เรื่องเด็ดเกร็ดเกษตร

คลื่นลมแรงเรือประมงกระบี่หยุดจับปลา ทำราคาในตลาดพุ่งสูง

27 พฤษภาคม 2559
2,074
กระบี่ - คลื่นลมทะเลอันดามันสูง 2-4 เมตร เรือประมงพาณิชย์อวนดำกระบี่หยุดจับปลา ทำปลาขาดตลาด ส่งผลราคาปลาพุ่ง
วันนี้ (26 พ.ค.) จากสภาวะอากาศที่แปรปรวน คลื่นลมในทะเลมีกำลังแรง ศูนย์อุตุนิยมวิทยาภาคใต้ฝั่งตะวันตก แจ้งว่า คลื่นลมในทะเลอันดามันมีกำลังแรง มีคลื่นสูง 2-4 เมตร ส่งผลให้ผู้ประกอบการเรือประมงอวนดำ ในพื้นที่ ม.7 ต.ไสไทย อ.เมือง จ.กระบี่ ประมาณ 100 ลำ ต้องนำเรือเข้ามาจอดหลบคลื่นลม เนื่องจากไม่กล้าออกจับปลาเพราะเกรงว่าจะได้อันตรายจากคลื่นลมแรง ส่งผลให้ปลาเริ่มขาดตลาด และมีราคาแพงขึ้น

ทำให้บรรยากาศตามแผงจำหน่ายอาหารทะเลในตลาดสดมหาราชเทศบาล เมืองกระบี่ เงียบเหงา พ่อค้าแม่ค้าไม่มีสัตว์น้ำทะเล ปลา และกุ้งมาจำหน่ายให้แก่ลูกค้า ส่วนใหญ่ที่มีวางจำหน่ายจะเป็นปลาเลี้ยงกระชัง และกุ้งทะเลเลี้ยงบ่อ นอกจากนั้น ยังส่งผลให้ราคาอาหารทะเลขยับตัวสูงขึ้นกว่า 30% เช่น ปลาทู จากเดิมราคากิโลกรัมละ 50-60 บาท ปรับราคาขึ้นเป็นกิโลกรัมละ 80-90 บาท ปลากะพง จากกิโลกรัมละ 230 บาท ปรับขึ้นเป็นกิโลกรัมละ 250 บาท
นายเจริญ โหมบสง่า อายุ 63 ปี พ่อค้าขายปลาตลาดสดมหาราช กล่าวว่า ในช่วง 1-2 วันที่ผ่านมา เกิดฝนตกหนัก คลื่นลมในทะเลมีกำลังแรง ทำให้เรือแทบทุกชนิดของกระบี่ ไม่สามารถออกทำการประมงได้ ส่งผลให้สัตว์น้ำทะเลเริ่มขาดตลาด ต้องสั่งซื้อมาจากฝั่งอ่าวไทยเพื่อนำมาจำหน่าย ทำให้มีต้นทุนเพิ่มขึ้นในการขนส่ง จึงจำเป็นต้องปรับราคาจำหน่ายขึ้นตามไปด้วย ขณะที่แม่ค้าพ่อค้าบางรายรับซื้อปลาเลี้ยงกระชัง และกุ้งทะเลเลี้ยงบ่อมาจำหน่าย แต่ก็ยังมีราคาสูง

ด้าน นายม่าเหร็น บุญรอด เลขาฯ สมาคมชาวประมงจังหวัดกระบี่ กล่าวว่า หลังจากที่เกิดคลื่นลมแรง 1-2 วันนี้ ทำให้เรือประมงพาณิชย์อวนดำของกระบี่ ไม่สามารถออกทำประมงได้ ทำให้ปลาขาดตลาด พ่อค้าแม่ค้าต้องสั่งซื้อมาจากที่อื่นมาจำหน่าย ส่งผลให้ราคาสัตว์น้ำทะเลทุกชนิดขยับตัวสูงขึ้น แต่เชื่อว่า หลังจากที่คลื่นลมสงบ เรือประมงพาณิชย์อวนดำออกทำประมงได้ก็จะทำให้ราคาเข้าสู่สภาวะปกติอีกครั้ง และว่าคลื่นลมแรงได้ส่งผลดีต่อชาวประมงพื้นบ้าน สามารถจับปลาชายฝั่งได้มากขึ้น
แหล่งอ้างอิงข้อมูล :
"คลื่นลมแรงเรือประมงกระบี่หยุดจับปลา ทำราคาในตลาดพุ่งสูง". (26-05-2559). ผู้จัดการ.:
สืบค้นเมื่อ 27-05-2559, เข้าถึงได้จาก : http://www.manager.co.th/South/ViewNews.aspx?NewsID=9590000052861