|
ประวัติศาสตร์เก็บตก ที่ อิหร่าน (เปอร์เซีย)
ย้อนรอยสายสัมพันธ์
จากยุคสุวรรณภูมิ ถึงปัจจุบัน
บนท้องถนนของเมืองกุม
เราจะเห็นกลุ่มก้อนสีดำเคลื่อนไหวไปมา ขณะที่สีสันอื่นๆ ดูจะเห็นได้ยากเต็มที
เพราะผู้หญิงเมืองนี้นิยมที่จะคลุมชาดอร์ (chador) สีดำมิดชิด แม้อากาศจะร้อนกว่าเตหะรานที่อยู่ห่างราว
๑๔๐ กิโลเมตร และผู้ชายส่วนใหญ่ก็จะสวมเสื้อคลุมสีดำหรือไม่ก็สีน้ำตาล
พร้อมผ้าโพกศีรษะที่บ่งบอกความเป็นผู้รู้ด้านศาสนา
เพราะเมืองนี้ได้ชื่อว่าเป็น
Holy Land หรือเมืองศักดิ์สิทธิ์ด้านศาสนา เนื่องจากท่านหญิงมะซูมะฮ์ซึ่งเป็นน้องสาวของอิหม่ามริฎอ-อิหม่ามท่านที่
๘ ของชาวมุสลิมนิกายชีอะห์ ได้มาเสียชีวิต ณ เมืองนี้ จึงทำให้เมืองดังกล่าวกลายเป็นที่อ้างอิงทางประวัติศาสตร์ศาสนา
และยังเป็นศูนย์กลาง ทางการศึกษาด้านศาสนาและวัฒนธรรมอิสลาม ด้วยเป็นแหล่งรวมของสำนักและสถาบันการเรียนรู้ในสาขาศาสนวิทยาโดยตรงของนักเรียนทางศาสนา
ผู้รู้ทางศาสนา และการจัดพิมพ์ตำราทางด้านวรรณกรรมอิสลามออกเผยแพร่ไปยังประเทศต่างๆ
จนบางครั้งถึงกับเปรียบเปรยเมืองกุมว่า "เป็นวาติกันของโลกอิสลาม"
เลยทีเดียว
แต่นั่นก็หาใช่ประเด็นสำคัญที่เรามุ่งมั่นเดินทางมา
หากเมืองแห่งนี้จะมิใช่จุดเริ่มต้นของแขกมะหง่น๑ สองคนพี่น้อง ที่เดินทางเข้าไปตั้งห้างค้าขายในกรุงศรีอยุธยาเมื่อ
๔๐๐ ปีก่อน และหนึ่งในจำนวนนั้นได้กลายเป็นต้นตระกูลของขุนนางไทยที่มีบทบาทสำคัญยิ่งในประวัติศาสตร์ของประเทศสยาม
สายสัมพันธ์อันยาวไกล
อิหร่านหรือเปอร์เซียในอดีต
ไม่ได้เพิ่งมีความสัมพันธ์กับไทยเมื่อ ๔๐๐ ปีก่อนเท่านั้น หากแต่ก่อนหน้ามิได้มีหลักฐานเอกสารอันบ่งชี้ชัดเจน
เพียงแต่พบร่องรอยที่บอกถึงการเข้ามาของพ่อค้าชาวเปอร์เซียและอาหรับในดินแดนสยามตั้งแต่ก่อนประวัติศาสตร์แล้ว
ดังปรากฏโบราณวัตถุจำนวนมากอย่างเหรียญกษาปณ์ ดวงตรา ลูกปัด ข้าวของเครื่องใช้
และประติมากรรม ตามแหล่งโบราณคดีต่างๆ ทั้งนี้เนื่องจากชาวเปอร์เซียและอาหรับรุ่งเรืองในวิทยาการการเดินเรือมาแต่โบราณกาล
จึงเป็นชนชาติแรกๆ ที่เดินทางมาค้าขายในดินแดนแถบอุษาคเนย์
นอกจากนี้ในด้านภาษายังพบคำว่า
"ปสาน" ในศิลาจารึกสมัยสุโขทัยหลักที่ ๑ ซึ่งนักวิชาการให้ความเห็นว่ามาจากคำว่า
"บอซัร" หรือบาซาร์ ที่แปลว่าตลาดห้องแถว ตลาดขายของแห้ง
ในภาษาเปอร์เซียนั่นเอง
ความสัมพันธ์ที่สืบเนื่องยาวไกลเช่นนี้
ย่อมต้องส่งอิทธิพลทางวัฒนธรรมระหว่างกัน โดยเฉพาะอิหร่านหรือเปอร์เซียเป็นชาติที่รุ่งเรืองทางอารยธรรมมาแต่โบราณกาล
เมื่อทำการค้าติดต่อกับชาติอื่นๆ จึงนำวัฒนธรรม และวิทยาการที่ก้าวหน้าต่างๆ
เข้าไปเผยแพร่
สำหรับในประเทศไทย
อิทธิพลทางวัฒนธรรมของอิหร่านเข้ามามีบทบาทอย่างมากในสมัยอยุธยา โดยเฉพาะยุคสมเด็จพระเจ้าปราสาททองและสมเด็จพระนารายณ์มหาราช
ที่ชาวเปอร์เซีได้ดำรงตำแหน่งขุนนางมีอิทธิพลสูงในราชสำนัก ส่งผลให้ประชาคมชาวเปอร์เซียในกรุงศรีอยุธยาขยายตัวอย่างรวดเร็วและเข้มแข็ง
ถึงกับได้เข้ามามีบทบาทต่อการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในราชสำนักอยุธยาบางยุคสมัย
เช่น
กรณีการขึ้นครองราชย์ของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช
ซึ่งในหนังสือสำเภากษัตริย์สุลัยมาน ที่อิบนิ มุฮัมหมัด อิบรอฮิม อาลักษณ์ของคณะราชทูตเปอร์เซีย
ผู้เดินทางมายังราชสำนักสยามในสมัยสมเด็จพระนารายณ์ฯ ได้เขียนถึงเหตุการณ์ดังกล่าวว่า
"...ในขณะนั้นชาวอิหร่านที่มีตำแหน่งหน้าที่สำคัญ
ได้ใช้ศาสนาเป็นข้ออ้างให้เข้าไปในพระราชวังได้อย่างปลอดภัย จากนั้นพวกเขาก็กระจายกันเข้าไปยึดปืนและปืนใหญ่ของกษัตริย์
เมื่อเจ้าชาย (สมเด็จพระนารายณ์ฯ) ทรงประสานกับพวกอิหร่านที่อยู่ภายในได้แล้ว
พระองค์ทรงร้องขึ้นว่า "โอ้ท่านอาลี" แล้วก็ทรงบุกเข้าไปจนถึงพระตำหนักของกษัตริย์"
กุม-จุดแรกของการตามรอย
จากจดหมายเหตุประถมวงศกุลบุนนาค
ที่เรียบเรียงโดยพระยาวรเทพ (เถื่อน) ซึ่งอ้างว่าได้เรียบเรียงขึ้นมาจากจดหมายเหตุของพระยาจุฬาราชมนตรีคนสุดท้ายของกรุงศรีอยุธยา
คือพระยาจุฬาราชมนตรี (เชน) ในสมัยรัชกาลที่ ๕ เจ้าพระยาทิพากรวงศ์
(ขำ) และเจ้าพระยาภาณุวงศ์มหาโกษาธิบดี (ท้วม) ได้เรียบเรียงขยายความต่อมาอีก
ซึ่งถือเป็นหลักฐานเอกสารเก่าสุดที่กล่าวถึงการเข้ามาของแขกชาติมะหง่นสองพี่น้อง
คือเฉกอะหมัดและมุฮัมหมัดสะอิด ว่า "...เป็นชาวเมืองกุนีในแผ่นดินอาหรับ"
ความข้อนี้ได้กลายเป็นที่ถกเถียงกันว่า เมืองกุนีอยู่ที่ใด และสองพี่น้องนี้เป็นชาวอาหรับหรือไร
ซึ่งข้อสงสัยหลังได้ข้อยุติว่าท่านทั้งสองมิได้เป็นชาติอาหรับ
หากแต่เป็นชาวเปอร์เซีย เนื่องด้วยขนบประเพณีและวัฒนธรรมที่เผยแพร่ในราชสำนักอยุธยานั้น
ล้วนแสดงออกถึงความเป็นเปอร์เซียอย่างเด่นชัด ไม่ว่าจะเป็นภาษา การแต่งกาย
และจารีตประเพณีในศาสนาที่ลูกหลานของชนเหล่านั้นยังคงนับถือสืบต่อมาถึงปัจจุบัน
คืออิสลามนิกายชีอะห์ อิษนาอะชารี๒ อันเป็นศาสนาประจำชาติอิหร่านในสมัยราชวงศ์ซาฟาวิด
(Safavid) ที่อยู่ร่วมสมัยกับเฉกอะหมัด ส่วนเมืองกุนีนั้นกลับไม่ปรากฏพบในประเทศอิหร่านปัจจุบัน
จึงมีผู้ตั้งข้อสังเกตว่าเมืองนี้อาจถูกเปลี่ยนชื่อไปเป็นอื่นแล้ว
กระทั่งเมื่อคุณสิริ
ตั้งตรงจิตร เขียนเอกสารเรื่องเจ้าพระยาบวรราชนายก (เฉกอะหมัด) ปฐมจุฬาราชมนตรี
ชีวประวัติและการค้นหลุมฝังศพ ที่ระลึกในการชุมนุมพี่น้องวงศ์เฉกอะหมัด
เมื่อวันเสาร์ที่ ๑๔ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๒๐ ระบุว่า
"มีชาวอิหร่านชื่อ
"เฉกอะหมัด" บางแห่งเขียน "เชคอะหมัด" หรือ "ชัยคอะหมัด"
