เกษตรกรต้นแบบ
"บุญชู ศิดสันเที๊ยะ : เลี้ยงมดแดงในสวนมะม่วง ไว้ขายไข่ มีเท่าไหร่ก็ไม่พอขาย"
 05 มีนาคม 2563   845
จ.พิษณุโลก
จะลงมือทำสิ่งใด
ต้องรู้ให้จริง

คุณบุญชูมีความสุขมากจากการหันมาทำอาชีพเกษตรกร ทุกวันนี้สามารถบอกเลยว่า สามารถยิ้มได้อย่างมีความสุขในทุกๆวัน จากแต่ก่อนที่ทำเกษตรเคมีมันบั่นทอนชีวิต เรียกว่าตายผ่อนส่ง พอหันกลับมาทำการเกษตรแบบผสมผสาน ใช้ชีวิตอยู่อย่างพอเพียง ทำให้ต้นทุนการใช้เคมีนั้นไม่มีเลย ทำให้ครอบครัวมีความสุข ผลผลิตในสวนปลอดสารพิษทุกอย่าง ชีวิตของทุกคนดีขึ้น รวมทั้งรายได้ของครอบครัวที่เพิ่มมากขึ้นอีกด้วยจากการเปลี่ยนมาทำการเกษตรแบบผสมผสานนั่นเอง

ความสุขสบายที่ได้มานั้น ต่างจากเดิมที่ทำเกษตรเชิงเดี่ยวอย่างมาก ซึ่งทั้งทำให้ครอบครัวแตกแยก ลูกไปทาง แม่ไปทำงานอีกทาง พ่อไปอีกทาง ต่างคนต่างแยกย้ายกันทำมาหากิน แต่เมื่อมาทำเกษตรผสมผสานได้อยู่กับธรรมชาติ ทุกคนได้กลับมาช่วยกันร่วมแรงร่วมใจ อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา ได้พบหน้าพูดคุยกันทุกวัน มีแต่ความสุข มีแต่รอยยิ้มให้กันในทุกวันจริงๆ

คุณบุญชูมีใจที่ยึดหลักการใช้ชีวิตด้วยปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน จากเดิมที่เคยทำเกษตรเชิงเดี่ยวก็จะให้ผลผลิตที่มีทั้งได้กำไรก็ได้เลยทีเดียว หรือถ้าขาดทุนก็จบเลยครั้งเดียวเช่นกัน แต่การที่หันมาทำเกษตรแบบผสมผสาน ก็จะมีการหมุนเวียนเก็บเกี่ยวผลผลิตที่ทำในผืนที่ดินของเรา สิ่งไหนให้ผลผลิตไม่ดี ก็จะมีรายได้จากพืชพันธุ์เกษตรทางอื่นทดแทนกันไปทำให้มีรายได้ไม่ขาด หากเราขาดทุนการขายมะม่วง แต่ก็ยังมีมดแดงที่คอยช่วยเสริมรายได้ทดแทน หรือหากเราปลูกข้าวแต่เก็บเกี่ยวขายได้ราคาไม่ดี เราก็ยังมีพริก มะเขือ รวมทั้งสัตว์เลี้ยงต่างๆ เช่น ปลา ควาย ที่เลี้ยงไว้ในผืนดินของเรา ก็สามารถช่วยสร้างรายได้อีกทางหนึ่งเป็นอย่างดี มีแต่สิ่งที่ได้รับตอบแทนที่ดีจากการทำเกษตรผสมผสานเป็นผลให้ชีวิตมีแต่ความสุข

คุณบุญชู ศิดสันเที๊ยะ อาศัยอยู่ที่ตำบลหนองพระ อำเภอวังทอง จังหวัดพิษณุโลก แต่เดิมประกอบอาชีพทำนาเป็นหลัก ด้วยในตอนนั้นการทำนามีต้นทุนที่ต่ำแม้ว่าราคาข้าวจะมีราคาขายอยู่ที่ 5,000-6,000 บาทก็ยังสามารถอยู่ได้ เพราะการลงทุนนั้นไม่สูง แต่ต่อมาได้มีการใช้สารเคมีเข้ามาช่วยในการทำนามากยิ่งขึ้น ซ้ำราคาก็เพิ่มขึ้นทุกปี ทำให้ต้นทุนการปลูกข้าวสูงขึ้น ในขณะที่ผลผลิตข้าวยังมีปริมาณคงที่ 50 ถังต่อไร่ ราคาขายกลับไม่ได้เพิ่มขึ้นตามต้นทุนที่มากขึ้นในทุกปี ทำให้คุณบุญชูประสบปัญหาขาดทุน

