|
ของขวัญ...
ปริศนาแทนใจ
ปิ่นอนงค์
ปานชื่น
pinanong@nationgroup.com
อาจจะเป็นเพียงดอกหญ้า
หรือรอยยิ้มของคนในครอบครัวที่พร้อมหน้าไม่ขาดหาย อาจเป็นเพียงอ้อมกอดของคนที่คุณรัก
และคนที่รักคุณ เพียงเท่านี้ถือว่าเป็นของขวัญอันยิ่งใหญ่ที่สุดแล้วสำหรับปีใหม่ปีนี้
ปีที่คนไทยหลายคนยังคงมีคราบน้ำตาหลงเหลืออยู่บนใบหน้า
ประเพณีการมอบ
'ของขวัญ' นั้นมีมายาวนานก่อนยุคประวัติศาสตร์ หาก 'หัวใจ' หลักสำหรับของขวัญที่มอบให้แก่กันนั้นมีกติกาเดียวกันกล่าวคือ
ของขวัญ จะเป็นอะไรก็ได้ อาจเป็นเพียงดอกไม้สักช่อ ช็อกโกแลตสักกล่อง
กระเช้าผลไม้เล็กๆ หรือ สิ่งละอันพันละน้อย ไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งของมีค่าราคาแพง
ขอเพียงเป็นสิ่งที่ยืนยันถึงความปรารถนาดี ความรัก ความเอื้ออาทร จากผู้ให้สู่ผู้รับ
เท่านั้นพอ
ของขวัญชิ้นแรกๆ
ในโลก
เชื่อว่าหลายคนคงคิดไม่ถึงว่าเจ้า
ช่อมิซเซิลโท ที่แขวนไว้ที่หน้าประตูในเทศกาลคริสต์มาส ที่ให้สิทธิชายหนุ่มจุมพิตหญิงสาวได้ขณะที่ยืนใต้ช่อมิซเซิลโทอย่างชอบธรรมในเทศกาลคริสต์มาสนี่เอง
เป็น 'ของขวัญ' ที่พระดรูอิดของชาวเซ็ลด ซึ่งอาศัยอยู่ในหมู่เกาะอังกฤษ
(ก่อนหน้าชาวแองโกล - แซกซอนจะเข้ามาถึง) ทำขึ้นสำหรับแรกของปีใหม่
ในขณะที่
'ของขวัญ' ของชาวโรมันก็เป็นเพียงของธรรมดา เช่น ช่อกิ่งไม้ ดอกไม้
รวมทั้งผลไม้ และผักนานาชนิด สัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์ ตามความเชื่อที่มีต่อเทพี
สตรีน่า (Strena)
ส่วนชาวยุโรปตอนเหนือ
เฉลิมฉลองวันปีใหม่ด้วยการมอบขนมปัง และผลิตภัณฑ์จากข้าวสาลี เช่น
เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เป็นต้น
ใครๆ
ก็ปรารถนาของขวัญ
จากกิ่งไม้ช่อเล็กๆ
ดอกไม้ช่อน้อยๆ ของขวัญของชาวโรมันพัฒนาขึ้นมาเป็นลูกนัทชุบทอง และเหรียญที่พิมพ์เป็นรูปเจนัส
เทพเจ้า 2 หน้าที่ได้รับการเคารพบูชา ความสุขของผู้ได้รับของขวัญนั้นช่างหอมหวานขึ้นเรื่อยๆ
โดยเฉพาะจักรพรรดิคาลิกูลา แห่งกรุงโรม ถึงกับประกาศเจตนารมณ์ว่าตนต้องได้รับของขวัญปีใหม่อย่างสมฐานะ
ดูเหมือนว่าจุดประสงค์ของความปรารถนาดีในการมอบของแทนความรู้สึกด้วยใจบริสุทธิ์นั้น
ได้กลายเป็นการบังคับขืนใจขึ้นมาแล้ว