เกิด พ.ศ. ๒๐๘๖ (ค.ศ. ๑๕๔๓ : ฮ.ศ. ๙๖๓) ณ ตำบลปาอีเนะชาฮาร เมืองกุม
เดินทางเข้ามายังกรุงศรีอยุธยา..." นับแต่นั้นเอกสารสมัยหลังต่างก็ยึดถือเอา
"กุม" เป็นเมืองที่เฉกอะหมัดเดินทางมา
เมืองกุมตั้งอยู่บนที่ราบต่ำทางตอนเหนือของเตหะรานในจังหวัดกุม
ที่ได้รับการยกฐานะขึ้นเป็นแคว้นหลังจากการปฏิวัติอิสลามในยุคอิหม่ามโคมัยนีนี้เอง
ตลอดระยะการเดินทางสู่เมืองกุมจะผ่านภูมิประเทศที่แห้งแล้งอันปกคลุมไปด้วยกองเกลือและยิปซัม
รวมทั้งหินละลายจากภูเขาไฟ และเมื่อใกล้เข้าเมืองจะผ่านทะเลเกลือ (Salt
Lake) ที่เป็นทะเลสาบน้ำเค็มจัด เห็นขาวโพลนไปทั่วทั้งทะเลสาบ ซึ่งอาจเป็นเหตุให้น้ำประปาในเมืองกุมเป็นน้ำกร่อย
น้ำจืดที่ใช้บริโภคจึงมีราคาสูง เพราะต้องนำเข้าน้ำขวดมาจากเมืองอื่น
จุดหมายแรกของการตามรอยก็คือ
ห้องสมุดอยาตุลเลาะห์ อัล อุซมา มาราชี นาจาฟี (The Public Library
of Ayatallah Al-Uzma Marashi Najafi) ที่เป็นต้นเรื่องว่าท่านเฉกอะหมัดเป็นชาวเมืองกุม
เนื่องจากเมื่อราวปี พ.ศ. ๒๕๒๐ ได้มีคณะคนไทยที่นำโดยนาวาเอกสุพาสนา
สุวกูล ร.น. พร้อมคุณพิมล ช่วงรัศมี อิหม่ามมัสยิดผดุงธรรม ได้ไปประกอบพิธีฮัจญ์
และขากลับแวะไปยังเมืองกุม เพื่อเยี่ยมเยือนนักเรียนไทยที่ศึกษาอยู่
ณ ที่นั้น คณะดังกล่าวได้ไปยังห้องสมุดแห่งนี้ และได้มีโอกาสพบกับอยาตุลเลาะห์
ซัยยิด อัล อุซมา มาราชี นาจาฟี ผู้ก่อตั้ง และเป็นนักประวัติศาสตร์ที่เชี่ยวชาญด้านการค้นคว้าประวัติบุคคล
ซึ่งได้รับการยอมรับอย่างมากคนหนึ่งของประเทศอิหร่าน
ในครั้งนั้นเองที่ท่านอยาตุลเลาะห์
นาจาฟี ชี้ชัดว่า เฉกอะหมัดอยู่ที่เมืองกุมด้านปาอีเนะชาฮาร คือตอนใต้ของเมืองตรงบริเวณที่เคยเป็นย่านเมืองเก่า
ซึ่งวันนี้อยู่บริเวณถนนออซาร์ด โดยท่านมีเอกสารการค้นคว้าเรื่องนี้ที่
บันทึกด้วยลายมือเขียนของท่านเองเก็บไว้ในห้องสมุดนี้ และท่านยินดีให้ชม
แต่เนื่องจากคณะคนไทยกลุ่มนี้ไม่มีเวลามากนักในการเยี่ยมเยียน จึงไม่มีโอกาสได้เห็น
นี่จึงเป็นเป้าหมายสำคัญที่จะมาขอชมหลักฐานเอกสารเพื่อยืนยันถึงข้อถกเถียงต่างๆ
แต่เนื่องจากตัวท่านอยาตุลเลาะห์ นาจาฟี ได้เสียชีวิตไปแล้ว ทั้งการติดต่อเพื่อขอดูเอกสารดังกล่าวและการขอเข้าพบ
ดร.ซัยยิด มหะมุด มาราชี บุตรชายของท่านนาจาฟี ที่ดำรงตำแหน่งเป็นประธานห้องสมุดแทน
ไม่อาจทำได้โดยง่าย เนื่องจากความไม่รู้ในธรรมเนียมของคนอิหร่านที่ต้องอาศัยการติดต่ออย่างเป็นทางการ
มีหน่วยงานหรือผู้รับรองชัดเจน และใช้เวลาในการพิจารณาอนุมัติ จึงทำให้เราพลาดโอกาสศึกษาและเมื่อหวนกลับมาหลังจากดำเนินเรื่องติดต่อขอเข้าพบอีกครั้ง
เราก็ยังไม่ประสบผลสำเร็จ มีโอกาสเพียงได้เข้าชมและเรียนรู้ระบบการทำงานของห้องสมุด
ทั้งได้พบ ดร.ซัยยิด มหะมุด มาราชี เพียงชั่วเวลาสั้นๆ พร้อมกับคำยืนยันว่าเอกสารการค้นคว้าเรื่องดังกล่าวของอยาตุลเลาะห์
นาจาฟี มีอยู่จริง รวมถึงเอกสารที่เกี่ยวข้องกับเมืองไทย ซึ่งท่านยินดีให้คนไทยได้มาศึกษาเอกสารเหล่านี้ในโอกาสต่อไป
คณะของเราจึงเบนเข็มไปพบเชค
ญะอฟัรร์ อัล ฮาดีย์ ผู้เป็นนักการศาสนา นักเขียน และอาจารย์ด้าน ประวัติศาสตร์อิสลามศึกษา
ที่สอนศาสนาเปรียบเทียบในสถาบันสอนศาสนาแห่งหนึ่งใน "กุม"
ท่านสนใจศึกษาเกี่ยวกับเฉกอะหมัดและเคยเดินทางมาเมืองไทย ตลอดจนเมืองอื่นๆ
ในภูมิภาคนี้
เชค
ญะอฟัรร์ กล่าวถึงการศึกษาค้นคว้าของท่านว่า ท่านเชื่อว่าเฉกอะหมัดมิใช่พ่อค้า
หากเป็นผู้รู้ทางด้านศาสนาที่เดินทางไปเพื่อเป้าหมายการเผยแผ่ศาสนาอิสลามมากกว่า
โดยมีข้อสนับสนุนจากที่เรียกท่านว่า "เฉก" ซึ่งในภาษาอาหรับ
หมายถึงหัวหน้าเผ่า แต่ภาษาเปอร์เซียหมายถึงผู้มีความรู้แตกฉานในด้านศาสนา
คนที่เป็น "เฉก" หรือ "เชค" นี้ จะโพกผ้าสะระบั่นสีขาวบอกสถานะ
ซึ่งปัจจุบันในอิหร่านก็ยังคงยึดถือปฏิบัติอยู่ อีกทั้งเมืองกุมในเวลานั้นเป็นเมืองศาสนาอยู่แล้ว
มีนักปราชญ์ ผู้รู้คงแก่เรียนในวิชาศาสนามารวมกันอยู่มากมาย อาจถือเป็นศูนย์กลางของชีอะห์ก่อนที่ราชวงศ์ซาฟาวิดจะประกาศเป็นศาสนาประจำชาติก็ว่าได้
และเมื่อศาสนาอิสลามนิกายชีอะห์ได้กลายเป็นศาสนาประจำชาติแล้ว
ในช่วงระยะเวลาคริสต์ศตวรรษที่
๑๗ ถือเป็นยุคทองของการเคลื่อนไหวเผยแผ่ศาสนาอิสลามแนวทางดังกล่าว
นักปราชญ์ชาวอิหร่านจึงมุ่งเดินทางออกไปทั่วทุกมุมโลก เพราะราชวงศ์ซาฟาวิดได้ให้การสนับสนุนและเป็นราชวงศ์ที่ทำสัมพันธไมตรีกับนานาประเทศมากที่สุด
ตัวท่านเองนั้นได้พบร่องรอยของการเผยแผ่ศาสนาโดยนักปราชญ์ ชาวอิหร่านที่เดินทางไปในสถานะพ่อค้าตามประเทศต่างๆ
ไม่ว่าจะเป็นในจีน อินเดีย ปากีสถาน อินโดนีเซีย ศรีลังกา สิงคโปร์
หรือแม้แต่ในประเทศแถบแอฟริกา
สอดคล้องกับการศึกษาของ
ดร.จุฬิศพงศ์ จุฬารัตน์ ที่กล่าวว่า เฉกอะหมัดเป็นหัวหน้าของพวกพ่อค้า
ซึ่งในภาษาอิหร่านเรียกว่า "ซูดาการ์ราชา" ซึ่งมีลักษณะพ่อค้ากึ่งทหาร
คนกลุ่มนี้ได้รับการสนับสนุนจากชาห์แห่งราชวงศ์ซาฟาวิด ให้เดินทางออกไปตั้งถิ่นฐานตามภูมิภาคต่างๆ
เพื่อขยายอิทธิพลของอิหร่านทางด้านศาสนาและการค้า คนกลุ่มนี้เข้าไปรับราชการในราชสำนักของรัฐต่างๆ
ในอินเดียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเข้าไปเกี่ยวข้องกับกิจการด้านการค้า
การปกครอง การทหาร และกิจการภายในราชสำนัก
ในประเทศไทย
จากบันทึกของชาวต่างชาติระบุว่าในคริสต์ศตวรรษที่ ๑๖ มีชาวเปอร์เซียที่เดินทางเข้ามาติดต่อค้าขายกับอยุธยามีไม่มากนัก
แต่พอถึงคริสต์ศตวรรษที่ ๑๗ จำนวนประชากรแขกมัวร์๓ ที่อยุธยาก็เพิ่มขึ้นเท่ากับพ่อค้าจีน
