแรก ทางศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดยะลา จะทำการเพาะและขยายพันธุ์เอง ก่อนจะนำคืนสู่ธรรมชาติ เพื่อให้ปลากือเลาะ กลับไปสู่ธรรมชาติเป็นพ่อแม่พันธุ์ และขยายพันธุ์ตามธรรมชาติต่อไป และอีกแนวทางหนึ่งคือ การเพาะขยายพันธุ์เพื่อส่งเสริมอาชีพให้แก่เกษตรกรในพื้นที่ ซึ่งคิดว่าปลาชนิดนี้เป็นปลาที่สำคัญทางเศรษฐกิจอย่างหนึ่งของ จ.ยะลา

"ทั้งนี้ จากการวิจัยและเพาะพันธุ์มาโดยตลอดพบว่า วิกฤตอย่างหนึ่งของปลากือเลาะ คือ การใช้ระยะเวลาในการฟักไข่ที่ยาวนาน และเมื่อสถานที่ หรือโรงเรือนบ่อเลี้ยงปลาไม่ได้คุณภาพ จะทำให้เกิดโรคกับไข่ปลาที่รอการฟัก และทำให้สูญเสียไปได้ ดังนั้น จึงเป็นไปตามแนวทางที่ทางศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดยะลา ทำมาตลอดก็คือ เมื่อฟักไข่ขยายพันธุ์ และรอการเจริญเติบโตแล้วก็จะนำไปปล่อยคืนสู่ธรรมชาติ ให้ปลาชนิดนี้ได้ทำการขยายพันธุ์เองต่อไป" นายประดิษฐ์ เพ็ชรจรูญ นักวิชาการประมงชำนาญการ กล่าว
สำหรับการสนับสนุนให้เกษตรกรในพื้นที่เข้ามามีส่วนร่วมในการเพาะเลี้ยงปลากือเลาะ เพราะจะช่วยสร้างทางเลือกให้แก่เกษตรกรในพื้นที่ นอกจากจะเลี้ยงปลาทับทิม ปลานิล ปลาดุกแล้ว ปลากือเลาะ ก็เป็นปลาเศรษฐกิจอีกตัวหนึ่งที่น่าสนใจ โดยใน อ.ธารโต และ อ.เบตง จ.ยะลา นั้นสภาพธรรมชาติยังคงมีความสมบูรณ์ หมายถึงน้ำธรรมชาติที่นำมาใช้เลี้ยงปลาพลวงชมพู ต้องมีค่ามาตรฐานที่ 6ppm ขึ้นไป ซึ่งน้ำโดยทั่วไปจะต่ำกว่านี้ จึงไม่เหมาะที่จะใช้เลี้ยงปลากือเลาะ หรือปลาพลวงชมพู

ทั้งนี้ คำว่าปลากือเลาะ หรืออีแกกือเลาะ เป็นชื่อเฉพาะภาษาถิ่นที่ใช้เรียกปลาชนิดนี้ แต่หากเรียกว่าปลาพลวงชมพู ก็จะเป็นชื่อที่ใช้เรียกกันทั่วไปตามคำวิชาการ

นอกจากนี้ ปลากือเลาะ หรือปลาพลวงชมพูนี้ สามารถจะรับประทานได้เฉพาะที่ อ.เบตง จ.ยะลา ซึ่งเป็นที่นิยมรับประทานของชาวต่างชาติเป็นอย่างมาก เนื่องจากความอร่อย เนื้อหวาน รับประทานได้ทั้งตัว ทำให้นักท่องเที่ยวอย่างชาวไต้หวัน สิงคโปร์ หรือแม้แต่มาเลเซียเอง ที่มักจะเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวที่ อ.เบตง จ.ยะลา และรับประทานปลาชนิดนี้กันเป็นประจำ โดยเชื่อว่าในอนาคตหากแนวทางพัฒนาการท่องเที่ยวทางชายแดน อ.เบตง จ.ยะลา ที่จะมีการเปิดสนามบิน ภายในปี 2562 จะทำให้ปลากือเลาะ หรือปลาพลวงชมพู เป็นสัตว์เศรษฐกิจตัวใหม่ที่จะดึงดูดนักท่องเที่ยวได้อย่างแน่นอน
แหล่งอ้างอิงข้อมูล :
"ศูนย์วิจัยฯ ยะลาเร่งหาแนวทางเพาะพันธุ์ ปลาพลวงชมพู คาดเป็นสัตว์เศรษฐกิจพันธุ์ใหม่". (23-12-2559). ผู้จัดการ.: สืบค้นเมื่อ 27-12-2559, เข้าถึงได้จาก : http://www.manager.co.th/South/ViewNews.aspx?NewsID=9590000127806