|
ภาษายาวี
นิธิ เอียวศรีวงศ์
นักวิชาการของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ให้สัมภาษณ์ว่าภาษายาวีกำลังมีผู้ใช้น้อยลง
เพราะเด็กรุ่นใหม่นิยมใช้ภาษาไทยมากขึ้น
ผมฟังแล้วก็ใจหาย เพราะเสียดายที่ภาษาหนึ่งกำลังจะสูญหายไปจากโลก
ที่จริงถ้าเสียดายความสูญหายของภาษาในโลกปัจจุบัน ก็คงต้องใจหายทุกวัน
เพราะมีภาษาใดภาษาหนึ่งในโลกถูกเลิกใช้และหายไปเองอย่างรวดเร็วอยู่ตลอดเวลา
จนกระทั่งมีผู้ประเมินว่าในเวลาไม่กี่ปีข้างหน้า จะเหลือภาษาอยู่ไม่ถึง
5% ของภาษาที่เคยมีในโลก
แต่เพราะเป็นภาษายาวีที่อยู่ใกล้ตัวมาก จึงอาจใจหายเพราะเหตุนั้น
อันที่จริง ภาษาที่ใช้กันในภาคใต้สุดของประเทศไทยนั้นคือ ภาษาถิ่นของภาษามลายู
และน่าจะเรียกว่าภาษามลายูถิ่นหรือมลายูปัตตานีมากกว่าภาษายาวี
เพราะยาวีนั้นเป็นชื่อของอักษรไม่ใช่ภาษา เป็นอักษรอาหรับที่ปรับมาใช้เพื่อเขียนภาษามลายู
แต่เนื่องจากชื่อชะวาหรือยาวาเป็นชื่อที่ชาวอาหรับใช้เรียกดินแดนอุษาคเนย์
โดยเฉพาะภาคพื้นสมุทรของภูมิภาคนี้ จึงเรียกคนที่มาจากดินแดนแถบนี้รวมทั้งอะไรที่เป็นของคนแถบนี้ว่ายาวี
หรือแปลตามตัวก็คือเป็นของชาวชะวานั่นเอง
อักษรอาหรับที่ปรับมาใช้กับภาษามลายูก็เป็นอักษรยาวี
ทำไมยาวีจึงหมายเฉพาะอักษรที่ใช้ในภาษามลายูเท่านั้น
ไม่รวมไปถึงอักษรที่ใช้ในภาษาชะวาหรือบูกิสหรือไทยด้วย
คําตอบนั้นเกี่ยวกับสถานะของภาษามลายูในภูมิภาคอุษาคเนย์โบราณ
ภาษามลายูเคยเป็น lingua franca หรือภาษากลางสำหรับการค้าของภูมิภาคนี้
คงเป็นมาแต่โบราณนับตั้งแต่สมัยศรีวิชัยแล้ว อย่างน้อยก็พบจารึกภาษามลายูในสมาตรามาตั้งแต่ตอนต้นๆ
ของยุคนั้น และมลายูก็ยังเป็นภาษากลางของการค้าสืบมาถึงสมัยหลังอีกนาน
จนถึงรัชกาลที่ 2 เมื่อ จอห์น ครอเฟิร์ด เข้ามาเจรจาทางการค้า ก็ยังต้องใช้ภาษามลายูเป็นภาษากลางสำหรับสื่อกับราชสำนักไทยอยู่
ฉะนั้น จึงไม่แปลกประหลาดอะไรที่ เมื่ออิสลามเริ่มขยายตัวในอุษาคเนย์
ภาษามลายูจึงถูกใช้เป็นภาษากลางสำหรับการเผยแผ่ศาสนาใหม่นี้ด้วย งานด้านศาสนาของนักปราชญ์มุสลิมในราชสำนักอะแจ
(ซึ่งมีภาษาต่างหากของตัว) ยุคแรกๆ ก็เขียนด้วยภาษามลายู
แม้ว่าภาษามลายูเคยถูกเขียนด้วยอักษรอื่นมาก่อน แต่เมื่ออิสลามตั้งมั่นขึ้นแล้ว
