คนไทยเชื้อสายมลายู
เมื่อเอ่ยถึงชาติพันธุ์มลายู
คำนี้สามารถ สร้างความสั่นสะเทือนในความรู้สึกของคนผู้ปกครองสยามและประเทศไทยได้ตลอด
จากอดีตกว่า 200 ปี ที่รัฐอิสระปัตตานีดารุสสลามได้ถูกครอบครองแบบเบ็ดเสร็จจากสยามประเทศและได้มีการปรับเปลี่ยนระบบ
การปกครองปัตตานีเป็น 4 ระยะด้วยกัน ดังนี้
ระยะแรก สยามแต่งตั้งเจ้าเมืองปัตตานีปกครองปัตตานีเองโดยมีคนของสยามประเทศ
คอยกำกับอยู่แต่มีปัญหาความขัดแย้งจนถึงขั้น มีการแข็งข้อและเกิดสงครามขึ้นอีก
ในที่สุดสยามประเทศก็ได้ปราบปรามอย่างเด็ดขาด
ระยะที่สอง
สยามได้แต่งตั้งผู้ปกครองที่ เป็นชาวสยามโดยตรงและมีอำนาจเต็มในปัตตานี
ท่านแรกเป็นชาวจีนมีนามว่า นายขวัญซ้าย ได้พยายามเปลี่ยนวิถีชีวิตของชาวมลายูให้ใช้ชีวิตแบบชาวสยาม
และได้นำคนสยาม จากพัทลุงและสงขลาเข้าไปตั้งถิ่นฐานในปัตตานี เพื่อเป็นการถ่วงดุล
ซึ่งได้สร้างความขุ่นเคืองต่อ ชาวปัตตานีมาโดยตลอด
ระยะที่สาม
จากเหตุการณ์ดังกล่าวสยาม จึงได้แบ่งปัตตานีออกเป็น 7 หัวเมืองย่อย
เพื่อให้ง่ายต่อการควบคุม โดยปัตตานีได้ถูกแบ่งออก เป็น 7 หัวเมือง
และมีอิสระในการปกครองกันเอง ซึ่งทำให้ความสามัคคีและความสำคัญของ
ปัตตานีลดลงอย่างมาก
ระยะที่สี่
ในที่สุดรัฐบาลปัตตานีดารุสสลาม รัฐมลายูอิสลามที่เคยเป็นอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่และเกรียงไกรเป็นแหล่งอารยธรรมอิสลามที่เป็นที่รู้จักทั่วโลกก็ถึงเวลาล่มสลายหลังจากที่ได้ยืนยงอยู่คู่อุษาอาคเนย์มานานกว่า
600 ปี
และหลังจากที่ปัตตานีถูกเปลี่ยนสภาพมาเป็น
1 ใน 76 จังหวัดของสยามประเทศ ซึ่งต่อมาเปลี่ยนเป็นประเทศไทยแล้ว การปกครอง
แผ่นดินปัตตานีก็ไม่มีอะไรดีขึ้นบางครั้งบางช่วงกลับเลวร้ายลงด้วยซ้ำไป
ด้วยความที่ไม่เข้าใจซึ่งกันและกัน และความไม่พยายามที่จะเข้าใจกันระหว่างผู้ปกครองกับผู้ถูกปกครอง
โดยเฉพาะในยุคของผู้นำที่มีสโลแกนว่า เชื่อผู้นำชาติพ้นภัย กลับกลายเป็นยุคที่เลวร้ายและสร้างความขมขื่นให้พี่น้องมุสลิมมากที่สุดก็ว่าได้
จนถือเป็นบาดแผลที่ยากจะเยียวยาเมื่อเปรียบเทียบแล้วเลวร้ายกว่าในยุคปัจจุบันหลายเท่านัก
แต่ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับแผ่นดินปัตตานีความเป็นชาติพันธุ์ของคนปัตตานีก็ไม่สามารถที่จะเปลี่ยนเขาเหล่านั้นจากชาติพันธุ์
มลายูไปเป็นอื่นได้ เฉกเช่นเดียวกับคำประกาศ อย่างภาคภูมิใจของพี่น้องร่วมชาติไทยอีกกลุ่มหนึ่งที่เขาได้ประกาศว่า
เราคือคนไทยเชื้อสาย จีน การประกาศก้องดังกล่าวกลับได้รับการขานรับยกย่องว่าเป็นการแสดงถึงความซื่อสัตย์
ที่มีต่อบรรพบุรุษและพี่น้องชาวจีน เขาเหล่านั้น ได้ประกาศให้ทราบด้วยว่าพวกเขาเพิ่งอพยพเดินทางมาสู่ดินแดนนี้ไม่ถึง
100 ปี และที่ผ่านมาก็มีบางยุคบางช่วงที่ชาวจีนเหล่านี้ได้เคยร่วม