เช่นเดียวกับบันทึกของบาทหลวงตาชาร์ดเกี่ยวกับงานตามไฟของพวกแขกมัวร์ว่า
"...ขบวนแห่มีผู้คนเข้าร่วมขบวนกว่าสองพันคน...มีคนสยามเป็นอันมากทั้งชายหญิงทุกวัยที่นับถือศาสนาพระมะหะหมัด
ด้วยว่านับตั้งแต่มีพวกแขกมัวร์เข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรแล้ว ก็ดึงคนพื้นเมืองไปเข้าศาสนาตนได้มิใช่น้อย"
จากนั้นคณะของเราได้ไปยังเขตเมืองเก่าบนถนนออซาร์ด
ในบริเวณดังกล่าวยังคงมีสภาพบ้านเรือนเก่าที่ทำด้วยดินคละไปกับบ้านเรือนแบบใหม่
ปากทางเข้าย่านมีอาคารโรงเรียนสอนศาสนาในลักษณะที่เรียกว่าฮาวเซะฮ์
(Howzeh) ซึ่งมีอายุราว ๘๐๐ ปี ปิดตายอยู่ ชื่อ Qeyaseyeh ชาวบ้านแถวนั้นบอกเล่าว่าทางการกำลังมีโครงการจะบูรณะโบราณสถานดังกล่าว
ย่านนี้ในช่วงสงครามกับอิรักโดนระเบิดถล่มไปไม่น้อย
กำแพงเมืองเก่าและบ้านเก่าหลายหลังพินาศไปในช่วงเวลานั้น จึงมีบ้านตึกแบบใหม่แทรกอยู่ทั่วไป
เมื่อเดินลึกเข้าไปจะเห็นหอมินาเรต๔ เก่าอยู่ใกล้วงเวียน ที่ทำเป็นหลังคาโดมคลุม
ด้านหนึ่งสามารถแยกเข้าสู่บาซาร์หรือย่านตลาดเก่าแก่ของ "กุม"
ที่วันนี้เป็นตลาดสดขายผัก ผลไม้ เนื้อสัตว์ ส่วนทางแยกอีกทางจะไปสู่มัสยิดญอเมะ
ซึ่งกล่าวว่าเป็นมัสยิดที่เก่าแก่ที่สุดในเมืองกุม และปัจจุบันก็เป็นมัสยิดกลางที่ชาวเมืองกุมจะมาละหมาดร่วมกันในวันศุกร์
ตรงข้ามมัสยิดเป็นโรงเรียนสอนศาสนาแบบดั้งเดิม Naseriyeh มีอายุราว
๑๔๐ ปี และยังเปิดทำการเรียนการสอนอยู่ บริเวณย่านเก่าแห่งนี้มีอาณาบริเวณไม่กว้างขวางนัก
ดูสงบเงียบ และเต็มไปด้วยซอยเล็กซอยน้อยที่ตัดแยกเข้าสู่บ้านเรือน
อันเป็นลักษณะเดียวกับที่พบในย่านชุมชนเก่าแก่ของกรุงเทพฯ เช่นกัน
หอมกลิ่นกุหลาบที่กัมซาร์
"ของที่จะฝากมาให้คอนสตันติน
ฟอลคอนนั้น จะเป็นสุราเมืองเปอร์เซีย ๒-๓ หีบ น้ำดอกไม้เทศ ผลไม้เมืองเปอร์เซีย"
ข้างต้นเป็นข้อความในจดหมายเหตุพ่อค้าฝรั่งเศสที่ระบุถึงของฝากให้เจ้าพระยาวิชาเยนทร์
(ฟอลคอน) อัครมหาเสนาบดีขณะนั้น แน่นอนว่าของฝากเหล่านี้ต้องเป็นของเลิศหรูที่ควรค่าแก่การนำฝากคนระดับเสนาบดีทีเดียว
และสิ่งของดังกล่าวล้วนเป็นสินค้าที่ขึ้นชื่อของชาวเปอร์เซีย ซึ่งส่งเข้ามาจำหน่ายยังกรุงศรีอยุธยา
นอกเหนือไปจากผ้าเยียรบับ ผ้าอัตลัด ผ้าย่ำมะหวาด ผ้าปัศตู ผ้าตาดทอง
พรม อัญมณี และม้าเปอร์เซีย (ม้าเทศ)
ในบรรดาข้าวของนำเข้าข้างต้น
คณะของเรามีโอกาสได้ไปยังเมืองอันเป็นแหล่งผลิตสินค้าที่ราชสำนักอยุธยานำเข้าเพียงสองสิ่งเท่านั้น
คือ พรม กับน้ำดอกไม้เทศ หรือที่ชาวสยามมักเรียกอีกอย่างว่าน้ำกุหลาบ
ดังปรากฏกล่าวถึงในวรรณคดีหลายต่อหลายเรื่อง อาทิ อิเหนา
"ไขสุหร่ายหยดย้อยเป็นฝอยฟอง
อาบละอองต้องพระองค์ดั่งสายฝน
น้ำกุหลาบหอมฟุ้งจรุงปน
ทรงสุคนธาประทิ่นกลิ่นโอฬาร"
คำว่า
"กุหลาบ" นั้น เป็นคำที่มาจากภาษาเปอร์เซีย แต่มิได้หมายความถึงดอกกุหลาบอย่างที่เราเรียกขาน
หากหมายถึงน้ำดอกไม้ เพราะดอกไม้ในภาษาเปอร์เซียเรียกกุ้ล ( ) ส่วนคำว่าน้ำคือออบ
( ) เมื่อเรียกน้ำดอกไม้ ก็คือกุล้อบ ( ) ซึ่งคนไทยออกเสียงเพี้ยนเป็นกุหลาบ
และเนื่องจากน้ำดอกไม้ที่ส่งเข้ามาขายติดฉลากเป็นภาพวาดดอกกุหลาบ คนไทยจึงอาจเข้าใจว่าดอกไม้ชนิดนี้เรียกขานเช่นนั้น
และโดยแท้จริงแล้วน้ำนั้นก็เป็นน้ำที่กลั่นจากดอกกุหลาบจริงๆ
แหล่งผลิตน้ำดอกไม้ที่คณะของเราไปเยี่ยมชมอยู่ไม่ไกลจากเมืองกุมมากนัก
ชื่อเมืองกัมซาร์ ในแคว้นอิสฟาฮาน เมืองนี้ผลิตน้ำกุหลาบมากว่า ๗๕๐
ปี และยังคงผลิตเป็นสินค้าส่งออกสำคัญในปัจจุบัน จนกล่าวได้ว่าในทุก
๑๐ หลังคาเรือนจะมีหนึ่งบ้านที่ผลิตน้ำกุหลาบ
ปัจจุบันชาวเมืองกัมซาร์ราวร้อยละ
๔๐ ผลิตน้ำกุหลาบเป็นอาชีพ และมีแนวโน้มว่าจะเพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ
เนื่องจากกำลังได้รับการส่งเสริมจากรัฐ
และในเดือนพฤษภาคม
ปี ค.ศ. ๒๐๐๑ ก็ได้มีการจัดเทศกาลน้ำกุหลาบขึ้นเป็นครั้งแรก เพื่อเป็นการดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาชมดอกกุหลาบที่กำลังผลิบานและกระบวนการผลิตน้ำกุหลาบ
ซึ่งน่าเสียดายที่เราเดินทางไปหลังจากเทศกาลดังกล่าวผ่านไปแล้ว และเป็นเวลาเดียวกับที่สิ้นสุดฤดูกาลผลิตน้ำกุหลาบอีกด้วย
เราจึงได้แต่พูดคุยถึงขั้นตอนการผลิตและชมการผลิตน้ำดอกไม้ชนิดอื่นที่มีกระบวนการผลิตไม่แตกต่างกัน
ซึ่งชาวกัมซาร์ทำเพื่อเสริมรายได้ เพราะการผลิตน้ำกุหลาบเพียงอย่างเดียวในช่วงระยะเวลาแค่
๒-๓ เดือน ไม่สามารถทำให้ครองชีพอยู่ได้ จึงต้องทำงานอื่นๆ เสริม ไม่ว่าจะผลิตน้ำสมุนไพร
ทอพรม หรือเลี้ยงผึ้งเพื่อเก็บน้ำผึ้งขาย
กัมซาร์เป็นเมืองเล็กๆ
ที่ตั้งอยู่ในหุบเขาอันแวดล้อมไปด้วยต้นไม้ใหญ่น้อยเขียวขจี จึงมีอากาศเย็นสบาย
ชาวบ้านที่นี่ส่วนใหญ่ทำสวน ไม่เป็นสวนผลไม้ก็เป็นสวนดอกไม้ โดยเฉพาะสวนกุหลาบพันธุ์โมฮัมมาดี
ซึ่งเป็นพันธุ์เดียวเท่านั้นที่ใช้ในกระบวนการผลิตน้ำกุหลาบ สิ่งแรกที่ผู้มาเยือนเมืองนี้จะประทับใจแต่เริ่มเดินทางเข้าสู่เมืองก็คือ
กลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกไม้อันเกิดจากกระบวนการผลิตน้ำดอกไม้ที่ขจรขจายไปทั่วทุกมุมเมือง
อกามุสตาฟา
เจ้าของบ้านที่ผลิตน้ำดอกไม้เทศนำเราเข้าไปยังห้องกลั่นที่มีหม้อทองแดงขนาดใหญ่ตั้งเรียงกันอยู่สามใบ
ซึ่งกำลังต้มกลั่นดอกไม้ที่เป็นสมุนไพรชนิดหนึ่ง เพื่อนำไปเป็นกระสายยา
เพราะหมดฤดูเก็บดอกกุหลาบที่จะเก็บมาผลิตน้ำกุหลาบแล้ว ดอกกุหลาบพันธุ์โมฮัมมาดีเป็นกุหลาบพันธุ์พื้นเมืองของกัมซาร์โดยเฉพาะ
ลำต้นใหญ่และมีฤดูกาลออกดอกเพียงชั่วระยะเวลาสั้นๆ คือระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงมิถุนายน
