เรื่องเด็ดเกร็ดเกษตร

ประมงสมุทรสงคราม-สมุทรปราการ ส่งสัญญาณหยุดออกเรือ ชี้ส่งผลกระทบหนัก

30 มิถุนายน 2558
1,652
นายธีระวัฒน์ เจริญสุขโสภณ ประธานชมรมผู้ขายปลาจังหวัดสมุทรสาคร กล่าวถึงกรณีปัญหาที่ชาวประมงจะจอดเรือตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2558 นี้เป็นต้นไปว่า ตามที่ชมรมผู้ขายปลาจังหวัดสมุทรสาครได้รับหนังสือแจ้งจาก ทางสมาคมการประมงสมุทรสาคร-สมุทรสงคราม ชมรมผู้ขายปลาจังหวัดสมุทรสงคราม และสหกรณ์การประมงสมุทรสงคราม ว่าทางชาวประมงทั้งจังหวัดสมุทสาคร และสมุทรสงคราม จะทำการหยุดออกทำประมง หรือ จอดเรือ นับตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคมนี้เป็นต้นไป ส่วนทางชมรมผู้ขายปลาจังหวัดสมุทรสงครามก็จะหยุดรับซื้อปลาตั้งแต่วันที่ 3 กรกฎาคมเป็นต้นไปเช่นเดียวกัน ในการนี้จึงขอให้ทางชมรมผู้ขายปลาจังหวัดสมุทรสาคร ซึ่งเป็นแหล่งรับวัตถุดิบอาหารทะเลจากหลายจังหวัดเพื่อกระจายสินค้าไปสู่ภูมิภาคต่างๆ ทั่วประเทศ ได้มีการเตรียมความพร้อมรับกับสถานการณ์ดังกล่าวไว้ด้วย
ส่วนของชมรมผู้ขายปลาจังหวัดสมุทรสาครนั้น นายธีระวัฒน์กล่าวว่า จากการที่ได้ประชุมร่วมกับสมาชิกของชมรมฯ แล้ว ก็ได้แจ้งให้ทุกคนทราบว่า ถ้าชาวประมงจอดเรือนับตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคมนั้น ก็จะทำให้มีวัตถุดิบที่เข้ามายังสะพานปลา และที่แพปลาตลาดทะเลไทย ซึ่งเป็นศูนย์กลางในการจำหน่ายอาหารทะเลที่ใหญ่ที่สุดในภาคกลางลดน้อยลง ดังนั้นจึงขอให้สมาชิกที่จะมาทำการซื้อปลาและอาหารทะเลนั้น ได้มีการติดต่อสอบถามเข้ามาที่ชมรมผู้ขายปลาก่อน เพื่อที่จะได้ไม่ต้องเสียเวลาเดินทางมาจากที่ไกลๆ ซึ่งก็คาดว่านับตั้งแต่วันที่ 4 กรกฎาคมเป็นต้นไปนั้น จะมีวัตถุดิบเข้ามาที่สะพานปลา และแพปลาในจังหวัดสมุทรสาครลดน้อยลงอย่างเห็นได้ชัดเจน หรือบางทีอาจจะไม่มีเข้ามาเลย แต่ทางชมรมผู้ขายปลาจะยังไม่หยุดทำการในทันที โดยจะยังคงให้พนักงานรายเดือนมาประจำอยู่ที่แพปลาต่อไปอีกประมาณ 1 เดือน เพื่อรอรับเรือประมง หรือรถขนปลาที่อาจจะยังคงมีการนำสินค้าอาหารทะเลมาลงบ้าง และเพื่อรองรับลูกค้าสมาชิกที่อาจจะแวะเวียนมาซื้อวัตถุดิบเมื่อมีสินค้าบางประเภทเข้ามา ซึ่งก็คงจะพยุงตัวอยู่ต่อไปได้เพียงแค่ประมาณ 1 เดือนเท่านั้น ถ้าหลังจากนี้เรือประมงยังไม่สามารถออกไปจับปลาได้ดังเดิม ชมรมผู้ขายปลาจังหวัดสมุทรสาคร ก็คงจะต้องหยุดและเลิกจ้างพนักงานรายเดือนไปโดยปริยายเพราะไม่สามารถแบกรับภาระค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือนได้ ส่วนลูกจ้างรายวัน เช่น พวกคัดแยกปลา และ เข็นปลานั้น ถ้าประเมินสถานการณ์ตั้งแต่วันที่ 4 กรกฎาคมแล้วพบว่า ไม่มีสินค้าประมงมาลงอย่างแน่นอน หรือมีน้อยมาก ก็คงจะต้องให้หยุดไปก่อนทันทีโดยไม่มีการจ่ายค่าจ้างแต่อย่างใดทั้งสิ้น
นายธีระวัฒน์ กล่าวอีกว่า สำหรับสถานการณ์ตั้งแต่ต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมานั้น พบว่ามีปริมาณการขึ้นปลาและวัตถุดิบทางทะเลจากเรือประมงในประเทศลดลงอย่างเห็นได้ชัดเจน ส่วนเรือที่นำวัตถุดิบทะเลเข้ามาก็ลดลงเช่นเดียวกัน เรียกได้ว่าตั้งแต่ต้นเดือนมิถุนายน จนถึงสิ้นเดือนมิถุนายนนั้น ลดลงแล้วเกือบ 50 เปอร์เซ็นต์ ยังไม่รวมถึงเรือที่เข้าไปลากปลาในอินโดนีเซียแล้วไม่สามารถนำปลากลับเข้ามาในประเทศได้อีกจำนวนมหาศาล ซึ่งหากสถานการณ์ยังคงเป็นเช่นนี้คือ เรือประมงภายในประเทศต้องจอดไม่สามารถออกไปทำมาหากินได้ เรือประมงนอกน่านน้ำก็ไม่สามารถเข้าไปทำประมงในอินโดนีเซียได้ ส่วนที่เข้าไปแล้วก็กลับออกมาไม่ได้ ปัญหาที่จะตามมาไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของการขาดแคลนวัตถุดิบอาหารทะเลเท่านั้น แต่ปัญหาสำคัญที่จะเกิดขึ้นอย่างแน่นอนก็คือ แรงงานภาคประมงและประมงต่อเนื่องจำนวนมากต้องตกงานเพราะนายจ้างไม่มีเงินจ้างและส่วนใหญ่ก็เป็นแรงงานต่างด้าวที่มีการจ้างกันเป็นรายวัน เมื่อไม่มีเงินจ้างแรงงานก็ต้องหางานทำใหม่ ถ้าหางานได้ก็โชคดีไปแต่ถ้าหางานไม่ได้ก็อาจจะทำให้เกิดปัญหาสังคมตามมา ดังนั้นทางภาครัฐควรเร่งแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นกับชาวประมง ซึ่งถือเป็นต้นน้ำของการทำประมงและประมงต่อเนื่องให้เร็วที่สุด ส่วนทางชมรมผู้ขายปลานั้นเป็นเพียงกลางน้ำ ที่จะช่วยกระจายสินค้าไปสู่ผู้ซื้อปลาในภูมิภาคต่างๆ ทั่วประเทศ ซึ่งหากแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นกับชาวประมงได้ ก็เชื่อได้ว่าผลกระทบที่เกิดขึ้นกับภาคส่วนอื่นๆ จะคลี่คลายลงและเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้นได้เช่นเดียวกัน