ต่อมาคุณบุญชูได้รับการแนะนำจากพี่ชายให้หันมาปลูกสวนมะม่วง จึงได้ปรึกษากับทางครอบครัวถึงปัญหาที่กำลังเจอในภาวะการขาดทุนจากการทำนา รวมทั้งหนี้สินที่ตามมาอีกด้วย จึงได้ตัดสินใจในการเปลี่ยนอาชีพจากการทำนา มาทำสวนมะม่วง ต้องเริ่มปรับพื้นที่ดินให้เหมาะสมในการเพาะปลูก จากพื้นที่ราบก็ต้องปรับเปลี่ยนให้เป็นการยกร่องขึ้น มีการลงทุนซื้อพันธุ์มะม่วงในราคาต้นละ 40 – 59 บาท เริ่มจากการนำพันธุ์สีทอง พันธุ์น้ำดอกไม้สีทองเบอร์ 4 พันธุ์โชคอนันต์ พันธุ์เพชรบ้านลาดมาปลูกในสวน กว่าจะได้เก็บผลผลิต ก็ใช้ระยะเวลาประมาณห้าปีกว่า ซึ่งภายในระยะเวลาห้าปีที่ผ่านมาก็ต้องมีการตกแต่งต้น บำรุงรักษา ใช้เคมีมาช่วยเรื่องของการดึงช่อมะม่วง ก็ต้องมีการลงทุนไปก่อนกว่าจะได้ผลผลิตออกมาจำหน่าย จะมีราคาขายอยู่ที่กิโลกรัมละ 40-50 บาท แต่ถ้าปีไหนมะม่วงเกิดวิกฤติออกทีหลังสวนอื่น ก็จะเหลืออยู่ที่ประมาณกิโลกรัมละ 3-4 บาทเท่านั้น ปัญหาก็ยังมีในส่วนการรับซื้อของพ่อค้า ซึ่งบางทีพ่อค้าก็ไม่รับซื้อเลย เพราะว่าผลผลิตออกมามากเกินความต้องการของตลาด ทำให้ตลาดเต็ม พ่อค้าก็จะไม่สามารถรับซื้อได้ ซึ่งก็ทำให้ต้องเกิดปัญหาในเรื่องรายได้ที่ไม่มีความแน่นอนในแต่ละปี บางปีก็ได้กำไร บางปีก็ขาดทุน ในบางปีก็ต้องนำมะม่วงไปหาตลาดออกขายเองหลากหลายที่

จนมีวันหนึ่งได้นำไปขายที่ตลาดวังทอง ได้ไปเจอแม่ค้าขายไข่มดแดง ซึ่งนำมาขายประมาณสี่ถึงห้ากิโลกรัม จึงได้สอบถามว่าขายอย่างไร ก็ได้คำตอบว่าราคาขายอยู่ที่ขีดละ 40 บาท ในตอนแรกมีความคิดว่าจะขายได้หรือ จนตกตอนเย็นมีลูกค้ามารุมซื้อไข่มดแดงกันมากมาย แต่ไม่มีลูกค้าสนใจมะม่วงของคุณบุญชูเลย

นั่นคือจุดการพลิกวิฤตให้เป็นโอกาสของคุณบุญชู ที่ทำให้เกิดความคิดหาวิธีเลี้ยงมดแดงให้ได้ จึงได้ไปสอบถามแม่ค้าว่านำไข่มดแดงมาจากไหน คำตอบที่ได้คือนำมาจากสวนมะม่วง ด้วยราคาขายที่สูงน่าสนใจ และด้วยความเอื้ออำนวยในสถานที่เลี้ยงมีพร้อมแล้วทำให้คุณบุญชูหันมาเลี้ยงมดแดง

