เรื่องเด็ดเกร็ดเกษตร

อ.ส.ค. สืบสานพระราชปณิธาน โคนมอาชีพพระราชทาน

21 ตุลาคม 2559
2,142
"โคนมอาชีพพระราชทาน" เกิดจากสายพระเนตรอันกว้างไกลของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามมินทราธิราช บรมนาถบพิตร ที่ทรงพระราชทานอาชีพใหม่ให้แก่ปวงชนชาวไทย เพื่อให้มีความรู้ความสามารถ มีอาชีพที่เลี้ยงตนเองและครอบครัวได้ พระองค์ทรงทุ่มเทพระวรกาย เพื่อส่งเสริมอาชีพการเลี้ยงโคนมให้คงอยู่คู่เกษตรกรไทย ซึ่งเห็นได้จากพระราชกรณียกิจที่ทรงปฏิบัติมาตลอดระยะเวลาหลายสิบปี ทรงมุ่งมั่นที่จะส่งเสริมและสนับสนุนอาชีพการเลี้ยงโคนมของเกษตรกรให้มีรายได้และมีอาชีพที่มั่นคง และยั่งยืนอยู่คู่สังคมไทย
ดร.ณรงค์ฤทธิ์ วงศ์สุวรรณ ผู้อำนวยการองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) กล่าวว่า อ.ส.ค. ภายใต้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ด้วยการสานต่อตามรอยเบื้องพระยุคลบาท ด้วยการเร่งเดินหน้าส่งเสริมการเลี้ยงโคนมให้เป็นอาชีพแก่เกษตรกรไทยอย่างมั่นคงและยั่งยืน ตลอดจนพัฒนาอุตสาหกรรมนมให้ครบวงจร ซึ่งภายใต้ แผนวิสาหกิจปี 2560-2564 อ.ส.ค.มีแผนในการพัฒนาส่งเสริมอาชีพโคนมในหลายด้าน อาทิ การสร้างแหล่งความรู้ด้านกิจการโคนมและอุตสาหกรรมนม เตรียมผลักดันประเทศไทยเป็นศูนย์กลางข้อมูลและความรู้เรื่องนมแบบครบวงจร การสร้างความมั่นคงในอาชีพการเลี้ยงโคนม การสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างเกษตรกร/สหกรณ์และหน่วยงานภายนอก เป็นต้น เพื่อสืบสานและพัฒนาโคนมอาชีพพระราชทานดังพระปณิธานของพระองค์

สำหรับความเป็นมาของอาชีพการเลี้ยงโคนมนั้น เกิดจากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงให้ความสนพระทัยเกี่ยวกับกิจการการเลี้ยงโคนมของชาวเดนมาร์กเป็นอย่างมาก และกลายเป็นจุดเริ่มต้นความสัมพันธ์ความร่วมมือด้านวิชาการการเลี้ยงโคนมระหว่างประเทศไทยและประเทศเดนมาร์กในระยะเวลาต่อมา

ก่อนหน้านั้น นายนิลส์ กุนนาร์ ซอนเดอร์กอรด์ ชาวเดนมาร์ก ผู้เชี่ยวชาญด้านปศุสัตว์ ของ FAO (Food and Agricultural Organization United Nation) ผู้ซึ่งปฏิบัติงานร่วมกับกรมปศุสัตว์ระหว่างปีพ.ศ.2498-2502 (ค.ศ.1955-1959) ได้สังเกตว่า คนไทยไม่รู้จักโคนมและดื่มนมในปริมาณน้อยมาก หลังจากกลับไปประเทศเดนมาร์ก ในปี พ.ศ.2502 นายซอนเดอร์กอรด์ ได้จัดทำโครงการฟาร์มโคนมและ ศูนย์ฝึกอบรมการเลี้ยงโคนมในประเทศไทย เสนอต่อ Danish Agricultural Marketing Board และต่อมาเพื่อให้โครงการส่งเสริมการเลี้ยงโคนมในประเทศไทยบรรลุตามเจตนารมณ์ที่ตั้งไว้ ได้มีการลงนามในสัญญาความร่วมมือกันระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลเดนมาร์ก เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2504 โดยได้ดำเนินการจัดตั้ง "ฟาร์มโคนม" และ "ศูนย์ฝึกอบรมการเลี้ยงโคนมไทย-เดนมาร์ค" ณ อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี ซึ่งเป็นสถานที่มีหุบเขาสวยงามมีแหล่งน้ำสะอาดและไม่ไกลจากตลาดกรุงเทพฯ