ด้านนายเสนาะ มงคลโสภณรัตน์ นายกสมาคมประมง จ.สมุทรปราการ เปิดเผยว่า ขณะนี้เรือประมงใน จ.สมุทรปราการ เริ่มทยอยหยุดทำประมงและนำ เรือเข้าจอดเทียบท่าตามท่าเรือต่างๆ แล้วกว่า 60 เปอร์เซ็น หลังจากรัฐบาลประกาศ ในวันที่ 1 ก.ค.58 นี้ จะดำเนินมาตรการจับกุมเรือประมงที่ผิดกฎหมายหรือผิดระเบียบทุกประเภทของศูนย์ควบคุมการแจ้งเข้า-ออก เรือประมง โดยผู้ประกอบการเรือประมงใน จ.สมุทรปราการ มีเพียง 2 เปอร์เซ็นเท่านั้น ที่มีใบอาชญาบัตรอนุญาตให้ทำประมงอวนล้อมถูกต้องตามกฎหมาย จนทำให้ เรือประมงไม่กล้าออกไปทำประมงเพราะกลัวถูกจับกุม

สำหรับมาตรการดังกล่าว นายเสนาะกล่าวว่า ทำให้ผู้ประกอบการประมงต่างไม่เห็นด้วย เพราะส่งผลกระทบกับธุรกิจประมงอย่างมาก นอจากนี้ยังส่งผลรวมไปถึง โรงงานแปรรูปสินค้าสัตว์น้ำ หรือแพปลา ต้องหยุด กิจการตามไปด้วย
และยังเกิดปัญหาคนว่างงานตามเป็นจำนวนมาก ทั้งนี้หาก ผู้ประกอบการนำเรือประมงไปเปลี่ยนเป็นอ้วนล้อมเพื่อให้ถูกต้องตามกฎหมายนั้นต้องใช้งบประมาณในการ เปลี่ยนเครื่องมือค่อนข้างสูงตกลำละประมาณ 3-4 ล้านบาท ส่วนใหญ่ไม่ มีเงินมาสำรองจ่ายในส่วนนี้ จึงจำเป็นต้องนำเรือทั้งหมด ทยอยเข้าจอดตามท่าเรือต่างๆ ขณะที่ในส่วนท่าเทียบเรือองค์การสะพานปลา ซึ่งอยู่ ต.ท้ายบ้าน สามารถรองรับเรือได้เพียง 40 ลำเท่านั้น จากจำนวนเรือที่มีทั้งหมด 350 ลำ จึง เป็นห่วงว่าถ้าหากท่าเทียบเรือทั้งหมดที่มีอยู่ ในพื้นที่ ต.คลองด่าน และ อ.เมือง เต็มจะทำให้เรือประมงอีกกว่า 200 ลำไม่มีที่เทียบเรือ อย่างไรก็ตามสำหรับปัญหานี้ตนได้ขอความร่วมมือกับผู้ประกอบการให้นำไปเรือไปเทียบตามริมแม่น้ำเจ้าพระยาเบื้องต้นก่อน และเน้นย้ำกับผู้ประกอบการว่าอย่านำเรือไปทิ้งสมอขวางทางเดินเรือโดยเด็ดขาด ซึ่งอาจจะส่งผลให้เกิดอันตรายกับเรือพาณิชย์ และเรื่ออื่นๆด้วย

แหล่งที่มาของข้อมูล : "ประมงสมุทรสงคราม-สมุทรปราการ ส่งสัญญาณหยุดออกเรือ ชี้ส่งผลกระทบหนัก.". [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1435576462