เรื่องเด็ดเกร็ดเกษตร
วนเกษตร วิถีสู่ความยั่งยืน สร้างสรรค์ได้ด้วยการเลือกใช้พลังงานทดแทน
22 พฤษภาคม 2564
299
หากเราพูดถึง "วนเกษตร" หรือ Agroforesty Farming แน่นอนว่าเราต้องนึกถึงป่า ป่าที่เต็มไปด้วยต้นไม้นานาพรรณ ที่มีการปลูกพืชแซมในพื้นที่ป่าธรรมชาติ มีการนำสัตว์เข้าไปเลี้ยง เราสามารถเก็บผลผลิตจากป่ามาใช้ประโยชน์ได้อย่างยั่งยืน และเราสามารถเลือกนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาปรับใช้อย่างสร้างสรรค์ ด้วยการหันมาใช้พลังงานทดแทนเพื่อลดต้นทุน
ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักกับ "วนเกษตร" เราจะได้ยินประโยคหนึ่งที่คุ้นหูมากๆ นั่นก็คือ "ปลูกป่า 3 อย่าง ได้ประโยชน์ 4 อย่าง" ความหมายของประโยคนี้ คือ ป่าที่ประกอบไปด้วย


1. ป่าไม้ยืนต้นไม้เนื้อแข็ง ที่ใช้ประโยชน์สำหรับที่อยู่อาศัย

2. ป่าไม้ผล เป็นไม้สำหรับเก็บผลผลิตไว้กินหรือขาย

3. ป่าไม้ใช้สอย เป็นไม้ที่ใช้ทำฟืนและใช้ประโยชน์ทั่วๆ ไปนั่นเอง


"แล้วประโยชน์ 4 อย่าง ของป่า มีอะไรบ้าง"

1. ประโยชน์พออยู่ - การปลูกไม้เนื้อแข็งอายุยืน ไว้สำหรับทำที่อยู่อาศัย หรือเก็บเป็นทรัพย์สินในอนาคตได้ อย่างเช่น ตะเคียน ยางนา ไม้สัก พะยุง เป็นต้น

2. ประโยชน์พอกิน - การปลูกต้นไม้ที่ใช้เป็นอาหารหรือใช้เป็นสมุนไพร อย่างเช่น มะรุม ผักหวาน แค ใบย่านาง กล้วย เป็นต้น

3. ประโยชน์พอใช้ - การปลูกพืชโตเร็วเพื่อใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวัน อย่างเช่น ไผ่ หวาย กระถินเทพ ใช้ทำงานหัตถกรรม เผาถ่าน

4. ประโยชน์พอร่มเย็น - การปลูกป่าเพื่อให้เกิดประโยชน์ที่อย่างสามอย่าง ก็เพื่อสร้างร่มเงาได้อีกต่อหนึ่ง เกิดความร่มรื่น ระบบนิเวศน์อุดมสมบูรณ์
วันนี้เราจะพาไปดูต้นแบบการทำ วนเกษตร ที่ปลูกป่าสามอย่างตามหลักการของวนเกษตร และเรียกได้ว่าใช้ประโยชน์ได้อย่างรอบด้าน ที่สำคัญป่าแห่งนี้เลือกใช้พลังงานทดแทนเพื่อลดต้นทุนได้อย่างยั่งยืนอีกด้วย


ป้าชีพ หรือนางชูชีพ อยู่ยงค์ อีกหนึ่งเกษตรกรที่หันมาทำเกษตรแบบเลียนแบบป่าหรือวนเกษตร และป้าชีพให้คำจำกัดความของป่าแห่งนี้ว่า "ป่าครอบครัว"