กันก่อกบฏกลางเมืองหลวงและมีการตั้งกลุ่มตั้ง แก๊งอิทธิพลจนทางราชการต้องปราบปรามจนมีการเสียชีวิตกันจำนวนมาก
เป็นที่รู้จักกันในนามว่า กบฏอั้งยี่ และยิ่งในยุคที่มีการปลุก ผีคอมมิวนิสต์ก็ปรากฏว่าพี่น้องชาวจีนบางส่วน
มีส่วนเกี่ยวข้องกับองค์กรลับใต้ดินต่อต้านรัฐบาล จนปัจจุบันปรากฏว่ากลุ่มชาวจีนที่เพิ่งอพยพเข้า
มาสู่ประเทศไทยไม่ถึง 3 ชั่วอายุคน กลับกลาย เป็นกลุ่มชนที่มีอิทธิพลและควบคุมเศรษฐกิจเกือบทั้งประเทศ
โดยมีคนไทยที่เป็นเจ้าของประเทศ เป็นเพียงลูกจ้างและผู้เช่าที่ดินทำกินไม่ต่างอะไรกับผู้อาศัย
ในขณะที่กลุ่มชนซึ่งบรรพบุรุษอยู่ในดินแดนแห่งนี้มาตั้งแต่ก่อนประวัติศาสตร์ร่วมเสียเลือดเสียเนื้อปกป้องแผ่นดิน
ไม่เคยแม้แต่คิดที่จะมีอำนาจทางการเมือง การทหาร หรือทางเศรษฐกิจ เพื่อการเป็นพลเมืองที่เหนือกว่าพี่น้องร่วมชาติ
เพียงแค่ความแตกต่างกันทางศาสนา กลับกลายเป็นว่าไม่สามารถที่จะประกาศชาติพันธุ์ของตนให้ได้รู้ว่าชาติ
พันธุ์ที่แท้จริงของตนคือ คนไทยเชื้อสายมลายู
ชาติพันธุ์มลายูคือกลุ่มคนที่อาศัยอยู่
ณ อุษาคเนย์ หรือหมู่เกาะเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และตอนใต้ของคาบสมุทรอินโดจีนตั้งแต่ก่อนประวัติศาสตร์ดินแดนแถบนี้เป็นดินแดนที่มีภูมิประเทศล้อมรอบไปด้วยทะเลและอุดมสมบูรณ์ไปด้วยทรัพยากร
จึงเป็นแหล่งที่มีผู้ คนกลุ่มต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นนักเดินเรือ หรือบรรดาพ่อค้าและนักแสวงโชคต่างๆ
ได้วนเวียน เข้ามาและมีการตั้งหลักแหล่งเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่พบย่อมยืนยัน
ได้ว่าดินแดนแห่งนี้เป็นเมืองเปิดและมีการติดต่อ กับโลกภายนอกไม่ว่าจะเป็น
ศรีลังกา, อินเดีย และประเทศในกลุ่มตะวันออกกลาง เปอร์เซีย และโดยเฉพาะดินแดนทางด้านเหนือซึ่งหมายถึงกลุ่มดินแดนทางภาคอีสานและภาคเหนือของไทยในปัจจุบัน
และจากหลักฐานที่พบอีกเช่นกันยังปรากฏอย่างชัดแจ้งว่าดินแดนแห่งนี้เคยรุ่งเรืองในด้านอารยธรรม
รวมทั้งความเชื่อ ของศาสนาดั้งเดิมคือศาสนาฮินดูซึ่งได้รับการเผยแพร่จากกลุ่มพ่อค้าชาวอินเดีย
จากนั้นหลังการปรินิพพานของพระพุทธเจ้าประมาณ
200-300 ปี ได้มีพระสงฆ์ 2 รูป คือ พระโสณะ กับพระอุตตระ ซึ่งได้รับมอบหมายจากพระเจ้า
อโศกมหาราช ให้มาเผยแพร่ศาสนาพุทธ ณ ดินแดนอุษาคเนย์ ซึ่งถือเป็นการเริ่มต้นประดิษฐานศาสนาพุทธเป็นครั้งแรก
ซึ่งมีการผสมผสานทั้งพุทธและฮินดูในชุมชนเดียวกันมาโดยตลอดกว่า 2,000
ปี กระทั่งประมาณคริสตศตวรรษที่ 7 ศาสนาอิสลามก็เริ่มถูกนำเข้ามาเผยแพร่โดยพ่อค้าชาวอาหรับ
แต่ก็ยังไม่ได้รับความนิยมมากนัก มีการนับถือกันเฉพาะในกลุ่มประชาชนตามชุมชนเล็กน้อย
กระทั่งเมื่อราวศตวรรษที่ 14 หรือในราวพ.ศ.2043 หรือราว 500 ปีที่ผ่านมานี้เอง
ซึ่งตรงกับสมัยกรุง สุโขทัย ศาสนาอิสลามก็ได้รับเป็นเสมือนศาสนาประจำดินแดนแห่งนี้