ดังนั้นการผลิตน้ำกุหลาบจึงมีกระบวนการผลิตที่ต้องทำแข่งกับเวลาเสมอ
เพื่อไม่ให้ดอกกุหลาบต้องแห้งเสียหายไปก่อน
กระบวนการผลิตจะใช้ดอกกุหลาบทั้งดอก
ไม่ต้องแกะกลีบ บรรจุลงในหม้อทองแดงซึ่งตั้งอยู่บนเตาไฟ โดยใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิง
หรือไม่อาจเป็นน้ำมันเบนซินหรือฟืนอย่างในอดีต ใบหนึ่งๆ จะใช้ดอกกุหลาบประมาณ
๓๐ กิโลกรัมต่อน้ำ ๖๐ ลิตร แล้วต้มจนเดือดเกิดเป็นไอน้ำไหลขึ้นไปตามท่อโลหะที่ต่อเชื่อมกับส่วนฝา
ไอน้ำเมื่อไหลมาตามท่อถึงช่วงที่ท่อหักศอก แรงดันไอน้ำจะลดลง และเมื่อไอน้ำไหลลงมายังถังที่ตั้งอยู่ในน้ำเย็น
ซึ่งมีการไหลเวียนของน้ำโดยตลอด ไอน้ำก็จะกลั่นเป็นหยดน้ำตกลงในถังดังกล่าว
ซึ่งต้องใช้เวลาต้มต่อหม้อประมาณห้าชั่วโมง แล้วจึงนำหม้อลงจากเตาเพื่อเทดอกกุหลาบที่ต้มแล้วทิ้ง
ล้างหม้อให้สะอาดเพื่อบรรจุดอกกุหลาบและน้ำสำหรับต้มครั้งใหม่
น้ำประมาณ
๖๐ ลิตรต่อหม้อ จะได้น้ำกุหลาบราว ๔๐ ลิตร ส่วนอีก ๒๐ ลิตรจะทิ้งเหลือไว้ในหม้อ
กันไม่ให้หม้อแห้งไหม้ ถังน้ำกุหลาบที่ได้จะถูกนำออกมาวางทิ้งไว้ให้เย็นราวสองชั่วโมง
น้ำกุหลาบที่เย็นแล้วจะแยกน้ำมันลอยขึ้นมาจับข้างบน จากนั้นก็จะใช้เครื่องมือดูดเอาน้ำกุหลาบด้านล่างใส่ลงในแกลลอน
เปลี่ยนถ่ายจนน้ำเหลืออยู่ราว ๑ ลิตร แล้วนำไปเทผ่านผ้ากรองทีละนิดจนหมดก็จะได้น้ำมันกุหลาบ
ซึ่งแต่ละหม้อจะได้ปริมาณเพียงเล็กน้อย หัวน้ำมันดังกล่าวนำไปผสมทำน้ำหอม
เครื่องสำอาง ซึ่งจะขายได้ราคาสูงกว่าน้ำกุหลาบที่เอาไปทำน้ำหวานใส่ขนม
ไอศกรีม แทรกเป็นกระสายยา หรือนำไปใช้ในพิธีกรรมทางศาสนา เช่น นำไปพรมลงบนหินกาบาฮ์เมื่อไปทำฮัจญ์
ใช้ในพิธีมุฮัรรอม๕ หรือนำไปพรมบนหลุมฝังศพของผู้ล่วงลับในสุสาน
ตามบ้านต่างๆ
ที่ผลิตน้ำกุหลาบจะมีสวนกุหลาบของตนเอง อย่างบ้านอกามุสตาฟามีพื้นที่ปลูก
๖,๐๐๐ ตารางเมตร ซึ่งทุก ๑,๐๐๐ ตารางเมตรเขาจะได้ผลผลิตกุหลาบ ๕๐๐
กิโลกรัมในสองเดือน และเขาจะซื้อกุหลาบเพิ่มเติมจากเพื่อนบ้านที่ปลูกมากหรือไม่สามารถผลิตได้ทัน
เพราะแต่ละบ้านจะมีหม้อกลั่นมากน้อยขึ้นอยู่กับฐานะ บางบ้านอาจมีมากถึง
๒๐ หม้อกลั่น ซึ่งก็ต้องมีคนควบคุมการผลิตมากขึ้นด้วย เพราะการผลิตน้ำกุหลาบเป็นงานที่อกามุสตาฟายืนยันว่า
"หนัก" เพราะต้องอดหลับอดนอน ดูแลเชื้อเพลิงไม่ให้มอด เปลี่ยนถ่ายน้ำและคอยต้มใหม่ตลอดสองเดือนของฤดูการผลิตทั้งกลางวันกลางคืน
เพื่อแข่งกับเวลาที่ดอกกุหลาบจะโรยลง ดังนั้นผู้ควบคุมการผลิตจึงมักเป็นผู้ชาย
เพราะต้องอาศัยกำลังและความอดทนสูง
น้ำกุหลาบของแต่ละบ้านนั้นไม่แตกต่างกัน
แต่จะมีคุณภาพดีหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับการควบคุมการผลิต ดังนั้นฉลากที่ติดบนขวดน้ำกุหลาบของแต่ละยี่ห้อ
จะมีชื่อตระกูลผู้ผลิตเป็นเครื่องหมายประกันคุณภาพ ปัจจุบันนอกจากเมืองกัมซาร์ที่ผลิตน้ำกุหลาบแล้ว
ช่วงสี่ปีที่ผ่านมาการผลิตก็เริ่มขยายตัวไปยังเมืองรอบข้างด้วย
อิสฟาฮานกับราชทูตสยาม
"อิสฟาฮาน
นิสฟิญาฮาน" (Esfahan nesf-e jahan) อิสฟาฮานประดุจครึ่งหนึ่งของโลก
ถ้อยคำกล่าวเปรียบเปรยของชาวต่างชาติที่ได้มาเยือนเมืองนี้เมื่อศตวรรษที่
๑๖ หาได้เกินจริงไม่ เพราะเมืองหลวงสมัยราชวงศ์ซาฟาวิด (ค.ศ. ๑๕๐๒-๑๗๒๒)
แห่งนี้ยิ่งใหญ่และสวยงาม ทั้งยังเป็นศูนย์กลางของการค้าขาย อุตสาหกรรม
หัตถกรรม และศูนย์กลางทางวัฒนธรรมของอิหร่าน โดยเฉพาะงานด้านศิลปกรรมนั้นได้รับการยกย่องว่าเจริญสูงสุดเกือบทุกด้านในยุคซาฟาวิด
เฉพาะอย่างยิ่งงานสถาปัตยกรรม ที่ยังคงปรากฏให้เห็นถึงความมหัศจรรย์ของวิทยาการชั้นสูงในงานสถาปัตยกรรมในอดีต
เป็นที่ทราบดีว่าในสมัยสมเด็จพระนารายณ์ฯ
ได้มีการส่งคณะราชทูตสยามไปยังราชสำนักเปอร์เซีย ซึ่งก็คือราชสำนักของชาห์สุลัยมาน
กษัตริย์องค์ที่ ๕ แห่งราชวงศ์ซาฟาวิด แห่งเมืองอิสฟาฮานนี้เอง วัฒนธรรมของเปอร์เซียที่รุ่งเรืองในราชสำนักอยุธยาก็อยู่ในยุคสมัยเดียวกัน
อิสฟาฮานจึงเป็นร่องรอยสำคัญที่จะเรียนรู้ความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมในอดีตที่มีต่อกัน
จัตุรัสนักชิ
ญะฮอน หรือปัจจุบันเรียกว่าจัตุรัสอิหม่ามโคมัยนี ถือเป็นสถานที่สำคัญของเมืองอิสฟาฮาน
เพราะเป็นจัตุรัสใหญ่ใจกลางเมืองที่เคยเป็นศูนย์กลางทางการเมือง การปกครอง
เศรษฐกิจ และสังคมของยุคซาฟาวิด ด้วยล้อมรอบไปด้วยพระราชวัง มัสยิด
โรงเรียนสอนศาสนา (madraseh) บาซาร์ (bazaar) ที่พักคนเดินทาง (caravansarie)
และโรงอาบน้ำ (hammam)
อาลี
กาพู คือพระราชวังที่ตั้งตระหง่านสูงเด่นอยู่ทางทิศตะวันตกของจัตุรัส
มีความสูงถึง ๔๘ เมตร ทำเป็นตึกหกชั้น ซึ่งถือกันว่าเป็นตึกสูงแห่งแรกของอิหร่าน
พระราชวังนี้สร้างขึ้นในสมัยของพระเจ้าชาห์อับบาสที่ ๑ ด้วยจุดประสงค์ที่จะใช้ต้อนรับแขกบ้านแขกเมือง
และเป็นที่ประทับทอดพระเนตรการ สวนสนามหรือกิจกรรมต่างๆ ที่จัดขึ้น
ณ ลานจัตุรัส
ดังนั้นบนชั้นที่สามของพระราชวังจึงสร้างเป็นระเบียงยื่นออกมาด้านหน้าเพื่อใช้เป็นที่ประทับทอดพระเนตรการตีคลีบนหลังม้า
การสวนสนาม การแสดงต่างๆ ณ ลานจัตุรัส นอกจากนี้ยังสามารถเห็นทัศนียภาพของเมืองอิสฟาฮานโดยรอบ
ซึ่งมีหอมินาเรตกระจายเด่นเป็นระยะๆ หอดังกล่าวมิได้ใช้ประโยชน์สำหรับมัสยิดเพียงเพื่อเชิญชวนชาวมุสลิมมาร่วมละหมาดและสวดมนต์แต่อย่างเดียว
หากในอดีตสร้างขึ้นเปรียบดังประภาคารหรือหอสังเกตการณ์ที่ทหารจะขึ้นเฝ้าดูเหตุร้ายหรือกองทัพศัตรูที่จะเข้ามารุกราน
หากมีสิ่งผิดสังเกตก็จะส่งสัญญาณควันหรือไฟเป็นทอดๆ ไปยังหอต่างๆ ขณะเดียวกันหอสูงเหล่านี้ยังเป็นจุดหมายตา