ถ้ามีโอกาสอยากให้ทุกคนได้ไปสัมผัส สวนป่าเล็กๆ ท่ามกลางป่าธรรมชาติที่อยู่ในตำบลทองมงคล อำเภอบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และมีชื่อฟาร์มที่แสนจะอบอุ่น และคนแถวนั้นรู้จักกันดี ในนามของ "บ้านอาจารย์ป้า Organic-Farm" เพราะคำว่าบ้าน นั่นจึงเป็นที่มาของป่าครอบครัว เพราะป่าแห่งนี้ เป็นป่าที่โอบล้อมบ้านหลักเล็กๆ หลังหนึ่งของป้าชีพและครอบครัว ซึ่งเดิมทีป้าชีพทำเกษตรแบบเชิงเดี่ยว ปลูกยางพารา ปลูกปาล์มน้ำมัน และสับปะรด จนได้มีโอกาสได้เดินทางไปศึกษาเรียนรู้จากแหล่งต่างๆ ทำให้ป้าชีพมองหาหนทางที่จะช่วยสร้างความยั่งยืนให้กับตนเองและครอบครัว นั่นก็คือการทำเกษตรแบบผสมผสานในรูปแบบของป่า และด้วยความชอบและรักในธรรมชาติ จึงเลือกที่จะปลูกสะสมไม้ใหญ่ ไม้ยืนต้น โดยเริ่มปลูกแซมกับพืชหลักที่เคยปลูกอยู่แล้ว ป่าของป้าชีพ นอกจากจะมีไม้ครบตามหลักของวนเกษตร ยังมีทั้งไม้หายาก ที่ป้าชีพปลูกสะสมไว้หลายสายพันธุ์
ป้าชีพพาเดินทัวร์รอบสวนป่า และเล่าให้เราฟังว่า ป้าชีพสะสมไม้หายากไว้หลายชนิด ทั้งมะริด กระถินเทพา มะฮอกกานี ตะแบก เสลา และอื่นๆ อีกมากมาย ที่สำคัญใต้ต้นไม้ใหญ่เหล่านั้น ป้าชีพมีการปลูกผักเหลียงแซมไว้ใต้ต้น เพราะผักเหลียงจะเติบโตได้ดีหากปลูกใต้ร่มเงาของต้นไม้ใหญ่ และเพื่อให้เกิดการพึ่งพิงของธรรมชาติอย่างครบวงจร ตลอดเส้นทางป่าครอบครัว มีการเลี้ยงชันโรงไว้ช่วยสร้างระบบนิเวศน์ที่ดีในสวนป่า ทำให้เกิดการขยายพันธุ์ป่าไม้ได้โดยวิธีธรรมชาติจากการช่วยเหลือของชันโรง ป้าชีพคอยบอกเราตลอดทางว่า ไม่ต้องกลัวเพราะชันโรงมันไม่ต่อย
"การปลูกต้นไม้หลายๆ อย่างในป่า มันจะเกิดการเกื้อกูลกันเองตามธรรมชาติ ทั้งธาตุอาหารและปริมาณแสงแดด ไม้ใหญ่เมื่อใบไม้ร่วงหล่นลงมา ก็จะกลายเป็นปุ๋ยให้กับต้นไม้ ต้นเล็กๆ ในป่าไม่ต้องมีใครคอยใส่ปุ๋ย เพราะปุ๋ยเกิดขึ้นเองได้ตามธรรมชาติ" ป้าชีพกล่าว
ป้าชีพพาเราเดินลึกเข้าไปอีก ซึ่งห่างจากตัวบ้านราวๆ 50 เมตร จะเจอบ่อน้ำขนาดใหญ่ และขอบบ่อมีแผงควบคุมพร้อมกับเครื่องปั๊มน้ำ ซึ่งด้านบนมุงหลังคาด้วยแผงโซล่าเซลล์ สวนป่าครอบครัวที่นี่ไม่ธรรมดา เพราะเป็นป่าสร้างสรรค์แบบใช้พลังงานทดแทนทั้งระบบ ป้าชีพบอกว่า พลังงานสะอาดจากแสงอาทิตย์ช่วยให้ป้าชีพและครอบครัวลดค่าใช้จ่ายในส่วนของค่าไฟฟ้าได้ถึง 40% ต่อเดือน จากเดิมต้องจ่ายค่าไฟอยู่พันกว่าบาทตอนนี้เหลือแค่ประมาณหกร้อยบาทเท่านั้น
ซึ่งแผงโซล่าเซลล์จุดที่อยู่ตรงขอบบ่อนี้ มีไว้สำหรับใช้ปั้มน้ำ เพื่อส่งน้ำเข้าไปดูแลต้นไม้ในสวนป่าในยามที่ไม่มีฝนจากธรรมชาติ ป้าชีพลงทุนครั้งเดียวประมาณสองหมื่นกว่าบาท อายุการใช้งานอยู่ที่ประมาณ 25 ปี ระยะคุ้มทุนอยู่ที่ 5 ปี ส่วนที่เหลืออีก 20 กว่าปีคือกำไร เรียกได้ว่าการเลือกใช้พลังงานสะอาด เป็นการทำเกษตรที่สร้างสรรค์ ด้วยการนำเทคโนโลยีนวัตกรรมเข้ามาช่วย ถือเป็นการลดต้นทุนการผลิต และยังใช้พลังงานจากธรรมชาติที่ไม่มีวันหมดได้อย่างคุ้มค่าอีกด้วย
ขอบคุณภาพจาก : เพจ บ้านอาจารย์-ป้า Organic Farm