เนื่องจากเจ้าผู้ครองอาณาจักรได้เข้ารับนับถือทำให้พสกนิกรส่วนมากเข้ารับนับถือศาสนาอิสลามตามไปด้วย
จนในที่สุดดินแดนอุษาคเนย์แห่งนี้กลายเป็นดินแดนที่ประชาชนเกือบทั้งหมดเข้ารับนับถือศาสนาอิสลาม
หลังจากที่นับถือศาสนาฮินดูและพุทธมากว่าเกือบ 2 พันปี แต่ถึงแม้ว่าศาสนาอิสลาม
จะถูกเปลี่ยนเข้ามาอยู่ในความศรัทธาของประชากรส่วนใหญ่แล้วก็ตาม ขนบธรรมเนียม
วัฒนธรรม ประเพณี ที่เคยมีอยู่ดั้งเดิมก็ยังคงมีให้เห็นจนกระทั่งถึงปัจจุบัน
ถึงแม้ว่าจะมีนักวิชาการมุสลิมมากมาย พยายามที่จะปรับเปลี่ยนให้เป็นไปตามหลักการศาสนาอิสลามแต่ก็ยังไม่สามารถแก้ได้ทั้งหมด
จากการเปลี่ยนแปลงเรื่องการนับถือศาสนาตรงนี้เองที่ทำให้ความรู้สึกของชาวมลายูได้ถูกเปลี่ยนไปด้วย
ดังจะดูได้จากข้อเขียนของ ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ ได้กล่าวไว้น่าฟังว่า
เรื่องนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อน มากยากที่คนภายนอกจะเข้าใจ สำหรับชาวมาเลย์มุสลิมแล้วคำว่า
มลายู กับคำว่า มุสลิม นั้น มีความหมายเดียวกัน เช่นเดียวกับคำว่า
ไทย หรือ สยาม กับคำว่า พุทธ ก็มีความหมายเหมือนกัน ดังนั้นการที่จะถูกเรียกว่า
ไทยอิสลาม จึงเป็นคำที่ขัดแย้งกันอยู่ในตัว คือไม่สามารถที่จะเป็นได้ทั้งพุทธ
(ไทย) และมุสลิม (อิสลาม) ในขณะเดียวกันได้ แม้กระทั่งปัจจุบันนี้คำว่า
ไทยอิสลาม หรือ ไทยมุสลิม ก็ยังเป็นที่รังเกียจอยู่ทั่วไปในหมู่ชาวมาเลย์มุสลิมทางภาคใต้
แต่ที่แน่ๆ ไม่ว่ารัฐอิสลามในแหลมมลายูจะเกิดก่อนรัฐสุโขทัยหรือไม่
แต่คำว่า มลายู ซึ่งมีความหมายเดียวกับ มุสลิม ได้เกิดขึ้นก่อนมีคำว่า
ไทย จะมีความหมายเดียวกับ พุทธ เสียอีก เพราะเมื่ออิสลามได้หยั่งรากลงบนแหลมมลายู
กลุ่มคนที่รับนับถือส่วนมากจะจำกัดอยู่ในกลุ่มคนเชื้อสายมลายู
ในขณะที่ก่อนนั้นศาสนาฮินดูและพุทธมีผู้นับถือที่หลากหลายในชาติพันธุ์
ดังนั้นความแตกต่างระหว่างคนไทยซึ่งได้ก่อเกิดเป็นชาติรัฐทีหลังคือราว
400 กว่าปี กับมลายูจึงมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน แต่ความหมายเหล่านั้นมิได้ก่อตัวเป็นปัญหาแต่อย่างใด
เนื่อง จากผู้คนในยุคนั้นยอมรับและขึ้นต่อกษัตริย์ จุดใหญ่จึงอยู่ที่ความจงรักภักดีต่อกษัตริย์ไม่มีใครสามารถอ้างความเป็นอิสระในตัวเองได้
นอกจากกษัตริย์ เมื่อเป็นเช่นนั้นในด้านสังคมและการเมืองจึงยังไม่มีปัญหาใดๆ
ทั้งสิ้น กระทั่งการปรับเปลี่ยนระบบบริหารแผ่นดินสยามในช่วง 150 ปีที่ผ่านมา
ซึ่งเป็นยุคก่อตั้งรัฐประชาชาติสมัยใหม่ (modern nation state) ในยุคนี้ประชาชนของทั้งสองฝ่ายคือสยามกับปัตตานี
(มลายู) ถูกเข้ามามีบทบาทและส่วนเกี่ยวข้องมากขึ้น (ในอดีตจะเป็นเฉพาะในระดับ
เจ้าผู้ครองนครเท่านั้น) ซึ่งหลังจากที่มีการสร้าง ระบบลัทธิชาตินิยมขึ้นปัญหาก็ยิ่งมีมากขึ้นตาม
ไปด้วย
สยามธุรกิจ
กันยายน 2550
|