จากความรักในการเลี้ยงมดแดง สนใจในอาชีพขายไข่มดแดง คุณบุญชูจึงได้เริ่มศึกษาหาความรู้เพื่อความชำนาญมีความรู้ที่แท้จริงในการเลี้ยง ทั้งในและนอกตำรา มีความตั้งใจ มุ่งมั่น อดทนที่จะทำให้ประสบความสำเร็จในการเลี้ยงมดแดง ทำให้คุณบุญชูนั้นไม่เคยหยุดนิ่งในการคิดค้นคว้าหาความรู้ หาเทคนิควิธีการต่างๆเพื่อให้ได้ปริมาณผลผลิตที่ดีมีคุณภาพมากขึ้นกว่าเดิม ทั้งวิธีที่จะทำให้มดแดงนั้นทำรังและไข่ได้ตลอดทั้งปี รวมการค้นหามดที่เป็นพันธุ์ที่ดีมีคุณภาพเหมาะที่จะนำมาขยายพันธุ์ต่อไป

โดยเทคนิคของคุณบุญชูนั้นก็คือ การใช้วิธีการทำฝนเทียมให้มด ซึ่งก็เป็นเทคนิควิธีที่ช่วยให้มดสามารถทำรังได้ตลอดทั้งปีไม่ต้องรอแค่ช่วงฝนตกอีกต่อไป และเทคนิคในการขยายพันธุ์ โดยคัดสรรหาพันธุ์ที่มีความแข็งแรง สามารถเพิ่มปริมาณผลผลิตไข่มดแดงได้มากขึ้นและใช้เวลารวดเร็วกว่าพันธุ์เดิมๆ ซึ่งคุณบุญชูก็ได้สายพันธุ์จากบนเขามาช่วยสร้างรังทั้งใช้เวลาที่รวดเร็วในการสร้างรังและไข่ที่แข็งแรงกว่าพันธุ์ด้านล่าง

ส่วนของการให้อาหารการเลี้ยงดูนั้น คุณบุญชูจะให้โครงไก่ เนื้อไก่ มดงานก็จะนำเอาอาหารไปให้นางพญา ตัวเมียกินในรัง โดยจะให้อาหารทุกวันช่วงเย็นเพียงครั้งเดียว

โดยจะต้องเริ่มเลี้ยงมดแดงด้วยความเอาใจใส่ ต้นทุนหลักๆในช่วงเริ่มต้นเลี้ยง มีเชือกประมาณ 4-5 ม้วน ม้วนละ 100 บาท ขวดพลาสติกสามารถหาได้จากร้านค้าหรือขอมาก็ได้ เพื่อมาใช้ในการให้อาหาร จะมีเสา มีหลักไม้ เพื่อจะตอกแล้วจะมีเชือกขึงอยู่สี่ร่อง แต่ละจุดหนึ่งๆจะเป็นที่ให้อาหาร จะมีข้าวคลุกเนื้อปลา เสริมด้วยแมลงต่างๆ พวกมดแดงนั้นชอบแมลงจึงนำมาผสมเพื่อจะได้มีโปรตีนช่วยทำให้ตัวมดจะแข็งแรง ไข่ก็จะมีขนาดใหญ่

รังมดแดงที่จะสามารถเก็บได้ก็คือ เราจะดูสีของรังสีของใบไม้ จะมีลักษณะแห้งและมีความเหลืองเล็กน้อย มีใยขาวกลม ถ้าเราเดินไปบริเวณใต้รังมด ก็จะมีมดโรยตัวลงมาเลยไม่ให้เราเข้าไปที่รังของมัน นั่นเป็นการแสดงให้เห็นว่าเราสามารถเก็บได้แล้ว

ในส่วนของการสอยรังมดแดงนั้น ถ้ามีฝนจะไม่สามารถสอยได้ เพราะมดแดงจะไม่ออกจากไข่ถ้าอากาศเย็น จะสามารถสอยได้ในช่วงที่มีแดด อากาศร้อน มดแดงจะไม่หวงไข่