(landmark) ให้บรรดากองคาราวานที่เดินทางมาจากที่ต่างๆ รู้ว่ากำลังเข้าใกล้เขตตัวเมืองและพระราชฐานแล้ว
ระเบียงที่ประทับมีเสาไม้
๑๘ ต้น ซึ่งทำจากซุงทั้งต้นรองรับหลังคาที่แกะสลักเป็นลวดลายและประดับกระจกอย่างสวยงาม
มัคคุเทศก์นำชมบอกเราว่าเดิมนั้นเสาดังกล่าวบุด้วยแผ่นทองและแผ่นเงินทั้งต้น
แต่มาถูกขโมยไปหมด
นอกจากนี้บนระเบียงดังกล่าว
ยังมีอ่างน้ำพุที่ดาดพื้นด้วยทองแดงและบุรอบอ่างด้วยหินอ่อน โดยใช้วิทยาการการทดน้ำจากภูเขาและชักน้ำขึ้นมาใช้
อันแสดงถึงความรู้เรื่องระบบไฮโดรลิกเป็นอย่างดีของชาวอิหร่าน
วิธีการทดน้ำขึ้นสู่ที่สูงแล้วปล่อยให้ไหลลงมาเป็นน้ำตกเพื่อสระสนาน
ก็ยังปรากฏที่พระราชวังเชเฮล โซตูน (Chehel Sotoon Palace) หรือพระราชวัง
๔๐ เสา ซึ่งตั้งอยู่ท่ามกลางสวนขนาดใหญ่ด้านนอกของจัตุรัส ด้านหน้าของตัวพระราชวังแห่งนี้ขุดสระสี่เหลี่ยมยาว
มีน้ำพุพุ่งกระจาย เพื่อให้ลมพัดผ่านน้ำก่อนพัดเข้าสู่ตัวอาคารพระราชวัง
ช่วยให้อากาศเย็นสบาย
ลักษณะการทดน้ำ
ขุดสระทำน้ำพุในสวนเช่นนี้ ทำให้คิดถึงพระนารายณ์ราชนิเวศน์ที่ลพบุรี
ซึ่งมีการทดน้ำจากทะเลสาบชุบศรเข้ามาใช้ในวัง สร้างสระน้ำขนาดใหญ่และทำน้ำพุในพระราชอุทยานเช่นกัน
ดังที่นิโกลาส์ แชร์แวส บันทึกว่า
"ทางด้านซ้ายมือเป็นอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่
ซึ่งจ่ายน้ำไปทั่วพระราชฐาน"
"พระตำหนักหลังนี้
(พระที่นั่งสุทธาสวรรย์-ผู้เขียน) มีกำแพงปีกกาล้อมรอบ ที่มุมทั้งสี่มีสระน้ำใหญ่สี่สระ
บรรจุน้ำบริสุทธิ์ เป็นที่สรงสนานของพระเจ้าแผ่นดินภายใต้กระโจมซึ่งคลุมกั้น
สระน้ำที่อยู่ทางขวามือมีลักษณะคล้ายถ้ำเล็กๆ มีพรรณไม้เล็กๆ ขึ้นเขียวชอุ่มอยู่เสมอ
และพรรณไม้ดอกที่มีกลิ่นหอมตระหลบอบอวลอยู่ตลอดเวลา มีธารน้ำใสจ่ายน้ำให้แก่สระทั้งสี่นี้"
เป็นที่ทราบดีว่าพระราชวังเมืองละโว้นี้
นอกจากช่างชาวฝรั่งเศสที่เข้ามาช่วยก่อสร้างแล้ว ช่างชาวเปอร์เซียก็น่าจะมีบทบาทอยู่ไม่น้อย
และหากมองย้อนลึกกลับไปอีกก็พบว่า ความเจริญด้านศิลปวัฒนธรรมของยุโรปนั้นพัฒนาขึ้นมาจากอิทธิพลของอารยธรรมแขกมัวร์ที่เผยแพร่เข้าไปยังตอนใต้ของยุโรป
ไม่ว่าจะเป็นสเปน โปรตุเกส หรือแม้แต่ฝรั่งเศสเอง ความรุ่งเรืองของอารยธรรมอิสลามนั้นก็มีพื้นฐานมาจากอารยธรรมกรีก
โรมัน และเปอร์เซียนั่นเอง
สิ่งก่อสร้างหลายแห่งในพระราชวังอาลี
กาพู และเชเฮล โซตูน แสดงร่องรอยของสถาปัตยกรรมและการประดับประดาแบบเปอร์เซีย
ไม่ว่าเป็นการเจาะช่องโค้งของประตูหน้าต่าง ช่องกำแพง (arched nich)
ซึ่งปกติช่องโพรงโค้งประดับตามกำแพงเหล่านี้มักใช้เป็นที่วางหรือเก็บของ
แต่ในห้องดนตรีของพระราชวังอาลี กาพู กลับทำบุผนังและเพดาน เพื่อกรองเสียงให้เกิดความทุ้มและกังวานอยู่ภายในห้อง
ไม่เกิดเสียงสะท้อน
ส่วนที่นารายณ์ราชนิเวศน์ซุ้มประดับอย่างนี้ใช้เป็นซุ้มประทีป
ดังปรากฏเมื่อครั้งรัชกาลที่ ๕ เสด็จพระราชดำเนินมาประทับที่พระราชนิเวศน์แห่งนี้
ในค่ำคืนหนึ่งทรงลองจุดไฟตามซุ้มโค้งของกำแพงวังและซุ้มประตู พระองค์ได้ตรัสชมเชยว่าสวยงามมาก
นอกจากนี้ตามผนังท้องพระโรง
ห้องบรรทมของพระราชวังทั้งสองแห่งยังประดับด้วยภาพวาดที่เขียนด้วยเทคนิคลายน้ำทองและจิตรกรรมสีฝุ่น
เป็นลวดลายพรรณพฤกษา การแต่งกายและวิถีชีวิตของคนในราชสำนัก ตลอดจนภาพบรรดาทูตานุทูตของประเทศต่างๆ
ที่ได้มาเข้าเฝ้าพระเจ้าชาห์ ซึ่งพาให้หวนคิดกลับไปถึงภาพจิตรกรรมที่ปรากฏอยู่ตามผนังโบสถ์วัดวาอารามในบ้านเรา
การเขียนลายน้ำทองบนเครื่องถ้วยที่ช่างละม้ายคล้ายคลึงกันจนไม่อาจบอกได้ว่าใครรับไปจากใคร
หรือแม้แต่การทำอาร์ชโค้งตามช่องประตูหน้าต่างที่เคยเรียนรู้ว่าเป็นศิลปะแบบกอธิกของฝรั่ง
ก็เห็นทีจะไม่ใช่เสียแล้ว ด้วยศิลปะสถาปัตยกรรมแบบนี้มีให้เห็นทั่วไปในอิหร่านและโลกมุสลิม
รองศาสตราจารย์พิทยา
บุนนาค ผู้ศึกษาเรื่องอิทธิพลของศิลปะเปอร์เซียในสถาปัตยกรรมอยุธยา
กล่าวว่าโค้งยอดแหลมในอยุธยาเป็นโค้งแบบอิสลาม ไม่ใช่โค้งกอธิก คือโค้งด้วยการก่ออิฐให้รับน้ำหนัก
ซึ่งเป็นการถ่ายน้ำหนักไปข้างๆ และลงสู่ผนัง ทั้งมีลักษณะพิเศษคือเป็นโค้งแบบยอดตวัดนิดหน่อย
ซึ่งปรากฏพบในอินเดีย ปากีสถาน อย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะที่พระราชวังกอกอนดาร์
ในเมืองดัคคาของบังกลาเทศ แต่ไม่พบตามสิ่งก่อสร้างในอิหร่าน นอกจากมีในภาพเขียน
จึงทำให้สันนิษฐานว่าโค้งแบบนี้จะมีกำเนิดในอินเดีย
โดยชาวอิหร่านเป็นผู้พัฒนาขึ้นมา และแขกเทศที่เข้าไปในอยุธยาได้นำไปเผยแพร่
เพราะกอกอนดาร์เป็นเมืองท่าใหญ่แห่งหนึ่งบนฝั่งโคโรแมนเดลของอินเดีย
ที่พวกอาหรับและเปอร์เซียจะแวะจอดค้าขายสินค้าก่อนเดินทางสู่มะริด
ตะนาวศรี ของสยามในอดีต
นอกจากนี้อาจารย์ยังชี้ถึงเทคนิคการเรียงอิฐสร้างโดมของอิหร่านที่ไทยน่าจะรับมาใช้ในการก่อสร้างเจดีย์
เพราะเดิมในการสร้างเจดีย์ของสยามจะพูนดินขึ้นไว้ภายใน แล้วเรียงอิฐล้อมรอบด้านนอกองค์เจดีย์
เพื่อไม่ให้อิฐทลายไปด้านใน แต่ในสมัยอยุธยาตอนปลาย การสร้างเจดีย์ด้านในจะกลวง
ไม่มีการพูนดิน แต่ใช้เทคนิคการเรียงอิฐแบบการสร้างโดม เช่น เจดีย์วัดใหญ่ชัยมงคล
เจดีย์วัดมเหยงค์ เป็นต้น
ความมหัศจรรย์ของการเรียงอิฐเพื่อทำโดมเห็นชัดเจน
เมื่อเรามีโอกาสได้เข้าชมมัสยิดญอเมะของเมืองอิสฟาฮาน ซึ่งถือกันว่าเป็น
"พิพิธภัณฑ์ด้านสถาปัตยกรรมของโลกอิสลาม" เลยทีเดียว เนื่องจากสามารถเห็นรูปแบบศิลปะสถาปัตย์ตั้งแต่ศตวรรษที่
๑๑-๑๘ จากยุคสมัยเซลญูค (Seljuq ค.ศ. ๑๐๕๑-๑๒๒๐) สู่ยุคมองโกล (ค.ศ.
