เรื่องเด็ดเกร็ดเกษตร

กรมวิชาการเกษตรเดินหน้าวิจัย มังคุดนอกฤดูที่นครศรีธรรมราช

01 สิงหาคม 2559
4,285
ภาคใต้จัดเป็นแหล่งปลูกมังคุดที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยและสามารถผลิตมังคุดที่มีคุณภาพดี มีรสชาติเยี่ยมเมื่อเทียบกับมังคุดในภูมิภาคอื่นของประเทศ เนื่องจากมีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม จากความมีเอกลักษณ์ในรูปร่างของผลที่สวย และมีรสชาติที่หวานอมเปรี้ยว ถูกปากทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศจนได้รับฉายาว่าราชินีแห่งผลไม้ "Queen of Fruits"
นายวิรัติ ธรรมบำรุง ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 7 กรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า ในปัจจุบันมังคุดจัดเป็นผลไม้ที่มีศักยภาพสูงในการส่งออก ซึ่งประเทศไทยเป็นประเทศที่ส่งออกเป็นอันดับ 1 ของโลก จากสถิติข้อมูลการส่งออกของประเทศไทยเมื่อปี 2553 สามารถส่งออกผลผลิตมังคุดได้ จำนวน 120,000 ตัน โดยส่งออกไปจำหน่ายทั้งในรูปผลสดและผลแช่แข็ง ซึ่งส่งออกในรูปของผลสด จำนวน 80,000 ตัน และส่งออกในรูปของผลแช่แข็ง จำนวน 40,000 ตัน คิดเป็นมูลค่าปีละมากกว่า 1,500 ล้านบาท และมีการส่งออกเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ เชื่อมั่นว่าในอนาคตมีแนวโน้มว่ามังคุดจะมีความสำคัญมากขึ้นไปอีก เนื่องจากประเทศไทยได้ขยายตลาดการส่งออกมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศจีนซึ่งมีประชากรจำนวนมากและให้ความสนใจกับไม้ผลชนิดนี้

กรมวิชาการเกษตรโดยสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 7 ได้ให้ความสำคัญและทำการศึกษาวิจัยพัฒนาการผลิตมังคุดนอกฤดู เพื่อเพิ่มผลผลิตและพัฒนาคุณภาพให้สูงขึ้น รวมทั้งศึกษาผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศต่อการผลิตมังคุดในภาคใต้ เนื่องด้วยสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว อาจส่งผลกระทบต่อการผลิตไม้ผลเศรษฐกิจชนิดนี้ จึงต้องหาแนวทางรองรับเพื่อลดความเสี่ยงให้กับเกษตรกร

นางอาพร คงอิสโร นักวิชาการเกษตรชำนาญการ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรนครศรีธรรมราช กล่าวเพิ่มเติมว่า จังหวัดนครศรีธรรมราช มีพื้นที่ปลูกมังคุดมากที่สุดในภาคใต้ มีพื้นที่ 90,835 ไร่ เป็นพื้นที่ให้ผลผลิตแล้ว 79,359 ไร่ โดยในปี 2558 มีผลผลิตรวม 31,124 ตัน โดยฤดูปกติมังคุดจะออกดอกในเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม และเก็บเกี่ยวในเดือนกรกฎาคม-กันยายน การออกดอกของมังคุดได้มังคุดจะต้องผ่านช่วงแล้งก่อนประมาณ 25-30 วัน จึงจะทำให้มังคุดออกดอกได้ ซึ่งสอดคล้องกับสภาพแวดล้อมของจังหวัดนครศรีธรรมราช ที่มีข้อได้เปรียบทางธรรมชาติที่สามารถทำให้มังคุดออกนอกฤดู คือ พื้นที่ฝั่งตะวันออกของเทือกเขานครศรีธรรมราชจะเป็นเขตเงาฝน โดยในช่วงลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงสิงหาคม ทำให้มีฝนตกน้อย ต่างจากทางฝั่งตะวันตกของเทือกเขา ส่งผลให้สวนมังคุดในบริเวณพื้นที่อำเภอลานสกา อำเภอชะอวด อำเภอพรหมคีรี อำเภอเมือง อำเภอท่าศาลาและอำเภอสิชล เกิดความแห้งแล้งในช่วงเดือนกรกฎาคมถึงเดือนสิงหาคมอีกครั้ง มังคุดจึงออกดอกเป็นครั้งที่ 2 ในเดือนสิงหาคม และเก็บเกี่ยวปลายเดือนธันวาคม-มีนาคม

จากการศึกษาผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ต่อการผลิตมังคุดในจังหวัดนครศรีธรรมราช พบว่า การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ อุณหภูมิ ปริมาณน้ำฝน ความชื้น ล้วนมีผลต่อการออกดอกติดผลของมังคุดทั้งสิ้น จากการเก็บข้อมูลเปรียบเทียบปริมาณน้ำฝน 20 ปีย้อนหลัง พบว่าปัจจุบันฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล และมีปริมาณลดลง ประกอบกับอุณหภูมิที่เพิ่มสูงขึ้น เพียง 1-2 องศา ก็สามารถส่งผลกระทบต่อการออกดอกผิดฤดูกาล อย่างปกติมังคุดจะออกดอกปีละ 1 ครั้ง อาจจะเพิ่มเป็น 2-3 ครั้ง หรือหากช่วงใกล้ออกดอกเจอฝนตกก็จะทำให้ไม่ออกดอก ฤดูกาลนั้นก็จะมีผลผลิตลดลงหรือไม่มีผลผลิตเลย นอกจากนี้ สภาพภูมิอากาศยังมีผลต่อโรคและแมลงเพิ่มขึ้นด้วย อย่างกรณีอากาศร้อนจัดจะพบเพลี้ยไฟเข้าทำลายผลผลิต ทำให้มังคุดผิวลายไม่มีคุณภาพ ส่งผลกระทบต่อราคา
ฉะนั้น ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรนครศรีธรรมราช จึงได้มีการขยายผลงานวิจัยสู่การปฏิบัติ โดยแนะนำส่งเสริมให้เกษตรกรมีการจัดการแปลงโดยใช้เทคโนโลยีควบคู่กับธรรมชาติ ในกรณีที่ต้องการให้มีผลผลิตออกนอกฤดู ต้องมีการจัดการแปลง โดยเฉพาะช่วงใกล้ออกดอกที่ไม้ผลต้องการอากาศแห้งเพื่อให้มังคุดมีการสะสมอาหารมากขึ้น แต่ถ้าช่วงนั้นมีฝนตกมากเกษตรกรควรทำร่องน้ำในแปลงเพื่อระบายน้ำออก ร่วมกันกวาดใบมังคุดใต้โคนออกเพื่อให้โคนแห้งไม่มีน้ำขัง เพื่อให้ต้นได้สะสมคาร์โบไฮเดรตกระตุ้นการออกดอกติดผล นอกจากนี้ หากพบปัญหาเพลี้ยไฟ ต้องพ่นสารเคมีป้องกันกำจัดสัปดาห์ละครั้ง ควบคู่กับการให้น้ำและปุ๋ยตามคำแนะนำ พร้อมกันนี้ต้องเก็บเกี่ยวอย่างถูกวิธี โดยเฉพาะไม่ให้ผลร่วงหล่นลงพื้น เพราะจะทำให้มังคุดเป็นเนื้อแก้วยางไหล ที่สำคัญเกษตรกรควรคัดแยกเกรดส่งจำหน่ายเพื่อให้ได้ราคาที่ดีขึ้นตามคุณภาพของผลผลิต

ปัจจุบันเกษตรกรให้การยอมรับในคำแนะนำหรือเทคโนโลยีการผลิตมังคุดนอกฤดู ตลอดจนมีการปฏิบัติตามขั้นตอนการผลิตมังคุดที่ดีและเหมาะสมของกรมวิชาการเกษตร โดยมีการสมัครเข้ารับการรับรองแปลง GAP มากขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะเห็นถึงความแตกต่างขายได้ราคาสูงกว่าผลผลิตในฤดู จากผลผลิตที่มีคุณภาพดี ผลใหญ่มากประมาณ 6-8 ผลต่อกิโลกรัม ผิวมันสวยเป็นสีชมพู เป็นที่ต้องการของตลาดต่างประเทศ ดังนั้น จึงมีพ่อค้าคนกลางและบริษัทผู้ส่งออกมารับซื้อและให้ราคาสูงถึงจุดรับซื้อในหมู่บ้าน ราคารับซื้อจะสูงถึงกิโลกรัมละ 200-300 บาท สูงกว่าราคาผลผลิตในฤดูกาลประมาณ 4 ถึง 5 เท่า และยังเป็นสินค้าที่ไม่เพียงพอต่อความต้องการอีกด้วย

ดังนั้น จึงถือว่าเป็นโอกาสดีของเกษตรกรชาวสวนมังคุดจังหวัดนครศรีธรรมราช ในการสร้างรายได้และอาชีพที่มั่นคง
แหล่งอ้างอิงข้อมูล :
"กรมวิชาการเกษตรเดินหน้าวิจัย มังคุดนอกฤดูที่นครศรีธรรมราช". (29-08-2559). แนวหน้า.:
สืบค้นเมื่อ 01-08-2559, เข้าถึงได้จาก : http://www.naewna.com/local/227835