เรื่องเด็ดเกร็ดเกษตร

ลด "เผาตอซัง" หันมาทำ "เปียกสลับแห้ง" ลดฝุ่น PM2.5 พ่วงเสริมรายได้ขายคาร์บอนเครดิต

09 กุมภาพันธ์ 2566
1,161
นายณัฎฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยว่า ขณะนี้ประเทศไทยกำลังเผชิญกับมลพิษทางอากาศที่มีอันตรายต่อสุขภาพ คือ ฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน หรือ PM2.5 ที่มีสาเหตุมาจากควันท่อไอเสียจากรถยนต์ และการเผาไหม้ต่าง ๆ รวมไปถึงการเผาเศษวัชพืชทางการเกษตร ที่เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดฝุ่นละอองขนาดเล็ก ซึ่งส่วนใหญ่นิยมเผาตอซังข้าวเพื่อให้เกิดความสะดวกในการไถเตรียมดิน ส่งผลให้โครงสร้างของดินเปลี่ยนแปลง เกิดการสูญเสียของน้ำในดิน เป็นการทำลายจุลินทรีย์และแมลงที่เป็นประโยชน์ในดิน นอกจากนั้นยังส่งผลต่อชั้นบรรยากาศจากการปล่อยก๊าชคาร์บอนไดออกไซด์ที่เกิดจากการเผาฟาง ทำให้เกิดภาวะเรือนกระจก และเกิดปัญหาค่ามลพิษทางอากาศ โดยมีฝุ่น PM 2.5 สูงเกินค่ามาตรฐาน ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ในการดำเนินชีวิตและมีผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนในหลายจังหวัด
อธิบดีกรมการข้าว กล่าวต่อไปว่า ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีความเป็นห่วงพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะพี่น้องชาวนาที่อาจได้รับผลกระทบจากมลพิษทางอากาศจากฝุ่นละออง จึงมอบหมายให้ กรมการข้าว เร่งแก้ปัญหาดังกล่าวโดยคำนึงถึงส่วนรวมเป็นหลัก กรมการข้าวจึงได้มีการส่งเสริมให้พี่น้องชาวนาหันมาช่วยกันลดการเผาตอซังข้าว และเปลี่ยนไปเป็นการไถกลบตอซังข้าวแทน ที่จะช่วยทำให้ดินมีคุณสมบัติทางกายภาพ ทางเคมี และทางชีวภาพดีขึ้น มีธาตุอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อดิน ทำให้ต้นข้าวเจริญงอกงามให้ผลผลิตดี นอกจากนั้นทางกรมการข้าวยังส่งเสริมการปลูกข้าวแบบเปียกสลับแห้ง ที่จะช่วยลดก๊าซมีเทนในดิน และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ โดยเป็นการนำเอาเทคโนโลยีเกษตรอัจฉริยะเข้ามาใช้ในการปรับระดับพื้นที่นาด้วยระบบเลเซอร์ (Laser Land Levelling) ที่จะช่วยให้การจัดการน้ำแบบเปียกสลับแห้งมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น


อธิบดีกรมการข้าว กล่าวเพิ่มเติมว่า การลดการเผาตอซังข้าวและการทำนาแบบเปียกสลับแห้ง ที่นอกจากจะมีส่วนช่วยในการลดก๊าซมีเทนและก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศได้แล้วนั้น ชาวนายังสามารถสร้างรายได้ทางเลือกโดยการขายคาร์บอนเครดิต โดยกรมการข้าวได้เริ่มมีการส่งเสริมให้ชาวนาหันมาสนใจในการขายคาร์บอนเครดิตเพื่อช่วยลดภาวะโลกร้อน โดยได้เริ่มนำร่องในแปลงในจังหวัดสุพรรณบุรี ที่ได้สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรไปแล้วกว่า 8,000 บาทต่อปี
แหล่งอ้างอิงข้อมูล :
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์