๑๒๒๐-๑๓๘๐) ถึงสมัยซาฟาวิด การสร้างหลังคาโค้ง (vault) และโดมในสถาปัตยกรรมเปอร์เซียได้รับการพัฒนาเทคนิคมาตั้งแต่สมัยซัสซาเนียน
โดยใช้วิธีแก้ปัญหาเอาโดมที่มีรูปร่างทรงกลมมาสร้างไว้บนห้องสี่เหลี่ยมได้สำเร็จ
โดยต่อมุมให้เป็นแปดเหลี่ยม และในสมัยเซลญูคก็ได้พัฒนาก้าวหน้ายิ่งขึ้น
ด้วยการนำอิฐมาวางเรียงในรูปแบบต่างกัน จนเกิดเป็นแสงเงาแบบต่างๆ หรือเผาอิฐให้เกิดระดับสีต่างๆ
สร้างเป็นลวดลายรูปทรงเรขาคณิต และแกะสลักจารึกตัวอักษร
นอกจากนั้นยังมีการใช้กระเบื้องเซรามิกประดับตกแต่งพื้นผิวโดมให้งดงามยิ่งขึ้น
ซึ่งงานเซรามิกเจริญถึงขีดสูงสุดในยุคซาฟาวิด ดังปรากฏชิ้นงานโดดเด่นที่มัสยิดอิหม่ามและมัสยิดชัยค์
ลุฏฟุลลอฮ บนจัตุรัสอิหม่ามโคมัยนีในเมืองอิสฟาฮาน ที่ได้รับการตกแต่งด้วยกระเบื้องโมเสกอย่างวิจิตร
จนไม่มีพื้นที่ว่างเหลือให้เห็น โดยเฉพาะกระเบื้องที่ปูพื้นผิวโดมภายนอกของทั้งสองมัสยิด
สามารถเปลี่ยนสีไปตามการเปลี่ยนแปลงของแสงในช่วงเวลาต่างๆ อย่างน่าอัศจรรย์
การทำกระเบื้องตกแต่งประดับอาคารศาสนสถานต่างๆ
ที่เขียนเป็นลวดลายทรงเรขาคณิต ลายพรรณพฤกษา หรืออักษรประดิษฐ์อย่างสวยงามนั้น
เริ่มจากการคำนวณพื้นที่ที่จะใช้กระเบื้องตกแต่งประดับ ส่วนใดเป็นส่วนโค้ง
ยอดแหลม แล้วนำกระเบื้องดินเผาธรรมดามาจัดวางให้ได้ตามการคำนวณดังกล่าว
พร้อมกับการออกแบบลวดลายไปตามความต้องการและความเหมาะสมของพื้นที่
โดยเฉพาะลวดลายอักษรประดิษฐ์มักเป็นโองการในคัมภีร์อัลกุรอาน
แล้วแกะหรือเขียนลายเหล่านั้นลงบนพื้นผิวกระเบื้อง พร้อมกับระบาย หรือถมสีที่ต้องการลงไป
แล้วทำหมายเลขกระเบื้องแต่ละชิ้นว่าแผ่นไหนอยู่ตรงจุดไหนของอาคารดังกล่าว
ก่อนนำไปเข้าเตาเผา
ด้วยวิทยาการที่ก้าวหน้าและความชำนาญเชิงช่างเช่นนี้
ทำให้อดคิดถึงกระเบื้องโมเสกที่ประดับ ตกแต่งอยู่ตามผนังอาคาร หน้าบัน
องค์ปรางค์ เจดีย์ ในบ้านเรานั้น จะได้รับอิทธิพลจากอิหร่านหรือไม่?
ขณะที่ช่องปรุตามผนังโบสถ์วิหารก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ถูกระบุว่ารับมาจากอิหร่าน
ด้วยในสมัยสุโขทัยและอยุธยาช่วงต้นๆ โบสถ์วิหารไทยไม่นิยมใส่หน้าต่าง
แต่ทำช่องยาวๆ เรียวๆ บนผนังให้แสงและลมลอดผ่าน จนเมื่อเรียนรู้เทคนิคการเรียงอิฐให้เป็นช่องปรุจากอิหร่าน
ก็นำมาสร้างในโบสถ์วิหาร ช่องปรุที่เราพบตามพระราชวัง มัสยิดต่างๆ
ในอิหร่านมีลักษณะคล้ายกับในบ้านเรามาก
การไปเยือนสวนฟิน
(Fin) ที่เมืองคาชานและสุสานของกวีฮาฟีสที่เมืองชีราส ยิ่งย้ำให้เอนเอียงเห็นด้วยกับข้อสมมุติฐานที่ว่า
นารายณ์ราชนิเวศน์นั้นน่าจะนำแบบแผนเทคนิคการก่อสร้างไปจากอิหร่าน
เพราะสวนของเปอร์เซียมีผังการจัดวางเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสหรือสี่เหลี่ยมผืนผ้า
แล้วจัดแบ่งออกเป็นสี่ส่วน โดยมีแกนสองแกนตัดกันเป็นกากบาท และหากพื้นที่มีขนาดใหญ่
ก็นำผังลักษณะดังกล่าวมาใช้ซ้ำๆ กัน ทำให้ เกิดรูปแบบตารางเหลี่ยม
(grid) ย่อยๆ ขึ้น
แนวแกนหลักในสวนของเปอร์เซียก็คือสระหรือบ่อน้ำที่ขุดขึ้น
โดยมีคลองขุดเป็นแนวตรงออกจากบ่อ ลำคลองเหล่านี้จะแบ่งพื้นที่สวนออกเป็นส่วนๆ
สองข้าง แนวคลองและรอบสระจะปลูกต้นไม้เป็นแนว ทั้งไม้พุ่ม ไม้ดอก และไม้ผล
ในสระหรือตามลำคลองมักทำน้ำพุ ด้วยการผันน้ำมาตามท่อที่ฝังไว้เข้าไปยังสระหรือลำคลองต่างๆ
โดยสร้างน้ำพุให้เว้นช่วงห่างเท่าๆ กันตลอดลำคลองสองข้าง ขอบบ่อและทางเดินจะตกแต่งปูด้วยกระเบื้องเคลือบสี
นอกจากนี้ภายในสวนอาจปลูกศาลาพักผ่อนไว้ด้วย
สวนของชาวอิหร่านจึงเปรียบเหมือนดังสวรรค์ (paradise) เพราะจากปัจจัยของสภาพภูมิประเทศที่ร้อนแล้งแบบทะเลทราย
สวนจึงเป็นที่หลบแดดและป้องกันไอร้อนจากลมทะเลทราย ความชุ่มชื้นและเสียงน้ำไหลจากน้ำพุทำให้สดชื่น
เช่นเดียวกับต้นไม้ ดอกไม้หลากสีสัน ก็เป็นที่เจริญตาและให้ร่มเงา
เปลี่ยนจากบรรยากาศแห้งแล้งซึมเซาในทะเลทรายอย่างสิ้นเชิง เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับพระราชอุทยานที่แชร์แวสและลาลูแบร์กล่าวถึงในนารายณ์ราชนิเวศน์แล้ว
ก็ดูละม้ายคล้ายกันไม่น้อย
"...มีอุทยานแบ่งออกเป็นช่องสี่เหลี่ยมจัตุรัสสี่ช่องหรือแปลง
อยู่ตรงหน้าพระตำหนักอันงดงามหลังหนึ่ง มีสายน้ำพุพุ่งโดยรอบ"
"พระราชอุทยานไม่สู้จะกว้างขวางเท่าไรนัก
แปลงปลูกต้นไม้ต่างๆ ก็มีน้อย ก่อด้วยอิฐตั้งซ้อนกันขึ้นไปเป็นขอบคัน
ช่องทางเดินระหว่างแปลงต้นไม้นั้นจะใช้เดินเรียงสองก็ไม่ได้ ยิ่งทางลัดเข้าไปในแปลงต้นไม้ด้วยแล้วยิ่งแคบใหญ่
แปลงต้นไม้นั้นปลูกพันธุ์ไม้ดอกไว้ทั้งสิ้น กับต้นไม้จำพวกปาล์มและพรรณอื่นๆ
อีก พระราชอุทยานก็ดี พระตำหนักและน้ำพุก็ดี ข้าพเจ้ารู้สึกอย่างบอกไม่ถูกว่าทำกันขึ้นอย่างเรียบๆ
และสดชื่นดี เป็นที่น่ารื่นรมย์"
"...อุทยานใหญ่ตรงหน้าพระตำหนัก
ปลูกต้นส้มใหญ่ มะนาว และพรรณไม้ในประเทศอย่างอื่นอีก มีใบดกหนาทึบ
แม้ยามแดดร้อนตะวันเที่ยงก็ร่มรื่นอยู่เสมอ ตรงสองข้างทางเดินมีกำแพงอิฐเตี้ยๆ
มีโคมทองเหลืองติดตั้งไว้เป็นระยะ และตามไฟขึ้นในระยะที่พระเจ้าแผ่นดินเสด็จประทับอยู่
ระหว่างหลักโคมสองหลัก มีสิ่งก่อสร้างคล้ายเตาหรือแท่นสำหรับใช้เผาไม้หอมส่งกลิ่นไปไกลๆ
จึงไม่น่าแปลกใจว่าเหตุไฉนพระเจ้ากรุงสยามจึงได้ทรงโปรดพระที่นั่งสำราญของพระองค์นัก"
สำรับแขกเทศ
หอมยี่หร่ารสร้อนแรงจริงล่ะหรือ?
