|
ก้องเสียง 'สลุต' แทนคำกล่าวแสดงความเคารพ
ทุกครั้งเมื่อมีพระราชอาคันตุกะอันเป็นประมุขหรือพระมหากษัตริย์ของต่างประเทศเสด็จมาเยือน
หรือในพระราชพิธีสำคัญ ๆ มักมีการยิงปืนสลุต
การยิงปืนสลุตที่ได้เห็นได้ยินกันนั้นมีความเป็นมายาวนาน
อีกทั้งมีรายละเอียดมากมายชวนติดตาม จากความน่าสนใจดังกล่าวสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติได้รวบรวมข้อเขียนเกี่ยวกับการยิงสลุตของ
อ.สมบัติ พลายน้อย และ อ.เบญมาศ พลอินทร์ ไว้ซึ่งส่วนหนึ่งขอนำมาขยายความเล่าเกร็ดความรู้สู่กัน
ก่อนเสียงกึกก้องของการยิง
ปืนสลุตจะดังขึ้น คำนี้มาจากภาษาลาติน Salutio เป็นแบบฉบับอย่างหนึ่งของการทำความเคารพต่อผู้ใหญ่หรือประมุขของรัฐ
การยิงจะใช้ปืนใหญ่เพราะมีเสียงดังเป็นการแสดงว่ามีบุคคลสำคัญมาเยือน
ส่วนทางทหารการยิงสลุตเป็นการยิงปืนใหญ่ด้วยลูกสลุตหรือกระสุนซ้อมรบ
เป็นการคำนับอย่างหนึ่งซึ่งเรือรบ ป้อมหรือกองทหารจะปฏิบัติเพื่อเคารพบุคคลหรือวัตถุอันควรได้คำนับ
ด้วยการยิง สลุตซึ่งมีเกณฑ์จำนวนนัดตามควรแก่เกียรติยศ
ในการยิงสลุต
กล่าวกันว่ามาจากสมัยโบราณโดยเรือสินค้าที่ต้องเดินทางไกลไปในทะเลนาน
ๆ จำเป็นต้อง มีปืนใหญ่ไว้คุ้มครองสินค้า จึงบรรจุกระสุนดินดำไว้ก่อน
เพราะการบรรจุกระสุนปืนใหญ่สมัยก่อนเป็นเรื่องยุ่งยากใช้เวลานานจึงต้องเตรียมพร้อมล่วงหน้าเพื่อให้ใช้ได้ทันท่วงที
เมื่อเรือไปถึงท่าพันธมิตรจำเป็นต้องยิงกระสุนปืนใหญ่ที่บรรจุไว้ให้หมด
เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจว่ามาอย่างมิตร มิใช่ศัตรู จากนั้นจึงเกิดเป็นประเพณียิงสลุตขึ้นเพื่อแสดงความเคารพต่อกันและถือการยิงสลุตเป็นการแสดงความเคารพอย่างสูง
ซึ่งเรือที่จะเข้าจอดท่าจะยิงสลุตเคารพเจ้าของถิ่นหรือชาติเจ้าของท่าก่อน
จากนั้นเจ้าของถิ่นจะยิงตอบมากกว่าส่วนใหญ่เป็น 3 เท่า
ส่วนการยิงสลุตในจำนวน
21 นัดนั้นว่ากันว่า อังกฤษเป็นชาติแรกที่วางกฎไว้ซึ่งเดิมทีกำหนดใช้
7 นัดซึ่งเป็นเลขดี ซึ่งเมื่อเรือยิงให้แก่เจ้าของอ่าวจำนวน 7 นัด
ทางป้อมที่เป็นชาติเจ้าของอ่าวจึงยิงตอบเป็นจำนวน 3 เท่าคือ 21 นัด
ต่อมาจึงตกลงกันว่ายิงเท่ากันคือ 21 นัดซึ่งถือเป็นการยิงให้แก่ชาติรวมถึงพระมหากษัตริย์
การยิงสลุตจำนวน
21 นัดราชนาวีไทยจะเรียกว่า สลุตหลวง นอกจากนี้มีสลุตหลวงพิเศษซึ่งหมายถึงการยิงจำนวน
101 นัดใช้ในพิธีใหญ่ ๆ หลายอย่าง ส่วนการยิงสลุตเพื่อแสดงความเคารพแก่นายกรัฐมนตรีหรือผู้บัญชาการทหารจะมีจำนวนลดหลั่นกันไปตามลำดับโดยมีกำหนดในราชกิจจานุเบกษา
นอกจากนี้ในการที่เรือรบเดินทางไปเยือนท่าเรือต่างประเทศใดก็มักจะมีการยิงสลุตคำนับประเทศเจ้าของท่าและคำนับเรือรบต่างชาติที่จอดอยู่ร่วมกันในอ่าวนั้นด้วยและเมื่อเรือรบใดได้ทำการยิงสลุตคำนับจะต้องได้รับการยิงสลุตตอบในจำนวนนัดที่เท่ากัน