อักษรอาหรับก็เข้าครอบครองภาษามลายูอย่างสิ้นเชิง หมายความว่าเอกสารภาษามลายู
ไม่ว่าจะเขียนขึ้นที่ไหน ก็ล้วนใช้อักษรยาวีทั้งสิ้น
ไม่ว่ารัฐแรกที่นับถือศาสนาอิสลามจะใช้ภาษามลายูแบบไหน แต่รัฐที่มีบทบาทสำคัญที่สุดในการค้าและเผยแผ่ศาสนาอิสลามคือมะละกา
ซึ่งใช้มลายูถิ่นชนิดที่เราอาจเรียกได้ว่ามลายูหลวง ซึ่งก็คือภาษาถิ่นที่สืบเนื่องมาเป็นบาหะมาเลเซียและอินโดนีเซียในปัจจุบันนั่นเอง
หนังสือเผยแพร่ศาสนาก็ตามหรือภาษามลายูที่ล่ามใช้ในการเจรจาทางการทูตในสมัย
ร.2 ก็ตาม คือภาษามลายูหลวง และเมื่อไรที่จะเขียนภาษานี้เป็นลายลักษณ์อักษรก็จะใช้อักษรยาวี
ฉะนั้น ในทางกลับกันที่อักษรยาวีเข้ามาครอบครองภาษามลายู ภาษามลายูก็ครอบครองอักษรยาวีด้วย
เพราะภาษาอื่นๆ เช่น ภาษาชวาหรือบูกิส แม้ผู้คนหันไปนับถือศาสนาอิสลามหมดแล้ว
ก็ยังใช้อักษรเดิม (ซึ่งมีรากมาจากอักษรอินเดีย) เขียนภาษาของตัวสืบมา
จนเมื่อการพิมพ์เข้ามาพร้อมกับฝรั่ง จึงได้ดัดแปลงละตินหรือโรมันมาใช้เขียนภาษามลายูบ้าง
เรียกว่าอักษรรูมี และกลายเป็นอักษรที่ใช้เขียนบาหะมาเลเซียและอินโดนีเซียในปัจจุบัน
เหตุดังนั้น การใช้อักษรยาวีเพื่อเขียนภาษามลายูจึงเหลืออยู่น้อยเต็มที
เรียกว่าอักษรยาวีกับภาษามลายูหย่าขาดจากกันสนิทไปแล้วเป็นส่วนใหญ่ในโลก
หนึ่งในข้อยกเว้นส่วนน้อยนั้นก็คือ ที่ใช้เขียนภาษามลายูในภาคใต้ของประเทศไทยนี้แหละ
ซึ่งแสดงให้เห็นว่าพื้นที่นี้ไม่ได้มีพัฒนาการทางวัฒนธรรมร่วมไปกับชาวมลายูในประเทศมาเลเซีย
แม้มีความสัมพันธ์กันทางชาติพันธุ์และศาสนาก็ตาม
อย่างไรก็ตาม ความรู้อันน้อยนิดของผมเกี่ยวกับภาษามลายูท้องถิ่นและอักษรยาวี
ทำให้ผมเข้าใจ (ซึ่งอาจจะผิด) ว่า เขาไม่ได้ใช้อักษรยาวีเขียนภาษามลายูท้องถิ่นหรือมลายูปัตตานี
หมายความว่าเอกสารที่ใช้ภาษายาวีซึ่งเราพบในภาคใต้ของไทยนั้นล้วนเขียนภาษามลายูหลวงทั้งสิ้น
เช่น พงศาวดารปัตตานี หรือฮิกกายัตปัตตานี ทั้งฉบับเดิมและฉบับที่มีผู้แต่งเพิ่มในภายหลัง
ล้วนเขียนด้วยอักษรยาวีแต่ในภาษามลายูหลวงไม่ใช่มลายูปัตตานี
ในวงวรรณคดีมลายู มีนักวิชาการบางท่านสันนิษฐานว่าหนังสือเผยแพร่ศาสนาอิสลามบางเรื่อง