"มัสมั่นแกงแก้วตา
หอมยี่หร่ารสร้อนแรง
ชายใดได้กลืนแกง
แรงอยากให้ใฝ่ฝันหา"
กาพย์บทนี้เป็นที่คุ้นหูคุ้นปากของหลายๆ
คน เพราะเป็นบทพระราชนิพนธ์กาพย์ห่อโคลงเห่เรือชมเครื่องคาวหวาน ของล้นเกล้าฯ
รัชกาลที่ ๒ ที่มีอยู่ในตำราแบบเรียนภาษาไทย และมัสมั่นก็เป็นแกงที่หากินได้ทั่วไปในปัจจุบัน
จนเข้าใจกันว่าเป็นอาหารดั้งเดิมของคนไทย แต่แท้จริงแล้วอาหารที่ปรุงด้วยกะทิและเข้าเครื่องเทศกลับเป็นอาหารของกลุ่มแขก
ไม่ว่าเป็นแขกอินเดีย แขกอาหรับ ทั้งที่เป็นฮินดูและมุสลิม โดยเฉพาะอาหารหลายอย่างของชาวมุสลิม
มีการเลื่อนไหลทางวัฒนธรรมระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ค่อนข้างสูง
จึงสามารถพบแกงกะหรี่ มัสมั่น กุรหม่า ได้ในสำรับของชาวมุสลิมทุกกลุ่ม
ไม่ว่ามุสลิมจาม อินเดีย เปอร์เซีย ยะวา หรือมลายู
อย่างไรก็ดีอาหารหลายชนิดที่ปรากฏชื่อในกาพย์ห่อโคลงเห่เรือชมเครื่องคาวหวาน
ของรัชกาลที่ ๒ เข้าใจว่าพระองค์ท่านจะทรงได้รับรู้หรือได้เคยเสวยจากกลุ่มมุสลิมเปอร์เซีย
ด้วยทรงมีมเหสี และเจ้าจอมเป็นเชื้อสายมุสลิม คือ สมเด็จพระศรีสุลาลัย
พระบรมราชชนนีในรัชกาลที่ ๓ ซึ่งเป็นหลานของพระยาราชบังสัน (หวัง)
อดีตแม่ทัพเรือในรัชกาลที่ ๑ ซึ่งสืบเชื้อสายมาจากสุลต่านสุลัยมาน
มุสลิมเปอร์เซียที่ครอบครองหัวเขาแดง เมืองสงขลา และเจ้าจอมจีบหรือจิตร
ธิดาของพระยาจุฬาราชมนตรี (เถื่อน) ในรัชกาลที่ ๒ ซึ่งสืบเชื้อสายตรงมาจากเฉกอะหมัด
และในรัชกาลนี้ก็มีหมายรับสั่งให้พระยาจุฬาราชมนตรี นำขบวนแห่ตำบุตและแขกเจ้าเซ็นลุยไฟเข้าวัง
ไปแสดงให้ทอดพระเนตรที่หน้าพระที่นั่งสุทธาสวรรย์ถึงสองครั้งสองครา
สะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันแนบแน่นของกลุ่มชาติพันธุ์เปอร์เซียกับราชสำนัก
การไปอิหร่านครั้งนี้จึงหวังที่จะได้เห็นต้นตำรับอาหารคาวหวานในกาพย์เห่เรือฯ
และของชาวมุสลิมในชุมชนเจริญพาศน์และคลองบางหลวง ซึ่งเป็นกลุ่มมุสลิมเก่าแก่ที่สืบเชื้อสายมาจากชาวเปอร์เซียแต่ครั้งอยุธยา
ว่ามีความเหมือนหรือแตกต่างกับที่ได้เห็น ได้ลิ้มรสในประเทศไทยหรือไม่
ในวันแรกเมื่อเหยียบแผ่นดินอิหร่าน
จากการต้อนรับของมิตรชาวอิหร่านในภัตตาคารหรูของกรุงเตหะราน คณะของเราก็ได้ลิ้มลอง
"ขบับ" อันถือเป็นอาหารจานพิเศษของคนอิหร่านที่ใช้รับอาคันตุกะ
ซึ่งร้านอาหาร ภัตตาคารทุกแห่งต้องมีไว้บริการ แม้เมื่อเราไปยังเมืองเชลกาส
(chelgerd) ซึ่งเป็นเสมือนเมืองศูนย์กลางของชนเผ่าเร่ร่อนในจังหวัดอิสฟาฮาน
ตั้งอยู่ห่างจากตัวเมืองค่อนข้างมาก และมีสภาพเป็นเมืองชนบทที่ค่อนข้างทุรกันดาร
แต่ในร้านอาหารเล็กๆ ก็ยังมี "ขบับ" ขาย และตลอดระยะเวลาที่พำนักในประเทศนี้
แทบจะกล่าวได้ว่าบนโต๊ะอาหารเกือบทุกมื้อไม่เคยขาดขบับจากสำรับ เพราะร้านอาหารในอิหร่านมีอาหารให้สั่งน้อยชนิดมาก
ดังนั้นแม้ขบับหลากประเภทที่เราสั่งสับเปลี่ยนมากินในแต่ละมื้อจะมีรสชาติเยี่ยมเพียงใด
ก็ทำให้ต้องเมินหน้าหนีในช่วงท้ายๆ ของการเดินทาง
"ขบับ"
ในอิหร่านมีหลากชนิด ทั้งเนื้อวัวย่าง อูฐย่าง แกะย่าง แพะย่าง ไก่ย่าง
ปลาย่าง กุ้งย่าง นำมาปรุงรสด้วยเครื่องเทศ แล้วหมักจนได้ที่ จึงเสียบไม้หรือโลหะย่างกับถ่าน
โดยเฉพาะหากเป็นเนื้อวัว แพะ แกะ อูฐ จะหมักร่วมกับมะนาว เกลือ และหอมหัวใหญ่
รสชาติออกเปรี้ยวและเค็มเล็กน้อย
ที่เจริญพาศน์ทำ
"ขบับ" เช่นกัน แต่ทำเฉพาะในงานทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้แก่ผู้เสียชีวิต
ที่เรียกว่า "บุญสิบสี่ วัน" ถือเป็นอาหารพิเศษที่ทำไม่มากชิ้น
โดยนำเนื้อไก่มาหมักกับเครื่องเทศ อย่างพริกไทย หอมแดง กระเทียม ลูกผักชี
ยี่หร่าตำละเอียด แล้วนำไปย่างไฟอ่อนๆ พรมหัวกะทิระหว่างย่างจนเหลืองหอมและสุกทั่วทั้งชิ้น
จึงนำไปหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ขนาดเท่าหัวแม่มือ ห่อใบตองสดกลัดด้วยไม้กลัดเพื่อนำไปใช้ในพิธีกรรมของงานบุญ
รสชาติขบับไทยจะต่างกับของอิหร่านที่ออกอมหวานนิดๆ อาจเพราะความหวานมันของกะทิก็เป็นได้
ส่วนแกงในอิหร่านไม่ได้เป็นซุปน้ำใสๆ
หรือเข้ากะทิอย่างแกงมัสมั่น กุรหม่าที่กินกันในบ้านเรา แต่มีลักษณะคล้ายสตู
เรียกว่าโคเรช (khoresh) ซึ่งใส่ทั้งเนื้อและผัก หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ
ใส่เครื่องเทศเล็กน้อย กับผลไม้ตามแต่ละฤดูกาล เมื่อใส่ผักผลไม้ชนิดใดก็เรียกชื่อตามนั้น
เช่น ใส่ผักคล้ายผักโขม ก็เรียกโคเรชโกเมซับซี ใส่ฟักทอง เรียกโคเรชเบฮ์
ใส่ผักกระเจี๊ยบ เรียกโคเรชบามิเยฮ์ ฯลฯ
นอกจากนี้มีซุปที่เรียกว่าออบกูชต์
(abgushte) ซึ่งเป็นซุปเนื้อผสมผักผลไม้ และใช้เวลาตุ๋นหรือต้มเคี่ยวนาน
ดูหน้าตาไม่เคยเห็นในบ้านเรา
เมื่อถามถึงแกงกุรหม่า
ดูไม่ค่อยมีผู้รู้จักนัก และยิ่งกินอาหารอิหร่านนานวันเข้า ก็มีความเห็นร่วมกันว่าเป็นอาหารที่มีรสชาติและกลิ่นเครื่องเทศอ่อนกว่าที่ทำกันในบ้านเรามาก
จนค่อนข้างจะมั่นใจว่าอาหารของกลุ่มมุสลิมเปอร์เซียในบ้านเราน่าจะมีการผสมผสานกับอาหารของมุสลิมอินเดีย
ทั้งจากการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมอาหารการกินระหว่างกลุ่ม หรือจากการแต่งงาน
หรือไม่ก็อาจผสมผสานกันตั้งแต่ในอินเดีย
เมื่อครั้งพ่อค้าชาวเปอร์เซียเดินทางมาจอดพักยังสถานีการค้าใหญ่ของพวกตนในอินเดียแล้ว
เพราะอาหารหลายอย่างใกล้เคียงกันทั้งชื่อและการปรุง เฉพาะอย่างยิ่งอาหารจากครัวโมกุล
ซึ่งถือเป็นอาหารชั้นสูงของอินเดีย และจะว่าไปแล้วราชวงศ์โมกุลของอินเดียก็รับอิทธิพลด้านศิลปวัฒนธรรมจากเปอร์เซียไปไม่น้อย
กุรหม่าจัดเป็นอาหารจากครัวโมกุลที่เข้าเครื่องเทศมาก
แต่ไม่เผ็ดร้อน นิยมแกงกับแพะ แกะ และไก่ ในชุมชนมุสลิมเชื้อสายเปอร์เซียที่ธนบุรีมีการทำกุรหม่าสองชนิด
คือกุรหม่ากะทิกับกุรหม่าน้ำมัน วิธีการปรุงคล้ายมัสมั่น แต่รสและสีสันต่างกัน
อันเกิดจากส่วนผสมโดยเฉพาะเครื่องแกง เครื่องแกงของกุรหม่าประกอบด้วยพริกชี้ฟ้าเขียว
