เรื่องเด็ดเกร็ดเกษตร
ไร่สุขพ่วง แบ่งปันความสุขด้วยอินทรีย์วิถีไทย
19 สิงหาคม 2564
257
การเดินทางตามหาความสุข น้อยคนนักที่จะพบมันในเวลาอันรวดเร็ว บางทีต้องใช้เวลาเพื่อค้นหาสิ่งเหล่านั้นสักระยะหนึ่ง แต่ก็ใช่ว่าเราจะไม่เจอความสุขที่รออยู่ในวันข้างหน้า
เพราะบางทีความสุขที่เราค้นหา อาจจะอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล หรือเป็นสถานที่ที่เราคุ้นเคยเป็นอย่างดีก็ได้นั่นเอง เหมือนกับคุณพ็อต อภิวรรษ สุขพ่วง ผู้ที่ผันตัวกลับไปสร้าง "ไร่สุขพ่วง" ให้กลายเป็นพื้นที่เรียนรู้อินทรีย์วิถีไทย ดินแดนธรรมชาติที่พร้อมแบ่งปันความสุขให้กับทุกคน
หาความสุข จากการกลับบ้าน

หนทางในการตามหาความสุขของเด็กหนุ่มคนหนึ่ง เริ่มต้นขึ้นจากคุณพ็อตเติบโตขึ้นมาในครอบครัวชาวไร่ชาวนา ที่ยึดอาชีพนี้กันมาหลายรุ่น


ก่อนที่จะหยุดทำไร่ทำนาในช่วงรุ่นคุณพ่อและคุณแม่ เนื่องจากพวกเขาทำงานรับราชการนั่นเอง แต่ด้วยในสภาพสังคมที่เปลี่ยนไป ทำให้คุณพ็อตเกิดความคิด อยากพัฒนาสิ่งที่ปู่ย่าตายายได้เคยทำเอาไว้


หลังจากที่เรียนจบปริญญาตรีจากคณะการจัดการอุตสาหกรรม เขาได้เดินทางกลับบ้าน เพื่อมาทำอาชีพเกษตรกรทันที เนื่องจากที่บ้านมีพื้นที่ว่างเปล่า 20 กว่าไร่ แต่ปล่อยให้เป็นพื้นที่รกร้างมานาน จึงมีความคิดอยากกลับบ้าน เพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่ในการเป็นเกษตรกร
ก้าวแรก สู่เกษตรอินทรีย์

คุณพ็อตเล่าว่า การเริ่มทำเกษตรอินทรีย์ไม่ได้ใช้เงินเป็นตัวตั้ง แต่เริ่มทำเพื่อให้ตัวเองหลุดพ้นจากความหิวโหย เพราะหลังจากเรียนจบแล้วมุ่งตรงกลับบ้าน คุณพ็อตไม่มีเงินติดตัวเลยสักบาท

รู้สึกว่าตัวเองเป็นภาระของครอบครัว จึงคิดว่าเราคงต้องหาอะไรทำ เพื่อเลี้ยงปากเลี้ยงท้องตัวเองให้รอด และทำอย่างไรก็ได้ให้ครอบครัวมีรายจ่ายน้อยที่สุด


"ตอนนั้นคิดว่า การทำเกษตรเพื่อแลกเงินเป็นเรื่องที่เหนื่อย แต่ถ้าคิดว่าจะทำอย่างไรให้คนในครอบครัวมีรายจ่ายน้อยที่สุด มันเป็นเรื่องที่ง่ายกว่า"


"จึงเริ่มสังเกตพฤติกรรมการกินของคนในครอบครัว มองดูว่าพวกเขากินอะไรกันบ้าง อาหารหลักคือข้าว คิดว่าถ้าลงมือทำคงไม่ยาก จึงเริ่มลงมือใช้พื้นที่ว่างเปล่าเป็นห้องเรียนทำเกษตร โดยอาศัยภูมิปัญญาของคุณตาคุณยาย"


การทำนาของคนยุคก่อนได้สอนเอาไว้ว่า ต้องทำตามฤดูกาล เข้าใจธรรมชาติ และต้องรู้จักพฤติกรรมของพืชถึงจะดีที่สุด ทำให้การปลูกข้าวอินทรีย์เป็นอย่างแรกที่คุณพ็อตเลือกปลูก เพราะข้าวคืออาหารหลักของทุกบ้าน ปลูกเพื่อคนในครอบครัว อยากให้ครอบครัวได้กินข้าวที่ดีและปลอดภัยที่สุด