ใช่ว่ามีเพียงผู้นำจักรวรรดิโรมันอันเกรียงไกรเท่านั้นที่ปรารถนาของขวัญเป็นชีวิตจิตใจ
ในสมัยพระเจ้าเฮนรี่ที่ 3 ของอังกฤษ พระราชินีอลิซาเบธ ก็เป็นผู้หนึ่งโปรดปรานของขวัญเป็นอย่างมาก
ถึงกับเฝ้ารอว่าใครจะมอบอะไรให้ในวันปีใหม่ ของขวัญที่ได้รับส่วนใหญ่ได้แก่
อัญมณี และทองคำ ซึ่งพระนางรับสั่งให้มีการจดบันทึกรูปพรรณสัณฐานของขวัญแต่ละชิ้นเอาไว้อย่างละเอียดลออ
ช่างเป็นความสุขบนความทุกข์ของผู้มอบซะนี่กระไร เพราะทุกคนต่างถูกบังคับให้มอบกันทั้งนั้น
ของขวัญ
ได้รับการปลดปล่อยให้คืนกลับสู่ความหมายเดิม เมื่อ โอลิเวอร์ ครอมเวลล์
และบรรดาชาวอังกฤษผู้เคร่งศาสนาผู้ไม่เห็นด้วยกับศาสนาของทางราชการ
ก้าวขึ้นสู่อำนาจ และประกาศยกเลิกการบังคับให้มอบของขวัญแด่ผู้นำตั้งแต่บัดนั้น
ปริศนาที่ปลายทาง
ไม่ว่าเด็ก
หรือผู้ใหญ่ แทบทุกคนมีความสุขที่ได้เห็นกล่องของขวัญ โดยเฉพาะการลุ้นว่าภายในกล่องจะมีอะไรนะ
คนที่ให้จะอ่านใจผู้รับได้จริงหรือเปล่า เคยสงสัยกันบ้างมั้ยว่าใครหนอเป็นต้นคิดในการห่อของขวัญ
ถ้าจะว่ากันตามบันทึกทางประวัติศาสตร์แล้ว คาดว่าน่าจะเป็นชาวจีนเมื่อ
105 ปีก่อนคริสตกาล ชนชาติแรกในโลกที่รู้จักกรรมวิธีการทำกระดาษก่อนชาวอียิปต์จะรู้จักวิธีทำกระดาษจากต้นปาปิรุสเสียอีก
ส่วนคนเจ้าความคิดในการค้นกรรมวิธีการสร้างความสนุกสนาน
ตื่นเต้น ในการมอบของขวัญ ต้องยุคให้ผู้คนสมัยวิคตอเรียน ประเพณีการมอบของขวัญสมัยนั้นเปรียบเสมือนการเล่นเกมตามล่าขุมทรัพย์
หรือปาร์ตี้ใยแมงมุม เนื่องจากของขวัญแต่ละชิ้นจะซ่อนตัวอยู่ตามมุมต่างๆ
ภายในห้องโดยมีด้ายสีต่างๆ ผูกกล่องของขวัญไว้ที่ปลาย สมาชิกของครอบครัวแต่ละคนจะมารวมตัวกันอยู่กลางห้องซึ่งมีเส้นด้ายสีต่างๆ
ผูกโยงกันไปมา แต่ละคนจะต้องไปค้นหาของขวัญตามสีของแต่ละคน โดยเดินตามด้ายสีนั้นและได้พบของขวัญอยู่ที่ปลายทาง
สิ่งที่อยู่ในกล่องก็ไม่ใช่สิ่งของเลอค่า
หากเป็นของธรรมดาที่มีประโยชน์ เช่น ถุงมือ ไวน์ และผลไม้ หากคนรับก็ชื่นใจ
ประเพณีมอบความสุขนี้แผ่ขยายมาในอเมริกา เมื่อชาวอังกฤษได้อพยพมาตั้งรกราก
การแลกของขวัญในเทศกาลปีใหม่จึงสืบทอดกันมายาวนานแล้วเผยแพร่ต่อไปยังนานาประเทศ
