เรื่องเด็ดเกร็ดเกษตร

จี้ใช้ นวัตกรรม ลดต้นทุนเลี้ยงหมู รับมือคู่แข่งสหรัฐหากไทยเข้าร่วมเขตค้าเสรี TPP

28 มีนาคม 2559
2,751
ผู้เชี่ยวชาญด้านเกษตร ชี้ 10 ปีข้างหน้าต้องใช้นวัตกรรมที่เข้มข้นมาลดต้นทุนการเลี้ยงหมูแข่งกับสหรัฐ ทั้งการป้องกันโรคเพิร์ส-PED การแยกลูกหมูมาอนุบาลก่อนหย่านมให้รอดมากยิ่งขึ้น การตั้งโรงชำแหละที่ได้มาตรฐานเพิ่มอีก 10 แห่ง ระบุหากต้องเข้า TPP รัฐต้องมีความชัดเจนในการช่วยเหลือ
ผู้สื่อข่าว "ประชาชาติธุรกิจ" รายงานว่า ปลายสัปดาห์ที่ผ่านมาคณะกรรมการธุรกิจปศุสัตว์ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ได้จัดงานเสวนา "ปศุสัตว์ไทย พร้อมก้าวไปกับ AEC และเวทีการค้าโลก" ขึ้น ณ โรงแรมเจ้าพระยาปาร์ค โดย น.สพ.ชัย วัชรงค์ ผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจการเกษตร กล่าวถึงประเด็นการใช้นวัตกรรมมาเลี้ยงสุกรในทศวรรษหน้า เพื่อสู้กับสุกรสหรัฐอเมริกาที่จะส่งเข้ามาจำหน่ายในไทยราคาถูก หากไทยเข้าร่วมความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก หรือ TPP ว่า สหรัฐมีต้นทุนการเลี้ยงสุกรหรือหมูไม่ถึง กก.ละ 40 บาท ในขณะที่ไทยมีต้นทุนเลี้ยงหมูเป็นอยู่ที่ กก.ละ 48-60 บาทแล้วแต่ขนาดของบริษัทจะใช้นวัตกรรมและดำเนินธุรกิจครบวงจรแค่ไหน ทั้งนี้ ต้นทุนหมูชำแหละของสหรัฐที่ส่งมาจำหน่ายที่เอเชียต้นทุนต่อตันในตู้คอนเทนเนอร์ขนาด 20 ฟุต อยู่ที่ 3,000 บาท ตู้ขนาด 40 ฟุต อยู่ที่ 2,650 บาท ต่ำกว่าการส่งหมูจากภาคกลางของไทยขึ้นไป เชียงใหม่ เชียงรายที่มีค่าโสหุ้ย 4,000 กว่าบาทต่อตัน

ดังนั้น หากจะลดต้นทุนใน 10 ปีข้างหน้าสู้กับคู่แข่งอย่างสหรัฐที่เลี้ยงหมูปีละ 11-12 ล้านตัน ไทยจะต้องดำเนินการแก้ไขหลายประการ คือ 1.โรคเพิร์สที่เกิดจากเชื้อไวรัส Pestivirus Genus เป็นโรคติดต่อที่รุนแรงและแพร่อย่างรวดเร็ว และโรค PED (Porcine Epidemic Diarrhea : PED) ที่เป็นโรคท้องร่วงติดต่อ ทำให้เกิดความเสียหายกว่า 10-15% ไทยเลี้ยงหมูปีละ 15 ล้านตัว ความเสียหายเท่ากับ 1.5-2 ล้านตัว หากคิดความเสียหายคละทั้งหมูตัวเล็ก-ตัวใหญ่ที่ 2,000 บาท/ตัว จะเสียหายเกือบ 4,000 ล้านบาท/ปี หรือประมาณ 250 บาท/ตัว จุดอ่อนของไทยเป็นเรื่องไบโอซีเคียวริตี้ ต้องมีรถขนหมูโดยเฉพาะ จะเข้าฟาร์มไหนต้องอบความร้อนให้แห้งเพื่อฆ่าเชื้อโรคป้องกันการระบาดก่อน อีกทั้งการตรวจระดับภูมิคุ้มกันในฟาร์มสับสนไปหมด วัคซีนในแต่ละฟาร์มไม่เหมือนกัน ตรวจได้ช้า ทำให้มีการทำวัคซีนไม่เหมาะสมตามมา