"ในนาข้าวของผมจะไม่ใช้สารเคมีทุกชนิด เราจะใช้ภูมิปัญญาแบบไทยๆ ที่เรียกว่าอินทรีย์วิถีไทย โดยใช้มูลสัตว์ ฤดูกาล และธรรมชาติในการช่วยปลูก"

ข้ามผ่านอุปสรรค ด้วยการพัฒนา

การดำเนินชีวิตของคนเราจะกินแต่ข้าวอย่างเดียวก็คงไม่ได้ ดังนั้นคุณพ็อตจึงมองพื้นที่รอบบ้าน เปลี่ยนหัวคันนา และเปลี่ยนพื้นที่รอบบ้านให้เป็นพื้นที่ปลูกผัก คนในบ้านชอบอะไรก็ปลูกอย่างนั้น


การทำเกษตรอินทรีย์เริ่มจากการใช้พันธุกรรมท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นผักพื้นบ้านอย่าง ชะมวง กระโดน ยอดมะกอก ยอดสะเดา และยอดตำลึง สิ่งเหล่านี้ล้วนมาจากพันธุกรรมพื้นบ้าน


เมื่อปลูกผักมาได้สักระยะหนึ่ง ทำให้เห็นว่าครอบครัวมีข้าวอินทรีย์ มีผักสวนครัวเอาไว้กิน แต่ก็ยังขาดเนื้อสัตว์อยู่บ้าง จึงเริ่มคิดต่อยอดที่จะเลี้ยงไข่ไก่และขุดบ่อเลี้ยงปลา โดยที่ไม่ต้องกังวลเรื่องต้นทุนค่าอาหารแต่อย่างใด เพราะมีพืชผักผลไม้และข้าวเปลือก ที่สามารนำมาทำอาหารเลี้ยงสัตว์ได้นั่นเอง


หลังจากหนทางเริ่มไปได้สวย จึงเริ่มคิดขยายพื้นที่ให้มากขึ้นเพื่อสร้างรายได้ แต่ก็เกิดปัญหาขึ้นมาจนได้ เมื่อมีน้ำไม่พอใช้ในแต่ละวัน ไหนจะพื้นดินที่เสื่อมโทรม รวมไปถึงโรคพืชและโรคแมลงที่เข้ามารบกวน ทำให้คุณพ็อตต้องศึกษาหาข้อมูลเพิ่มเติมจากแหล่งต่างๆ


โดยเริ่มจากการปรับเปลี่ยนพื้นที่ให้มีความเหมาะสมในการทำเกษตร เพื่อแก้ไขปัญหาแห้งแล้งในชุมชน พร้อมกับมีการขุดสระน้ำและคลองไส้ไก่ เพื่อรองรับน้ำฝนที่ตกลงมาตามฤดูกาล


จากนั้นนำดินที่เกิดจากการขุด สร้างเป็นพื้นที่ที่อยู่อาศัย สร้างเป็นพื้นที่สำหรับคอกสัตว์ และสร้างพื้นที่ปลูกป่าเพื่อให้มีสภาพแวดล้อมที่ดี
ผลผลิตอินทรีย์ ความอร่อยจากธรรมชาติ

ผลผลิตที่เปี่ยมไปด้วยคุณภาพจากไร่สุขพ่วง เป็นพืชผักที่เกิดขึ้นในท้องถิ่นทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นกล้วย อ้อย ข้าว และผักสวนครัว ซึ่งสิ่งเหล่านี้ได้นำมาปรุงเป็นอาหารให้ทุกคนได้กิน

พร้อมกับผลักดันให้เกิดการแปรรูปผลิตภัณฑ์อินทรีย์ในรูปแบบต่างๆ เช่น แปรรูปน้ำตาลจากอ้อยด้วยวิถีไทยดั้งเดิม ที่เคี้ยวน้ำตาลด้วยมือบนเตาถ่าน


นอกจากนี้ก็ยังมีกล้วยตากจากพลังงานแสงอาทิตย์ในโดมพาราโบรา และกล้วยน้ำว้าอินทรีย์ที่มีรสชาติเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว อบด้วยแสงแดด จนได้ความหอมหวาน และเนื้อสัมผัสที่ชวนกินได้ไม่มีเบื่อ


หรือจะเป็นข้าวดอกมะขาม ข้าวพันธุ์หายากที่ทุกเมล็ดมีความหอม มีคุณประโยชน์อย่างเต็มเปี่ยม มีส่วนช่วยบำรุงเลือด และป้องกันโรคเหน็บชาให้กับร่างกาย พร้อมทั้งยังปลูกด้วยหลักอินทรีย์วิถีไทยอีกด้วย