จนกระทั่งถึงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 ยุคที่อะไรก็เป็นเงินเป็นทอง การค้าขายเริ่มเข้ามามีบทบาทในชีวิตและสังคมของประชาชนทั่วโลก
ของขวัญก็มิได้เป็นของธรรมดาสามัญอีกต่อไป
ของขวัญกลายเป็นสินค้าที่พ่อค้าแม่ขายต่างสรรหาวิธีการนำเสนอ และเพิ่มมูลค่า
สร้างกลยุทธ์การตลาดให้จับใจผู้รับแตกต่างกันไปตามวัย เพศ รวมทั้งรสนิยม
จึงไม่แปลกอะไรที่เราจะได้เห็น
นักธุรกิจผู้มั่งคั่งซื้อบ้านพักตากอากาศ รถยนต์ราคาแพง หรือเครื่องเพชรราคาเป็นล้านๆ
มอบเป็นของขวัญให้กับคนที่เขารัก
ของขวัญแทนใจ
โอะโชงาทสึ
หรือ ปีใหม่ เป็นเทศกาลที่มีความสำคัญที่สุดในญี่ปุ่น เนื่องจากเป็นช่วงเวลาที่ครอบครัว
ญาติพี่น้องจะกลับมาอยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตาเพื่อร่วมฉลองโอกาสพิเศษพร้อมๆ
กันในคืนวันที่ 31 ธันวาคม ทั้งครอบครัวจะร่วมรับประทานโซบะ สัญลักษณ์ของการมีชีวิตที่ยืนยาว
จากนั้นจะไปวัดหรือศาลเจ้าเพื่อขอให้เกิดความโชคดีมีชัยสำหรับปีใหม่ที่กำลังมาถึง
เช้าวันที่
1 มกราคม หลังจากอาหารเช้าพิเศษเสิร์ฟเป็นที่เรียบร้อย ก็จะเป็นเวลาที่เด็กๆ
รอคอย นั่นก็คือ ของขวัญ ได้แก่ เงินเล็กๆ น้อยๆ จากนั้นก็เป็นเวลารอคอยบัตรอวยพรปีใหม่
ซึ่งจัดส่งให้ถึงพร้อมกันในตอนเช้าของวันปีใหม่
วันปีใหม่ของชาวไทย
มีความคล้ายคลึงกับชาวญี่ปุ่น นอกจากญาติพี่น้องจะกลับมาอยู่ที่บ้านกันถ้วนหน้าอบอุ่นแล้ว
เช้าวันแรกของปีคนไทยนิยมทำบุญตักบาตร ปล่อยนก ปล่อยปลา และกลับมารับประทานข้าวร่วมกัน
รวมทั้งมีการมอบของขวัญให้แก่กัน บางครอบครัวที่มีจำนวนสมาชิกรุ่นเด็กจำนวนมากหน่อยอาจจัดให้มีการจับฉลากของขวัญเป็นที่ถูกใจของเด็กๆ
เป็นอันมาก
ตำนาน
'ของขวัญ' ชิ้นแรกในโลกเป็นเพียงกิ่งไม้ ดอกไม้ ศักดิ์สิทธิ์ของสตรีนา
เทพีแห่งความโชคดี ความอุดมสมบูรณ์ ที่ปรารถนาให้สิ่งยืนยันถึงความรัก
ไมตรีจิต ต่อผู้รับในวาระอันเป็นศุภมงคล วันเริ่มต้นใหม่ของปีใหม่
และวันที่พร้อมในการทำสิ่งใหม่ที่ดีงามต่อไป
อย่าลืมว่า
'หัวใจ' ของการมอบของขวัญ ไม่ใช่สิ่งของมีค่าราคาแพง หากเป็นสิ่งที่แสดงถึงความรู้สึกจากใจระหว่างผู้ให้และผู้รับ
'ของขวัญ'
จะเป็นอะไรก็ได้ขอเพียงให้ผู้รับหัวใจพองโตด้วยความอิ่มเอมใจ นับว่าประสบความสำเร็จแล้ว
กรุงเทพวันอาทิตย์
|