2.แม่หมูมีพัฒนาการให้ลูกเพิ่มขึ้นจากแม่ละ 9-10 ตัว เป็น 13-14-15 ตัวในปัจจุบัน แต่การสร้างน้ำนมไม่เพียงพอให้ลูกหมู ทั้งที่โรงเรือนสบาย ทำให้ลูกหมูตายก่อนหย่านมมาก ปัจจุบันมีนวัตกรรมช่วยแม่หมู นำลูกหมูมาเลี้ยงเฉพาะในการให้นมและไม่สิ้นเปลือง จะเพิ่มน้ำหนักลูกหมูได้อีกตัวละ 0.5-1 กก. เท่ากับลดต้นทุนได้อีก 150 บาทต่อหมูขุน 1 ตัว 3.ค่าโภชนาการจากบุ๊กแวลู ยังไม่แม่นยำพอกับการใส่ปริมาณวัตถุดิบเข้าไป คืออาจให้มากเกินไปที่หมูจะต้องกิน จึงไม่ประหยัด

4.โรงชำแหละที่ได้มาตรฐานทั่วประเทศมีน้อยมาก มีเพียง 6-7 แห่ง มีศักยภาพในการชำแหละหมูเพียงวันละ 6,000-7,000 ตัว ควรเพิ่มอีกประมาณ 10 แห่ง กำลังการผลิตหรือชำแหละแห่งละ 5,000 ตัว/วัน รวมเท่ากับ 50,000 ตัว/วัน ใกล้เคียงกับความต้องการทั่วประเทศ 5.ต่อไปต้องมีเครื่องมือตรวจวัดความนุ่มของเนื้อหมูว่านุ่มแค่ไหน ราคาซื้อขายจะต่างกันกับการตรวจหาสารที่เจือปน เช่น สารเร่งเนื้อแดง

"ผู้เลี้ยงหมูสหรัฐเขาใช้นวัตกรรมเต็มที่ มีการใช้โปรแกรมเต็มระบบทำให้ลดต้นทุนได้มาก ของบ้านเราใช้โปรแกรมลดต้นทุนได้เพียง 120 บาท ถ้าใช้เต็มโปรแกรมจะลดได้ถึงตัวละ 300 บาท ดังนั้น ภาพรวมทั้งหมดหากเราลดต้นทุนเลี้ยงหมูขุนได้ตัวละ 500 บาท จะช่วยลดต้นทุนจาก กก.ละ 48 บาท เหลือ 43 บาท หากลดต้นทุนได้ตัวละ 700 บาท ต้นทุนจะลดลงไปใกล้เคียงกับสหรัฐได้ อย่างไรก็ตาม หากไทยเข้าร่วม TPP รัฐจะต้องตอบผู้เลี้ยงหมูให้ได้ว่าจะช่วยเหลืออย่างไรบ้าง"

ผู้สื่อข่าวรายงานต่อว่า ผู้เลี้ยงหมูรายใหญ่ครบวงจรของไทยเท่านั้นที่ทำต้นทุนเลี้ยงหมูได้ กก.ละ 48 บาท ส่วนใหญ่มีต้นทุนที่ กก.ละ 60 บาท หากไทยเข้าร่วม TPP ธุรกิจหมู 3.5 แสนล้านบาทจะล้มละลายทันที ยังไม่รวมผลกระทบกับเกษตรกรผู้ผลิตวัตถุดิบป้อนผู้เลี้ยงหมู เนื่องจากสหรัฐมีต้นทุนการเลี้ยงที่ กก.ละ 1 เหรียญสหรัฐ จากราคา อีกทั้งสหรัฐใช้สารเร่งเนื้อแดง "แรกโตพามีน" ที่ก่อให้เกิดมะเร็งมาเลี้ยงหมูด้วย ทำให้ลดต้นทุนได้อีก 12% ปัจจุบันสหรัฐส่งออกเนื้อหมูปีละ 2.3 ล้านตัน จากการผลิต 11 ล้านตัน ประเทศผู้นำเข้าเนื้อหมูจากสหรัฐที่ล้มละลายไปแล้ว ได้แก่ เม็กซิโก ขณะที่เวียดนาม ฟิลิปปินส์ ผู้เลี้ยงหมูก็ได้รับผลกระทบมากจากเนื้อหมูที่สหรัฐส่งเข้ามาขาย

แหล่งอ้างอิงข้อมูล :
"จี้ใช้ นวัตกรรม ลดต้นทุนเลี้ยงหมู รับมือคู่แข่งสหรัฐหากไทยเข้าร่วมเขตค้าเสรี TPP". (25-03-2559). ประชาชาติธุรกิจ.: สืบค้นเมื่อ 28-03-2559, เข้าถึงได้จาก : http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1458720836#