ประโยชน์ต่างๆ จากการเลือกทำวนเกษตรของป้าชีพ นอกจากจะช่วยรักษาสภาพแวดล้อมของป่าธรรมชาติที่อยู่รอบกายแล้ว ป้าชีพสามารถนำผลผลิตที่เกิดจากป่ามาสร้างประโยชน์สร้างรายได้ให้เกิดขึ้นอย่างมากมาย ไม่ว่าจะเป็นบ้านหลังเล็กที่สร้างขึ้นมาจากไม้ในป่าแห่งนี้ ที่สร้างไว้สำหรับต้อนรับแขกตัวเล็กๆ ที่เข้ามาเรียนรู้ประโยชน์จากป่า ที่ "บ้านอาจารย์ป้า Organic-Farm" ซึ่งที่นี่มีกิจกรรมมากมายไว้ให้เด็กๆ ได้เรียนรู้ไปจนถึงการนำป่ามาสร้างประโยชน์ในรูปแบบต่างๆ ได้อย่างยั่งยืน ทั้งอาหาร และของใช้ภายในบ้าน ปลูกฝังให้เด็กไทยรักและหวงแหนผืนป่าธรรมชาติและให้รู้ว่า ป่านั้นมีคุณค่ากับเรามากแค่ไหน
ขอบคุณภาพจาก : เพจ บ้านอาจารย์-ป้า Organic Farm


หลังจากเดินจนรอบสวนป่าครอบครัวของป้าชีพ ป้าชีพก็เอาน้ำสีแดงใส่น้ำแข็งเย็นๆ มาเสิร์ฟ ป้าชีพบอกเราว่านี่คือ "น้ำฝาง" แก่นฝางที่ได้มาจากป่าแห่งนี้ ซึ่งฝางนั้น มีสรรพคุณที่ไม่ธรรมดาคือช่วยบำรุงโลหิต ทำให้เลือดไหลเวียนดี ที่สำคัญเป็นยาเย็นบรรเทาอาการไข้ ตัวร้อนได้อย่างดี ดื่มแล้วสดชื่น กระปรี้กระเปร่าขึ้นมาทันทีเลย
และก่อนจากกัน เราถามป้าชีพว่าสิ่งที่ได้กลับมาจากการทำวนเกษตรคืออะไร ป้าชีพตอบแบบไม่ลังเลเลยว่า

"สุขกาย สุขใจ สุขกายก็คือไม่มีโรค ไม่ได้รับสารเคมี ได้ออกกาลังกาย สุขใจก็คือเราได้กินสิ่งที่เราอยากกิน อยากจะกินอะไรก็ปลูก อยากได้อะไรก็ทำ มีอะไรมากพอก็แบ่งขาย แบ่งคนรอบข้าง นี่แหละสิ่งที่ป้าได้"

เราจะเห็นว่าการทำเกษตรในรูปแบบของวนเกษตร เป็นอีกหนึ่งหนทางสู่ความยั่งยืน สร้างประโยชน์ได้ทั้งตัวเกษตรกร ระบบนิเวศน์ สิ่งแวดล้อมรอบกาย ที่สำคัญยังสร้างความสุขเล็กๆ ให้กับคนรอบข้าง และคนที่แวะเวียนไปเยี่ยมชมอีกด้วย

ว่างๆ อย่าลืมแวะไปทักทายป้าชีพ ที่ "บ้านอาจารย์ป้า Organic-Farm" ต้นแบบวนเกษตร วิถีเกษตรแห่งความสุขรอให้คุณไปสัมผัสอยู่นะคะ


เขียนโดย : ทีมงานรักบ้านเกิด