รวมทั้งปันตุนที่มีชื่อเสียงบางบท น่าจะเขียนขึ้นในราชอาณาจักรปัตตานี
แต่งานวรรณกรรมเหล่านี้ล้วนอยู่ในภาษามลายูหลวงทั้งสิ้น
ความจริงข้อนี้ผมคิดว่าอธิบายได้ไม่ยาก ภาษามลายูหลวงเป็นภาษาสากลของโลกแถบนี้
ซ้ำมั่งคั่งด้วยเอกสารทางศาสนา, วรรณคดี และศิลปวิทยาอยู่มาก จึงมีเกียรติยศศักดิ์ศรีสมกับเป็นภาษาของนักปราชญ์
ไม่ว่าใครจะใช้ภาษาน้ำนมของตัวมาอย่างไร และไม่ว่าราชสำนักที่สนับสนุนนักปราชญ์เหล่านั้นจะใช้ภาษามลายูถิ่นอะไร
ก็ต้องใช้ภาษามลายูหลวงเท่านั้น จึงจะสมเกียรติกับงานสำคัญที่สร้างขึ้น
ผมอ่านเอกสารเรียกค่าคุ้มครองที่เขียนด้วยอักษรยาวีไม่ออก แต่อยากเดาว่าเขียนขึ้นในภาษามลายูหลวง
เพราะดูจากชื่อของขบวนการผู้ต่อต้านรัฐทั้งหลายในภาคใต้แล้ว ล้วนเป็นชื่อในภาษามลายูทั้งสิ้น
หลายคำด้วยกันเป็นคำที่มลายูหลวงบัญญัติขึ้นใหม่ด้วย เช่น barisan
แปลว่าแนวร่วมเป็นต้น
ถ้าความเข้าใจของผมไม่ผิด ก็แปลว่าภาษามลายูท้องถิ่นของภาคใต้ (ซึ่งขอเรียกว่ามลายูปัตตานี)
ไม่มีอักษรสำหรับเขียนภาษาของตัวเอง
(อย่างไรก็ตาม อาจมีผู้แย้งว่า อักษรยาวีที่ใช้เขียนนั้นจะอ่านเป็นสำเนียงมลายูปัตตานี
หรือมลายูหลวงก็ได้ทั้งสองอย่าง ข้อนี้ความรู้ของผมไม่พอจะทราบได้
ต้องอาศัยผู้รู้อธิบาย)
แม้ว่าภาษามลายูปัตตานีไม่มีหรือยังไม่มีลายลักษณ์อักษร แต่ภาษาถิ่นนี้มีความสำคัญในประวัติศาสตร์ภาษามลายู
เพราะนักภาษาศาสตร์ซึ่งศึกษาภาษามลายูปัตตานี (จำนวนและผลงานยังน้อยมาก)
วินิจฉัยว่า ภาษามลายูปัตตานีน่าจะใกล้เคียงกับภาษามลายูเดิมแท้มากกว่ามลายูหลวง
พูดภาษาชาวบ้านก็คือ ภาษามลายูปัตตานีเป็นมลายูที่เก่ากว่ามลายูหลวง
ไม่แต่เพียงนั้น ภาษาที่ไม่มีลายลักษณ์อักษรก็ไม่ได้แปลว่าไม่มีภูมิปัญญาที่สั่งสมกันมาในภาษานั้น
หรือไม่มีวรรณคดีชั้นเลิศอยู่ในภาษานั้น สิ่งเหล่านี้อาจรักษาและสืบทอดกันมาในจารีตของมุขปาฐะ
อันเป็นจารีตที่คนไทยปัจจุบันซึ่งคุ้นเคยกับตัวหนังสือเสียแล้วมองพลังของมันไม่ค่อยเห็น
แต่ที่จริงแล้วจารีตมุขปาฐะเคยเป็นจารีตที่รักษาและสืบทอดวัฒนธรรมและภูมิปัญญาชาวบ้านไทยมาอย่างยาวนาน
ผมจึงคิดว่าภาษามลายูปัตตานีเป็นสมบัติอันล้ำค่าชิ้นหนึ่งของไทย และชอบที่เราจะรักษาเอาไว้
