เรื่องเด็ดเกร็ดเกษตร
ก.เกษตรฯ เล็งปรับทำเกษตรสมัยใหม่ ใช้ EEC เป็นต้นแบบ
27 มิถุนายน 2563
232
กระทรวงเกษตรฯทำแผนพัฒนาเกษตรในEEC ชี้คลัสเตอร์ผลไม้ ประมงควรเร่งดำเนินการใน5 ปี ขณะทุเรียนเสี่ยงล้นตลาด ส่วนประมงความต้องการเพิ่มกว่า 49%
โดยแนวทางการพัฒนาภาคเกษตรในพื้นที่อีอีซี ได้แก่
1.ใช้ความต้องการนำการผลิต โดยประเมินความต้องการในประเทศเพื่อรองรับมหานครการบินภาคตะวันออก เมืองใหม่ และการท่องเที่ยว รวมทั้งประเมินความต้องการในต่างประเทศ ซึ่งจะสำรวจตลาดหาความต้องการเอเชีย CLMV และยุโรป ที่มีความต้องการสูง และสร้างความต้องการด้วยการพัฒนาสินค้าใหม่
2.ยกระดับการตลาด-การแปรรูป-การเกษตร ด้วยเทคโนโลยีในทุกขั้นตอน โดยสร้างตลาดด้วยกลไก E-Commerce E-Auction ขายไปทั่วโลก รวมทั้งเชื่อมระบบโลจิสติกส์ตั้งแต่ส่งออก-ขายในประเทศ-จนถึงการรวมสินค้าระดับฟาร์ม ให้สะดวกระดับสากล รวมทั้งแปรรูปด้วยเทคโนโลยีทันสมัย ได้สินค้าคุณภาพมาตรฐานระดับโลก โดยเก็บรักษาผลไม้ อาหารทะเล ด้วยระบบห้องเย็น พร้อมปรับกระบวนการในฟาร์มให้ผลิตสินค้าตรงกับตลาด และสร้างงานวิจัยเชิงด้านเทคโนยีที่ใช้งานได้จริงตรงกับความต้องการในทุกขั้นตอน ตั้งแต่ หีบห่อ การแปรรูป การปลูก การควบคุมความเสี่ยงจากภูมิอากาศ และจัดกลุ่มเกษตรกร จัดทำโซนนิ่ง เพื่อสะดวกในการเสริมสร้างความรู้ใหม่ การตลาด-การผลิต-การเงิน
3.ให้ความสำคัญกับ 5 คลัสเตอร์ที่มีพื้นฐานทำได้ทันที

สำหรับคลัสเตอร์ที่จะดำเนินการ ประกอบด้วย
1.คลัสเตอร์ผลไม้ เน้นคุณภาพสินค้าสู่ตลาดโลก Premium
2.คลัสเตอร์ประมง เพิ่มมูลค่า สร้างอุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคต
3.คลัสเตอร์พืชสำหรับ Bio-based Product สร้างความเข้มแข็งให้อุตสาหกรรมชีวภาพ
4.คลัสเตอร์พืชสมุนไพรต่อยอดอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงและสร้างเศรษฐกิจฐานชีวภาพ
5.คลัสเตอร์ High Valued Crops จะปรับเปลี่ยนพื้นที่เพาะปลูกสู่พืชมูลค่าสูง เช่น ไม้ประดับ ผักปลอดสารพิษ การเลี้ยงโคขุน

ทั้งนี้ การใช้อีอีซีเป็นต้นแบบเพื่อปรับการทำเกษตรในรูปแบบทันสมัย จะเป็นโอกาสพัฒนาภาคการเกษตร โดยจะสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าเกษตรด้วยการจัดทำเขตเกษตรเศรษฐกิจ (โซนนิ่ง) เพื่อกำหนดพื้นที่ผลิตสินค้าเกษตรตามความเหมาะสม และสอดคล้องกับศักยภาพของพื้นที่และตามความต้องการวัตถุดิบของภาคอุตสาหกรรม การดำเนินการต้องบริหารจัดการน้ำรองรับความต้องการอุปโภคบริโภค การเกษตรกรรม อุตสาหกรรม และการบริการและการท่องเที่ยวอย่างสมดุล ซึ่งจะเป็นแพลตฟอร์มตัวอย่างด้านการเกษตรของประเทศที่ยกระดับให้เกษตรกรมีรายได้มั่นคง พร้อมทั้งเกิดประโยชน์กับภาคประชาชนในอีอีซีและจังหวัดใกล้เคียง

การพัฒนาคลัสเตอร์ผลไม้และประมง ควรเป็นกลุ่มแรกที่ควรขับเคลื่อนในช่วง 5 ปีนี้ เพราะความต้องการในตลาดโลกต้องการผลไม้เมืองร้อนเพิ่มต่อเนื่องทั้งจีนและตลาดเกิดใหม่ เช่น ตะวันออกกลางที่มีการขยายตัวทางเศรษฐกิจ
ในขณะที่การส่งออกผลไม้ของไทยในช่วงปี 2553-2559 ไทยส่งออกไปจีนมากที่สุด รองลงมาคือ เวียดนาม ซึ่งสินค้าสำคัญที่ส่งออก เช่น ทุเรียนสด ลำไยสด มะม่วงสด ทั้งนี้ คลัสเตอร์ผลไม้มีความเสี่ยงต่อทุเรียนล้นตลาด เพราะการขยายพื้นที่ปลูกทุเรียนใน 5 ปีที่ผ่านมา มีมากกว่า 2 แสนไร่ อาจทำให้ทุเรียนล้นตลาด 3-4 แสนตันต่อปีในอีก 5 ปีข้างหน้า

สำหรับคลัสเตอร์ประมง พบว่าการบริโภคและการค้าในสินค้าอาหารทะเลมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น โดยการจับสัตว์ทะเลในทะเลน้าลึกมีข้อจำกัดมากขึ้น ขณะที่การเพาะเลี้ยงชายฝั่งมีแนวโน้มขยายตัว เพื่อเติมเต็มความต้องการในอาหารทะเลของโลก และไทยส่งออกอาหารทะเลเป็นหลัก โดยมีมูลค่าส่งออกกุ้งเพาะเลี้ยงมากกว่า 6 หมื่นล้านบาทต่อปี และมีตลาดหลัก คือ สหรัฐ ญี่ปุ่น นอกจากนี้ยังเป็นผู้ส่งออกทูน่าอันดับ1 ของโลกด้วย การพัฒนาคลัสเตอร์ประมงควรเน้นเพิ่มผลผลิตเพื่อรองรับความต้องการบริโภคในอีอีซีที่เพิ่มขึ้น คาดว่าเพิ่มขึ้น 49.6% หรือความต้องการบริโภคเพิ่มขึ้น 67,163 ตันต่อปี พัฒนาผลผลิตการประมงที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ เพื่อมุ่งสร้างและเจาะตลาดเฉพาะกลุ่ม พัฒนาเทคโนโลยีการผลิตผลผลิตประมงอัจฉริยะ สร้างศักยภาพการผลิตที่ไม่กระทบต่อสิ่งแวดล้อม

แหล่งอ้างอิงข้อมูล :
กรุงเทพธุรกิจ
    
พยากรณ์อากาศ
วันที่ 3 สิงหาคม พ.ศ.2563
กรุงเทพมหานคร
26-30°C
เชียงใหม่
23-26°C
นครราชสีมา
24-30°C
ชลบุรี
27-29°C
นครศรีธรรมราช
25-29°C
ภูเก็ต
27-29°C
Your browser is out-of-date!

Update your browser to view this website correctly.Update my browser now

×