แต่หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่พร้อม การยิงสลุตคำนับอาจไม่มีก็ได้ซึ่งต้องเจรจาตกลงกันก่อนจึงจะมีการยิงสลุตคำนับกัน
ส่วนเกณฑ์การยิงสลุตในปัจจุบันหากเป็นงานพระราชพิธีเฉลิมพระชนม
พรรษา งานพระราชพิธีฉัตรมงคล วันพระราชสมภพสมเด็จพระบรมราชินีนาถหรือสมเด็จพระยุพราช
รวมถึงงานต้อนรับพระมหากษัตริย์หรือประมุขแห่งรัฐจะยิงสลุตจำนวน 21
นัด
แต่ถ้าเป็นนายกรัฐมนตรี
รัฐ มนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม (ที่เป็นทหาร) ผู้บัญชาการทหารเรือ จอมพลเรือและเอกอัครราชทูตจะยิงสลุตจำนวน
19 นัด รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหม (พล เรือน) พลเรือเอกและเอกอัครราชทูตพิเศษ
ยิงสลุต 17 นัด ขณะที่พลเรือโทและอัครราชทูตยิงสลุต 15 นัด พลเรือตรีและราชทูตยิงสลุตจำนวน
13 นัด อุปทูตยิงสลุต จำนวน 11 นัด กงสุลใหญ่ยิงสลุตจำนวน 9 นัด ฯลฯ
และทั้งหมดนี้ก็คือส่วนหนึ่งของการยิงปืนสลุตดังกึกก้องแทนคำกล่าวแสดงความเคารพที่มีสืบต่อมาแต่ครั้งอดีตวันวานจวบถึงปัจจุบัน.
การยิงสลุตในประเทศไทยปรากฏมาแต่ครั้งสมัยกรุงศรีอยุธยา
ในสมัยแผ่นดินพระนารายณ์มหาราชซึ่งช่วงนั้นไทยสมาคมกับฝรั่งหลายชาติจึงได้รู้ขนบธรรมเนียมของฝรั่ง
จากจดหมายเหตุฝรั่งเศสได้กล่าวถึงเรือรบฝรั่งเศสชื่อ เลอโวตูร์ ที่เข้ามาในบางกอก
มองซิเออร์คอนูแอล นายเรือได้ ถามไปทางกรุงศรีอยุธยาว่าจะยิงสลุตให้ชาติไทยเมื่อเรือผ่านป้อมวิชัยประสิทธิ์
(ป้อมวิชาเยนทร์ที่สร้างขึ้นที่ปากน้ำบางกอกใหญ่เมื่อ พ.ศ. 2208 ต่อมาเปลี่ยนเป็นชื่อวิชัยประสิทธิ์
สมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี) จะขัดข้องไหม สมเด็จพระนารายณ์มหาราชรับสั่งให้ผู้รักษาป้อมยอมให้ฝรั่งเศสยิงสลุตได้และหลังจากแผ่นดินพระนารายณ์มหาราชประเพณียิงสลุตก็ได้หายไป
มาถึงสมัยรัชกาลที่
4 ได้มีการเริ่มประเพณีเกิดขึ้นอีกครั้งเมื่อเซอร์จอห์นเบาริงเป็นราชทูตมาได้มีการขออนุญาตยิงสลุต
21 นัด พระองค์ทรงพระราชทานพระบรมราชานุญาตพร้อมให้มีการยิงตอบ และได้ออกประกาศให้ประชาชนทราบเพื่อมิให้ตื่นตกใจเนื่องด้วยยังไม่ถือการยิงสลุตเป็นประเพณีที่ต้องปฏิบัติ
ในสมัยรัชกาลที่
5 มีเกณฑ์การยิงสลุตเกิดขึ้นเรียกว่า ข้อบังคับว่าด้วยการยิงสลุต ร.ศ.124
โดยผู้มีหน้าที่ยิงคือเรือรบหลวง ยิงในทะเลและป้อมยิงสลุตยิงบนบก ต่อมาในสมัยรัชกาลที่
6 ทรงเปลี่ยนแก้ไขตราเป็น พระราชกำหนดการยิงสลุต ร.ศ.131 (พ.ศ. 2455)
การยิงแบ่งเป็นของหลวงแบบธรรมดา 21 นัด แบบพิเศษยิง101 นัดในพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา
ครั้นถึงสมัยรัชกาลที่ 7 มิให้ใช้เพื่อความประหยัดและได้ยกเลิกไปเมื่อปี
พ.ศ. 2483.
เดลินิวส์
|