ไม่ใช่แต่เพียงรักษาไว้เป็นมรดกในตู้เท่านั้น แต่ต้องรักษาให้มีชีวิตชีวา
และสามารถสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ในภาษานั้นขึ้นได้ ตามสภาพที่เป็นจริงของโลกปัจจุบัน
หนึ่งในสิ่งที่น่าจะทำได้ทันทีก็คือ เปิดสอนภาษามลายูปัตตานีในสถาบันการศึกษา
โดยเฉพาะในท้องที่ซึ่งมีประชาชนทั้งสองภาษาอยู่ปะปนกัน มหาวิทยาลัยน่าจะเข้าไปศึกษาด้วยแขนงต่างๆ
ของภาษาศาสตร์ และสืบค้นวัฒนธรรมมลายูปัตตานีที่มีอยู่ในจารีตมุขปาฐะ
จนกระทั่งเมืองไทยเป็นศูนย์กลางทางวิชาการของภาษาและวัฒนธรรมมลายูปัตตานีในโลก
ผมคิดว่าน่าจะเป็นระเบียบบังคับให้ข้าราชการที่ทำงานในพื้นที่สามารถพูดภาษามลายูปัตตานีได้ระดับใดระดับหนึ่ง
ไม่ก่อนหน้าลงไปรับตำแหน่ง ก็หลังจากรับตำแหน่งในเวลาไม่เกิน 6 เดือนหรือหนึ่งปี
อันที่จริงภาษามลายูกับภาษาไทยนั้นใกล้เคียงกันมากในแง่ของหลักภาษาหรือไวยากรณ์
ฉะนั้น จึงไม่ใช่เรื่องยากเกินไปที่จะเรียนภาษานี้ให้พอใช้การได้ในเวลาไม่นาน
ในส่วนของตัวอักษรสำหรับภาษานี้ หากศึกษาและสอนกันอย่างจริงจัง
ก็หลีกเลี่ยงการใช้ลายลักษณ์อักษรได้ยาก มีทางเลือกที่จะหาตัวอักษรมาใช้ได้สามทาง
1. ที่ถูกใจคนไทยที่สุดคงเป็นการปรับใช้อักษรไทย อย่างเดียวกับที่มีผู้สร้างระบบถ่ายอักษรและเสียงอาหรับด้วยตัวอักษรไทย
ผมยกตัวอย่างภาษาอาหรับเพื่อบอกด้วยว่า อักษรไม่เกี่ยวกับศาสนา
อย่างไรก็ตาม เกี่ยวหรือไม่เกี่ยวไม่ใช่เรื่องที่ใครจะไปชี้ ความรู้สึกของเจ้าของภาษาสำคัญกว่า
ถ้าคนไทยเชื้อสายมลายูในภาคใต้ยังรู้สึกรังเกียจที่จะใช้ตัวอักษรไทย
ผมก็เห็นว่าไม่ควรใช้ ทั้งๆ ที่ให้ความสะดวกแก่ผู้เรียนมากกว่า
2. ปรับตัวอักษรโรมันมาใช้เหมือนบาหะซามาเลเซีย และอินโดนีเซีย แต่คงต้องมีระบบต่างหากของตัวเอง
เพราะมีเสียงในภาษามลายูท้องถิ่นที่ไม่มีในภาษามลายูหลวง
ข้อดีของอักษรรูมีก็คือ ตรงกับภาษามลายูอื่นๆ ที่ใช้ในโลกปัจจุบัน
และอาจทำให้สะดวกแก่คนต่างชาติที่จะศึกษา แต่ก็อาจเป็นที่รังเกียจของเจ้าของภาษาได้อยู่ดี
3. ใช้อักษรยาวี เพียงแต่ปรับให้เหมาะสำหรับภาษามลายูปัตตานีมากขึ้น
อาจเป็นปัญหาสำหรับคนที่ไม่คุ้นกับอักษรอาหรับบ้าง แต่ก็ไม่ใช่เรื่องยากเกินเรียน
มติชนสุดสัปดาห์
|