โดย Danish Agricultural Marketing Board จัดสรรเงินช่วยเหลือจำนวน 4.33 ล้านโครนเนอร์ (หรือประมาณ 23.5 ล้านบาท ในสมัยนั้น) สำหรับดำเนินโครงการเป็นระยะเวลา 8 ปี รัฐบาลเดนมาร์ก ได้ส่งผู้เชี่ยวชาญ มาร่วมดำเนินการในปี พ.ศ.2509 (ค.ศ.1966) พร้อมกับสนับสนุนเงินจำนวน 2.87 ล้านโครนเนอร์ อันเป็นการตอบสนองพระราชปณิธานและความสนพระทัยในอาชีพการเลี้ยงโคนมหลังจากเสด็จนิวัติประเทศไทย
จากนั้น พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พร้อมด้วยสมเด็จพระเจ้าเฟรดเดอริค ที่ 9 และสมเด็จพระบรมราชินีแห่งประเทศเดนมาร์กได้เสด็จพระราชดำเนิน ประกอบพิธีเปิดฟาร์มโคนม และศูนย์ฝึกอบรมการเลี้ยงโคนมไทย - เดนมาร์ค อย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2505 ซึ่งต่อมาในปี พ.ศ. 2514 รัฐบาลไทยได้รับโอนกิจการฟาร์มโคนมและศูนย์ฝึกอบรมการเลี้ยงโคนมไทย - เดนมาร์ค จากรัฐบาลเดนมาร์ก และได้ตราพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งเป็นรัฐวิสาหกิจ สังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ภายใต้ชื่อว่า"องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย" (อ.ส.ค.)

ดร.ณรงค์ฤทธิ์ กล่าวต่อว่า จากประวัติศาสตร์การเลี้ยงโคนมดังกล่าว อ.ส.ค. ภายใต้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงถือเอาวันที่ 16 มกราคมของทุกปี เป็นวันโคนมแห่งชาติ และเพื่อไม่ให้เป็นการซ้ำซ้อนกับวันครู รัฐบาลได้มีมติเมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2530 ให้วันที่ 17 มกราคมของทุกปีเป็นวันโคนมแห่งชาติ จึงถือเป็นวันสำคัญยิ่งต่ออาชีพการเลี้ยงโคนมในประเทศไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดย อ.ส.ค. ได้จัดกิจกรรมเฉลิมฉลองขึ้นเป็นประจำทุกปี เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่ได้พระราชทานอาชีพการเลี้ยงโคนม ให้แก่ ปวงชนชาวไทย

สำหรับความภาคภูมิใจของสมาชิกเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมรุ่นแรกของเมืองไทยที่ได้รับพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช นายสุดใจ จำปา เจ้าของ "จำปาฟาร์ม" ได้ให้สัมภาษณ์ว่า เดิมเป็นคนจังหวัดศรีสะเกษ เดินทางจากอีสานเพื่อสอบบรรจุเป็นข้าราชการขององค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย หรือ อ.ส.ค. ที่ อ.มวกเหล็ก จ.สระบุรี ด้วยอัตราเงินเดือน 500 บาท เมื่อปี 2505 เพราะเชื่อว่าตนคงเอาดีได้ด้วยอาชีพนี้และเมื่อบรรจุแล้วนายสุดใจยังได้เรียนรู้เพิ่มเติมในหน้าที่เกี่ยวกับวิธีการเลี้ยงและดูแลโคนมทำให้เขามั่นใจว่าโคนมพันธุ์เรดเดนจากเดนมาร์กพันธุ์นี้น่าจะเป็นอีกทางเลือกที่สดใสของเกษตรกรไทยในที่สุด

จากนั้นลุงสุดใจยังได้สมัครเข้าเป็นนักเรียนโคนมรุ่นแรกของ อ.ส.ค.ที่เปิดให้การอบรมตั้งแต่ ปี 2506-2511 ตลอดระยะเวลา 5 ปี และที่สุดได้ผ่านการสอบคัดเลือกให้เข้าร่วมโครงการเป็นเกษตรกรที่ได้รับพระราชทานที่ดินสำหรับการเลี้ยงโคนม จากจำนวนทั้งหมด 150 ครัวเรือน ได้รับพระราชทานที่ดินจำนวน 25 ไร่ พร้อมโรงเรือน และแม่โคสาวอีก 6 ตัว โดยมีเงื่อนไขว่า 3 ปีแรกยังไม่ต้องชำระเงินต้นและดอกเบี้ย ตลอดระยะเวลา 10 ปีหากนำเงินมาชำระ 3 แสนบาทจึงจะได้สิทธิขาดในการดูแลที่ดิน และลูกโคตัวผู้ที่เกิดขึ้นระหว่างเลี้ยงจะเป็นของ อ.ส.ค. และมี อ.ส.ค. เป็นผู้ฝึกสอนการเลี้ยงโคนมทั้งหมด

"จำปาฟาร์ม" คืออีกบทพิสูจน์ให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรมสำหรับ"โคนมอาชีพพระราชทาน" ที่สร้างอนาคตให้ครอบครัวได้ และถือเป็นภารกิจของ อ.ส.ค.ที่ต้องดำเนินการสานต่อ เพื่อให้เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม ประกอบอาชีพได้อย่างยั่งยืนและมั่นคง เพื่อสืบทอดพระราชปณิธานพระองค์ท่านสืบไป
แหล่งอ้างอิงข้อมูล :
"อ.ส.ค. สืบสานพระราชปณิธาน โคนมอาชีพพระราชทาน". (20-10-2559). ประชาชาติธุรกิจ.: สืบค้นเมื่อ 21-10-2559, เข้าถึงได้จาก : http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1476971584