สำหรับการเก็บเกี่ยวผลผลิตไข่ที่เก็บมาแล้ว จะอยู่ได้อย่างต่ำเป็นเวลา 1 เดือน คุณบุญชูจะนำมานึ่งก่อนเพื่อให้มีความร้อน แล้วนำไปสะดุ้ง คือการลวกด้วยน้ำเย็น จะทำให้ไข่แข็งตัวจึงสามารถเก็บได้นาน

เริ่มต้นจากการออกขายตามหมู่บ้านซึ่งเป็นช่องทางการตลาดที่ขายดีมาก จากนั้นก็จะนำไปขายตามตลาดนัด นอกจากนี้จะมีการสั่งซื้อผ่านทางโทรศัพท์จากพ่อค้าเจ้าของร้านอาหารต่างๆ และนำไปส่งให้ลูกค้าที่ร้าน

แต่ในปัจจุบันนี้ช่องทางการขายผ่านโลกออนไลน์ทำให้สามารถสร้างรายได้ให้อย่างมากทีเดียว จากแต่เดิมที่ต้องออกไปหาลูกค้า ในตอนนี้แทบไม่ต้องออกไปหาลูกค้าด้วยตนเองแล้ว เนื่องจากได้มีการนำเสนอผ่านโซเชี่ยลมีเดียหลากหลายรูปแบบ มีการนำเสนอผ่านทาง Youtube ทำให้มีลูกค้าที่มากขึ้นใช้ช่องทางการโทรสั่งซื้อมาที่สวนคุณบุญชูโดยตรง จากนั้นก็นำส่งในช่องทางขนส่งต่างๆให้กับลูกค้าทั่วประเทศ

เฉลี่ยต่อปี ประมาณ 70,000 – 80,000 บาท เป็นรายได้จากการขายไข่มดแดงเพียงอย่างเดียว ยังไม่รวมรายได้จากผลผลิตจากมะม่วง

ผลผลิตจากในสวนของคุณบุญชูมีมายมาย อย่างแรกคือ นางพญา ซึ่งเรียกกันว่าเม็ดเป้ง ขายได้ที่ราคากิโลกรัมละ 450 บาท เมนูหลักๆ คือ นำไปยำไข่มดแดง ยำคู่กับไข่มดแดง ส่วนต่อมาอย่างที่สอง เรียกว่า ไข่ข้าวสาร เป็นไข่เล็ก ซึ่งมาจากไข่ตัวเมีย ขายได้ที่กิโลกรัมละ 350 บาท

อย่างที่สาม คือเป็นไข่มดที่สร้างรอยยิ้มให้เป็นอย่างดี นั่นคือ “ไข่มดแดง” ซึ่งมีราคาอยู่ที่กิโลกรัมละ 500 บาท เมนูที่สามารถนำไปใส่ได้ เช่น นำไปใส่ไข่เจียว นำไปแกงคู่กับผักหวาน นำไปยำ

คุณบุญชูได้รับการยกย่องให้เป็นปราชญ์ชาวบ้านสาขาเกษตรผสมผสาน คอยแนะนำองค์ความรู้สำหรับผู้ที่สนใจเลี้ยงมดแดงอีกด้วย

แหล่งอ้างอิงข้อมูล

คุณบุญชู ศิดสันเที๊ยะ ต.หนองพระ อ.วังทอง จ.พิษณุโลก 65130

เลี้ยงมดแดงในสวนมะม่วง ไว้ขายไข่ มีเท่าไหร่ก็ไม่พอขาย



เทคนิคเลือกมดแดงมาเลี้ยงไว้ขายไข่ เลือกแบบไหนถึงจะดี



ทำฝนเทียมหลอกมดวางไข่ ทำรังก่อน ไข่ก่อน ขายได้ก่อนใคร

เรื่อง/ภาพโดย: ณัฏฐ์ คำวิชัย ทีมงานรักบ้านเกิด
   
Your browser is out-of-date!

Update your browser to view this website correctly.Update my browser now

×