ใครคิด 'ไฟฉาย' ให้เราใช้งาน?
เมื่อไฟฟ้าดับในยามค่ำคืน
ของใช้ที่เรานึกถึงอย่างแรกน่าจะเป็นไฟฉาย แต่กว่าจะมาเป็นไฟฉายแสนสะดวกในทุกวันนี้นั้น
นักประดิษฐ์รุ่นคุณปู่ต้องรอส่วนประกอบสำคัญ 2 ชิ้น ได้แก่ แบตเตอรี่และหลอดไฟให้ใช้งานได้ซะก่อน
หลักการพื้นฐานของแบตเตอรี่นั้นรู้มาตั้งแต่ปี
ค.ศ.1800 แล้ว แต่แบตเตอรี่ที่เหมาะกับอุปกรณ์แบบพกพา (อย่างไฟฉาย)
ได้นั้น ต้องรอจนถึงปี ค.ศ.1888 ซึ่ง คาร์ล ไกส์เนอร์ (Carl Geissner)
ชาวเยอรมัน คิดค้นเซลล์แห้ง (dry cell) ได้สำเร็จ
ส่วนหลอดไฟนั้นเกิดก่อนแบตเตอรี่แบบเซลล์แห้งเล็กน้อย
คือในปี ค.ศ.1879 เมื่อ โทมัส อัลวา เอดิสัน (Thomas Alva Edison)
ประดิษฐ์หลอดไฟไส้ใยคาร์บอนได้ (เรื่องหลอดไฟค่อนข้างซับซ้อน เพราะจริงๆ
แล้ว มีคนคิดได้หลายคน เช่น โจเซฟ สวอน และฮิแรม แม็กซิม เอาไว้จะแฉให้ฟังทีหลัง)
พอชิ้นส่วนสำคัญเริ่มเข้าที่ยอดนักประดิษฐ์มะกันชื่อ
เดวิด ไมเซล (David Misel) ก็จับแบตเตอรี่มาใส่กล่องแล้วติดหลอดไฟ
ได้ไฟฉายไว้ใช้กับจักรยาน แต่เนื่องจากหลอดไฟไส้ใยคาร์บอนนั้นขาดง่าย
แถมแบตเตอรี่ยุคแรกๆ ก็หนักและเทอะทะ อีกทั้งประสิทธิภาพก็ยังไม่ดีเท่าใดนัก
แสงจากไฟฉายก็เลยวูบวาบ ไม่ต่อเนื่องสม่ำเสมอ ฝรั่งก็เลยเรียกไฟฉายว่า
flashlight เพราะ แฟลช (flash) คือ แสงที่สว่างวาบขึ้นมาแป๊บเดียวแล้วก็หายไป
(คำเดียวกับแฟลชของกล้องถ่ายรูปนั่นแหละ)
พอถึงปี ค.ศ.1896 ได้มีการพัฒนาแบตเตอรี่แบบดี-เซลล์
(D-cell) ซึ่งมีขนาดเล็กและพกพาสะดวก ทำให้ เดวิด ไมเซล สามารถประดิษฐ์ไฟฉายรูปร่างทรงกระบอกได้เป็นครั้งแรก
รูปร่างแบบทรงกระบอกนี้เองที่เป็นต้นแบบของไฟฉายส่วนใหญ่ในปัจจุบัน
ถัดมาอีกปี
ไมเซลก็จับมือกับนักการตลาดมือฉมังชื่อ คอนราด ฮิวเบิร์ต (Conrad Hubert)
โดยทั้งคู่ผลิตไฟฉายในนามของบริษัท The American Electrical Novelty
and Manufacturing Co. กลเม็ดเด็ดของฮิวเบิรต์ก็คือ มอบไฟฉายทรงกระบอกให้กับบรรดาตำรวจนิวยอร์กไว้ใช้งาน
ผลก็คือ ตำรวจนิวยอร์กใช้แล้วติดใจ
ถึงกับออกเอกสารให้การรับรองในเดือนมีนาคม ค.ศ.1898 ว่า ไฟฉายนี่แจ๋วจริงๆ
ทำให้ไมเซลและฮิวเบิร์ตได้ใจ นำคำรับรองนี้ไปใช้หากิน โดยตีพิมพ์ไว้ในแค็ตตาล็อกสินค้าปีต่อมา
และระบุชื่อสินค้าว่า Ever Ready (พร้อมใช้งานเสมอ) พร้อมสโลแกนว่า
Let There Be Light
ดูเหมือนว่า คำรับรอง
จะมีน้ำหนักไม่เบา เพราะหลังจากที่แค็ตตาล็อกเผยแพร่ออกไป ใครๆ ก็อยากอินเทรนด์มีไฟฉายไว้ใช้งานเหมือนกับคุณตำรวจมั่ง
(แสดงว่า ตำรวจนิวยอร์กในยุคนั้นมีต้นทุนทางสังคมสูงเอาการอยู่ บอกอะไรใครๆ
ก็เชื่อ
ไม่เหมือนตำรวจแถวๆ นี้
อิ
อิ)
ถึงปี ค.ศ.1906 คลื่นเทคโนโลยีก็โถมใส่อีกครั้ง
ตั้งแต่แบตเตอรี่ก้าวหน้าขึ้น สวิตช์แบบใหม่ๆ แต่ที่สำคัญก็คือ ไส้หลอดไฟเปลี่ยนจากเส้นใยคาร์บอนไปเป็นลวดทังสเตน
ซึ่งทนกว่า สว่างยาวนานกว่า เมื่อเป็นเช่นนี้ บริษัทก็เลยถือฤกษ์งามยามดีเปลี่ยนชื่อเป็น
The American Ever Ready Company ส่วนชื่อผลิตภัณฑ์ก็เขียนสั้นๆ เหลือแค่
Eveready ซึ่งน่าจะคุ้นตาเราไม่น้อย (ผมเองก็มียี่ห้อนี้ใช้อยู่อันหนึ่ง)
ปัจจุบัน เทคโนโลยีไฟฉายพัฒนาไปไกลแล้ว
อย่างหลอดไฟไฮเทคก็ใช้ไดโอดเปล่งแสง (Light-Emitting Diode) หรือ LED
แถมยังมีไฟฉายบางรุ่นที่ไม่ง้อแบตเตอรี่ แต่อาศัยตัวเก็บประจุทำเป็นแหล่งเก็บพลังงานแทน
และอย่าลืมว่า ถึงแม้หน้าที่หลักของไฟฉายคือ
ไว้ใช้ส่องสว่าง แต่หากถึงคราวคับขัน มันก็อาจกลายเป็นอาวุธป้องกันตัวขนาดเหมาะมือได้ด้วยเช่นกัน
(ถ้าจำเป็น)!
กรุงเทพธุรกิจ
; เสาร์สวัสดี
|