เรื่องเด็ดเกร็ดเกษตร

สางปมอาหารสัตว์ไม่ง่าย ผู้ผลิต-ผู้ใช้-เกษตรกรร้องหาสมดุล

13 กรกฏาคม 2559
2,845
ปมขัดแย้งระหว่างสมาพันธ์ปศุสัตว์และเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ 11 สมาคม กับสภาเกษตรกรแห่งชาติ เกี่ยวกับการปรับลดภาษีนำเข้าวัตถุดิบอาหารสัตว์ ยืดเยื้อมานานนับเดือนยังไม่ได้ข้อสรุป โดยฝ่ายผู้ผลิตอาหารสัตว์ยืนยันว่าต้องนำเข้าข้าวสาลีและกากข้าวโพดเอทานอล (Distillers Dried Grains with Solubles หรือ DDGS) เพราะวัตถุดิบภายในมีไม่เพียงพอ หากลดภาษีจะช่วยทำให้ต้นทุนวัตถุดิบต่ำลง เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ขณะที่เกษตรกรกังวลว่า หากลดภาษีจะทำให้ราคาสินค้าเกษตรไม่สามารถแข่งขันกับวัตถุดิบนำเข้าได้
ล่าสุด สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) จัดทำผลวิเคราะห์ผลได้-ผลเสียการปรับลดภาษีนำเข้าและปรับสูตรหาอาหารสัตว์ 3 กรณีศึกษา โดยสรุปว่าการลดภาษีนำเข้ากากข้าวโพดเอทานอล (DDGS) กากคาโนลา และกลูเทนข้าวโพดจะทำให้รัฐบาลสูญเสียภาษี เกษตรกรสูญเสียรายได้จากการจำหน่าย ซึ่งเมื่อหักลบกันแล้วไม่คุ้มค่ากับต้นทุนอาหารสัตว์ที่ลดลง

ส่วนข้าวสาลีไม่ได้อยู่ในกลุ่มสินค้าวัตถุดิบอาหารสัตว์ควบคุมเฉพาะ จึงทำให้ไม่สามารถหยิบยกขึ้นมาหารือทั้งในวงของ สศก. และในวงที่ประชุมคณะทำงานกำกับดูแลสินค้าอาหารสัตว์ครบวงจรของกระทรวง พาณิชย์

แต่ด้วยข้อเท็จจริงปรากฏชัดเจนว่า การนำเข้าข้าวสาลี ปี 2558 มีปริมาณเกือบ 4 ล้านตัน จากช่วงปี 2553-2554 ที่เคยนำเข้าสูงสุดเพียง 3-4 แสนตัน เพื่อมาทดแทนข้าวโพด ซึ่งไทยผลิตไม่เพียงพอ และมีราคาสูง กก.ละ 8.50 ส่วนข้าวสาลี กก.ละ 7-8 บาท ต่างกัน 2-3 บาท แต่ยังหาข้อสรุปไม่ได้ ประเด็นนี้มีความสำคัญมาก เพราะแนวโน้มการผลิตปศุสัตว์ไทยเพิ่มขึ้นทุกปี ทำให้ความต้องการอาหารสัตว์เพิ่มขึ้นตามไปด้วยจาก 16 ล้านตัน เป็น 18 ล้านตันในปีนี้ ขณะที่ปริมาณวัตถุดิบในประเทศลดลง ส่งผลให้แนวโน้มราคาวัตถุดิบในประเทศขยับสูง ดังนั้น

รัฐต้องหาทางออกที่สมดุลให้กับผู้ผลิต-ผู้ใช้อาหารสัตว์ เกษตรกรผู้ปลูกพืช ข้าวโพด มันสำปะหลัง รวมถึงผู้ขายบายโปรดักต์เช่น โรงสีข้าว หลายล้านคนก


ผู้ผลิตอาหารสัตว์แย้งสูตร สศก.


ในมุมนายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล นายกสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย ในฐานะเลขาธิการสมาพันธ์ปศุสัตว์และเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ เห็นว่า ผลวิเคราะห์ สศก.เป็นการมองในมิติด้านการผลิตเพียงอย่างเดียว แต่ยังขาดข้อมูลในมิติด้านการตลาด ทางผู้ผลิตอาหารสัตว์จะขอชี้แจงกับ สศก.อีกครั้ง เพื่อยืนยันว่าสาเหตุที่ผู้ผลิตอาหารสัตว์จำเป็นต้องนำเข้าข้าวสาลี และกากข้าวโพดเอทานอล (DDGS) มาทดแทนผลผลิตข้าวโพดในประเทศ ซึ่งผลิตได้เพียง 4.5-4.6 ล้านตันต่อปี ขณะที่ความต้องการใช้ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์อยู่ที่ 7.8-7.9 ล้านตันต่อปี ทำให้มีส่วนต่าง3 ล้านตัน จึงต้องนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศ ทั้งข้าวโพดจากประเทศเพื่อนบ้าน ในปีนี้จะมีการนำเข้าปริมาณ 1 ล้านตัน

ส่วนที่เหลือ 2 ล้านจะนำเข้าข้าวสาลี และ DDGS แต่อาจจะมีปริมาณสูงกว่า 2 ล้านตัน เพราะไม่สามารถเทียบสัดส่วน 1 ต่อ 1 แบบข้าวโพดได้ ขึ้นอยู่กับสูตรอาหารของวัตถุดิบแต่ละชนิดต่างกัน

อย่างไรก็ตาม สมาคมยังไม่สามารถการันตีได้ว่าราคาอาหารสัตว์ปลายทางจะปรับลดลงกี่บาท เพราะราคาวัตถุดิบนำเข้ามีการผันแปรไปตามราคาตลาดโลก โดยบางครั้งราคาข้าวสาลีไม่ได้ต่ำกว่าข้าวโพด และปัจจุบันธุรกิจอาหารสัตว์มีการแข่งขันสูง และมีปัญหาขาดทุน ซึ่งการลดต้นทุนนี้จะส่งผลต่อผู้ผลิตได้ไม่เท่ากัน

แต่รัฐบาลไม่ควรจำกัดการนำเข้าข้าวสาลี เพราะสินค้านี้เปิดแบบเสรี และหากนำมาใช้เพื่อผลิตอาหารสัตว์ต้องเป็นไปตามมาตรฐานข้อกำหนดของกรม ปศุสัตว์ ซึ่งมี พ.ร.บ.อาหารสัตว์ควบคุมอยู่

นอกจากนี้ยืนยันได้ว่าการนำเข้าวัตถุดิบอาหารสัตว์กลุ่มนี้ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อราคาสินค้าเกษตร ในประเทศ เพราะผู้ผลิตอาหารสัตว์ยังมีข้อตกลงที่จะซื้อข้าวโพดจากเกษตรกรตามนโยบาย พยุงราคา เฉลี่ยประมาณกิโลกรัมละ 8.50 บาท หรือในราคาที่สูงกว่าตลาดโลก


เกษตรกรฝากโจทย์รัฐ


ในอีกมุมหนึ่งเกษตรกรฝากความหวังว่าเป็นไปได้หรือไม่

1) หากไทยจะถอยหลังกลับไปตั้งกำแพงภาษีนำเข้าข้าวสาลี เพราะไม่ได้ผูกพันไว้ใน WTO หรือ

2) หากไม่ปรับภาษีนำเข้าอาจต้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งกรมปศุสัตว์ กรมการค้าต่างประเทศ เพิ่มความเข้มงวดในการกำหนดมาตรฐาน หรือให้ขอหนังสือรับรองใบอนุญาตนำเข้า หรือ

3) ผู้ผลิตอาหารต้องชี้แจงให้ชัดเจนว่า เกษตรกรจะได้ประโยชน์อย่างไร ต้นทุนภาษีอาหารสัตว์ที่ลดลงทำให้ราคาอาหารสัตว์ลดลงอย่างมีนัยสำคัญหรือไม่ และมีการเยียวยาเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพด โดยออกประกาศล็อกเวลานำเข้าเฉพาะในช่วงเดือน ก.พ.-ส.ค.ของทุกปี ไม่ให้กระทบราคาผลผลิต และขอให้ผู้ผลิตอาหารสัตว์รับซื้อข้าวโพดจากเกษตรกรในราคา กก.ละ 8.50 บาท ไม่ใช่จำกัดเรื่องเอกสารสิทธิได้หรือไม่


แหล่งอ้างอิงข้อมูล :
"สางปมอาหารสัตว์ไม่ง่าย ผู้ผลิต-ผู้ใช้-เกษตรกรร้องหาสมดุล". 11-7-59. ประชาชาติธุรกิจ.เข้าถึงได้จาก :
http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1468190448