นอกเหนือจากกระบวนการแปรรูปแล้ว คุณพ็อตยังได้นำสิ่งที่เรียนมาประยุกต์ใช้ในงานอีกด้วย นั่นก็คือการทำกราฟฟิค และอีคอมเมิร์ชในการขายของออนไลน์ เพื่อสร้างภาพลักษณ์ของแบรนด์ให้มีความโดดเด่น


เมื่อมีความสุขจากการทำด้านนี้ เขาจึงมีความคิดที่จะแบ่งปัน และถ่ายทอดเรื่องราวไปกับผลิตภัณฑ์ ผ่านการทำการตลาดที่ดี เพื่อให้เป็นธุรกิจที่มีคุณค่า


"ผู้บริโภคกินไข่ไก่ กินข้าวอินทรีย์ของผม กินกล้วยตากของผม ทุกคนไม่ได้กินแค่สิ่งที่ตัวเองกิน แต่ทุกคนกินวิถีชีวิตของผมอยู่ นั่นเป็นวิถีการทำธุรกิจของผม"
เรียนรู้ความพอดี จากอินทรีย์วิถีไทย

กว่าจะมาถึงทุกวันนี้ คุณพ็อตก็มีอุปสรรคผ่านเข้ามาในชีวิตอย่างมากมาย โดยอุปสรรคอย่างแรกเลยก็คือ การที่ครอบครัวไม่ค่อยเห็นที่กลับมาอยู่บ้าน มันไม่มีหลักประกันอะไรที่คิดว่าจะอยู๋ได้จากการทำเกษตร


แต่ถึงอย่างนั้นคุณพ็อตก็พิสูจน์ให้ครอบครัวได้เห็นถึงความพยายาม พร้อมกับนำความรู้มาประยุกต์ใช้ เพื่อให้ผ่านพ้นปัญหาทั้งหมดนี้ไปได้


เมื่อถามถึงความพอดีของคุณพ็อต เจ้าตัวบอกว่ามันตรงกับสิ่งที่ตัวเองทำมาตลอด เพราะตัวเองรู้หน้าที่ ทำงานให้ตัวเองอยู่ได้ ทำงานให้ครอบครัวอยู่ได้ ชีวิตจะมีความสุขได้ เมื่อครอบครัวได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากัน ได้กินอาหารดีๆ มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง


จากนั้นลองมองย้อนไปว่าคนในเมืองได้อยู่กับคุณพ่อคุณแม่ไหม ได้ทานอาหารสุขภาพดีๆ บ้างไหม เมื่อได้คำตอบคุณพ็อตก็เริ่มมีความคิดที่อยากจะแบ่งปัน ให้คนอื่นได้สัมผัสกับความสุขในแบบเดียวกัน จึงตัดสินใจสร้างศูนย์การเรียนรู้อินทรีย์วิถีไทย เพื่อให้ผู้คนได้เรียนรู้วิถีชีวิตการเกษตรแบบยั่งยืน


โดยสิ่งที่คุณพ็อตถือว่าทำแล้วประสบความสำเร็จมาก นั่นก็คือคือการสร้างตัวอย่างความสำเร็จให้คนทำตาม เน้นที่การกระทำไม่ใช่คำพูด


และอนุญาตให้เกษตรกรเข้ามาดูตั้งแต่ต้นน้ำไปยังปลายน้ำว่าเป็นอย่างไร ให้ดูว่าการปลูกผัก การเลี้ยงไก่ หรือการปลูกต้องทำอย่างไร เพื่อถ่ายทอดความรู้ และส่งต่อความสุขให้กับผู้มาเยือน


ความสุขในครั้งนี้คือการได้กลับบ้าน โดยกลับไปพัฒนาไร่สุขพ่วงให้มีความอุดมสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น เป็นแหล่งเรียนรู้เกษตรอินทรีย์วิถีไทยให้แก่ผู้อื่น เพื่อที่เหล่าเกษตรกรจะได้มีความเป็นอยู่ที่ยั่งยิน มีผลผลิตไว้กินไว้ขายได้ตลอดปี และส่งเสริมให้ชุมชนมีรายได้ พร้อมกับต่อยอดเส้นทางอาชีพนี้ได้อย่างมั่นคง
แหล่งอ้างอิงข้อมูล :
ขอขอบคุณ : ไร่สุขพ่วง : Rai Sukphoang และ พอแล้วดี The Creator
https://www.facebook.com/PotRaiSukPhoang/
https://porlaewdeethecreator.com/ri-sukh-phwng/
เรียบเรียงโดย : ทีมงานรักบ้านเกิด