รากผักชี ใบผักชี และใบสะระแหน่ ทำให้แกงมีสีสันออกเขียว
แต่ดั้งเดิมทีเดียวนั้นส่วนผสมที่ทำให้แกงออกสีเขียวและมีรสเปรี้ยวก็คือ
ผลอินทผลัมดิบ ที่ชาวอาหรับและ เปอร์เซียเรียกว่า "กุรหม่าหรือกุรมะฮ"
ยามที่ยังดิบหรืออ่อนนั้นจะมีสีเขียวเข้มและรสชาติอมเปรี้ยวฝาด เมื่อนำมาปรุงอาหารก็จะได้อาหารที่มีสีสันและรสชาติเช่นนั้น
แต่เนื่องจากผลกุรหม่าดิบหายากในยุคนั้น จึงต้องใช้เครื่องปรุงชนิดอื่นแทน
นอกจากนี้แกงกะหรี่ แกงแห้ง ก็เป็นอาหารของอินเดียแท้ๆ ที่ทำกินกันอยู่ในหมู่ชนมุสลิมเชื้อสายเปอร์เซียย่านฝั่งธนฯ
"ข้าวหุงปรุงอย่างเทศ
รสพิเศษใส่ลูกเอ็น
ใครหุงปรุงไม่เป็น
เช่นเชิงมิตรประดิษฐ์ทำ"
ข้าวหุงปรุงอย่างเทศก็คือการหุงข้าวแบบแขกเทศ
ซึ่งใช้เนยหรือน้ำมันเนยเป็นตัวรัดเมล็ดข้าว ให้เมล็ดเรียงดูสวยงาม
พร้อมกับใส่ลูกเอ็นหรือลูกกระวานเทศ หรือลูกเฮลท์ ที่คนไทยออกเสียง
"เฮลท์" ไม่ถนัดปาก จึงเป็นลูกเอ็นไป และดงด้วยไอน้ำ เมื่อข้าวหุงสุกแล้ว
นำหญ้าฝรั่น (saffron) ที่เป็นเครื่องเทศชนิดหนึ่งซึ่งได้จากเกสรดอกไม้
นำมาบดให้ละเอียดผสมน้ำจะได้สีออกเหลือง นำไปคลุกปนกับข้าว ก็จะได้ข้าวสีออกส้มเหลืองสลับขาวสวยงาม
พร้อมด้วยกลิ่นหญ้าฝรั่นอ่อนๆ ปนไอร้อนของข้าวหอมกรุ่น
ข้าวชนิดนี้ในอินเดียเรียก
ปิเลา แต่ถ้าใส่เครื่องเทศและเนื้อ หรือผักผสม เรียกบิริยานี ส่วนในเมืองไทยเรียกเพี้ยนไปจากเดิมว่าข้าวบุเหล่า
หรือข้าวบุหลี่ ในตำราอาหารอินเดียกล่าวว่า ข้าว "บิริยานี"
หรือ "ปิเลา" เป็นอาหารจากดินแดนอาหรับ ซึ่งเป็นที่รู้กันดีว่าอาหารและการครัวของอาหรับส่วนใหญ่ก็รับมาจากวัฒนธรรมอันเก่าแก่ของเปอร์เซีย
เมื่อครั้งอาหรับพิชิตเปอร์เซียได้
ชาวเปอร์เซียได้ชื่อว่าเป็นผู้มีรสนิยมสูงในการกินข้าว และเขาเรียกข้าวหุงว่าปิลาฟ
(pilav) ชาวอิหร่านนิยมใช้ข้าวเมล็ดยาวในการหุงและมักหุงแบบไม่เช็ดน้ำ
ซึ่งวิธีการหุงไม่ต่างจากการหุงข้าวบิริยานีของอินเดียนัก หากพิถีพิถันและเคร่งครัดไปตามขั้นตอนที่มีมากถึง
๑๔ ขั้น การหุงข้าวแบบเปอร์เซียจึงได้รับการยกย่องว่าเป็นยอดมณีแห่งการครัวของอิหร่าน
โดยเฉพาะข้าวหุงเปล่าๆ ที่เรียกว่าเชโล (chelou)
ส่วนข้าวที่มีการนำเอาพืชผักต่างๆ
เช่น หัวแคร์รอต มะเขือเทศ หรือเนื้อสัตว์ ไม่ว่าไก่ แกะ แพะมาหุงปนด้วย
เรียกว่าปุเลา (polou) หากพิจารณาคำว่าปิเลาในอินเดีย กับปุเลาของอิหร่าน
ก็ใกล้เคียงกันมาก นอกจากนี้ข้าวที่หุงผสมกับเนื้อไก่ คนอิหร่านเรียก
โมลค์ปุเลา (morgh polou) เพราะคำว่า "โมลค์" ( ) ในภาษาฟาร์ซี
แปลว่าไก่ น่าแปลกอย่างยิ่งที่คนไทยมุสลิมปรุงอาหารชนิดนี้แล้วเรียกว่า
"ข้าวหมก"
นอกจากอาหารคาวแล้ว
ในส่วนขนมหวานของอิหร่านก็มีหลายชนิดที่มีวิธีการปรุง หน้าตา และ วัตถุประสงค์ในการใช้ประกอบพิธีกรรมอย่างเดียวกัน
เช่น ขนมที่ทำจากแป้งข้าวเจ้ากวนกับนมสดจนข้น แล้วปรุงรสด้วยน้ำตาลทราย
คนอิหร่านเรียกว่าชิร บีรีนจ (shir berenj) แต่ในสังคมไทยเรียกข้าวเปียกนม
ที่ปรุงเพื่อใช้ในการเฉลิมฉลองที่เกี่ยวกับท่านศาสดามุฮัมหมัด หรือใช้ในการบนบานต่อพระผู้เป็นเจ้าที่มุสลิมเรียกว่าเหนียด
เช่นเดียวกับขนมอีกชนิดของอิหร่านที่เรียกว่าโชเละ ซาร์ด (sholleh
zard) หรือไทยเรียกว่าข้าวแขก ก็ใช้ในการบนบานของชาวมุสลิมเช่นกัน
แต่สำหรับคนไทยพุทธเป็นเพียงขนมหวานชนิดหนึ่ง
สำหรับขนมกวนที่มุสลิมเปอร์เซียในธนบุรีทำในงานบุญคนตาย
ซึ่งเรียกว่าฮะหรั่ว อันเป็นต้นตำรับของขนม "อาลัว" หลากสีที่สาวๆ
ชาวไทยชอบซื้อกินกัน ในอิหร่านมีขนมชนิดนี้เช่นกันและเรียกว่าฮาลวา
(halva) มีหลากชนิดและเรียกขานไปตามวัตถุดิบที่นำมาปรุง เช่น ฮะหรั่วอินทผลัม
ฮะหรั่วน้ำตาล ฮะหรั่วนมหรือฮะหรั่วขาว ฮะหรั่วดอกไม้ ที่ใช้ดอกไม้ซึ่งมีกลิ่นหอม
ได้แก่ ดอกส้ม มะลิ กุหลาบ และดอกต้นควินซ์ ขนมฮาลวาในอิหร่านแต่ละชนิดปรุงในโอกาสต่างๆ
มีทั้งที่นิยมทำในงานเลี้ยงรื่นเริงและทำในวาระอันโศกเศร้า อย่างงานบุญคนตาย
วันอันศักดิ์สิทธิ์แห่งเดือนรมฎอน หรือในเดือนมุฮัรรอม จะทำฮะหรั่วอินทผลัมเท่านั้น
ขนมกวนอีกชนิดที่คนอิหร่านเรียกมัสกาตีหรือมัสกาติ
(masquati) น่าจะเป็นอาหารชนิดเดียวกับที่ปรากฏในกาพย์ห่อโคลงเห่เรือชมเครื่องคาวหวาน
ซึ่งเรียกว่ามัศกอด อันเป็นคำที่มีที่มาจากชื่อเมืองท่าบริเวณปากอ่าวโอมาน
ซึ่งเคยเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรเปอร์เซีย เดิมชื่อเมืองท่ามัสกัต
ในอดีตหากจะเดินทางออกจากอิหร่าน ต้องเดินทางโดยทางเรือผ่านอ่าวเปอร์เซียออกอ่าวโอมาน
จอดเรือพักที่เมืองมัสกัต แล้วจึงออกสู่มหาสมุทรอินเดีย ชาวอิหร่านเมื่อเรียกขนมที่นำมาจากเมืองนั้นๆ
ก็จะเรียกต่อท้ายเป็น "มัสกาตี"
มัสกาตีหรือมัศกอดเป็นฮะหรั่วชนิดหนึ่ง
ที่บ้านเราใช้น้ำมันเนยกวนแทนกะทิอย่างฮะหรั่วขาว ฮะหรั่วแดง การกวนจึงค่อนข้างยาก
และเมื่อใกล้สุกจะใส่เมล็ดอัลมอนด์บุบปนในเนื้อขนม รสชาติจะหอมเนยเป็นพิเศษ
เวลากินห่อด้วยแผ่นลุดตี่ ที่ทำจากแป้งข้าวเจ้านำไปนวดกับน้ำ แล้วนำแป้งไปต้มให้สุก
นวดอีกครั้ง ก่อนนำไปบดให้เป็นแผ่นบางๆ และนำไปปิ้งบนกระทะร้อน ดูคล้ายกับแป้งนาน
ซึ่งชาวอิหร่านจะกินคู่กับฮาลวาเช่นกัน
นอกจากนี้ยังมีขนมไส้ไก่
ที่หน้าตาและรสชาติหวานแหลม ถอดแบบเดียวกันกับขนมไส้ไก่ของชาวมุสลิมในหลายๆ
ที่ ทั้งอินเดีย ปากีสถาน รวมถึงในประเทศไทย คนอิหร่านนิยมทำขนมไส้ไก่กันมากในเดือนรอมฎอน
ขนมกัซที่เป็นของฝากขึ้นชื่อของอิสฟาฮาน
ก็มีลักษณะคล้ายตังเม แต่เหนียวนุ่มกว่า หรือกนเดวัสที่ดูคล้ายกระยาสารท
ทำจากถั่ว งาหลากชนิดมากวนกับน้ำผึ้ง โรยด้วยถั่วพิสซาชิโอ
เพียงแค่อาหารและขนมไม่กี่อย่างที่มีโอกาสเห็นและลองลิ้มชิมรส
ก็ยิ่งเห็นสายสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมอันลึกซึ้งของสองประเทศ และไม่แปลกใจเลยที่คณะทูตซึ่งเข้ามาในสมัยสมเด็จพระนารายณ์ฯ
จะบันทึกว่า สมเด็จพระนารายณ์ฯ ในวัยเยาว์ทรงได้รับการเลี้ยงดูและมีความสัมพันธ์กับประชาคมเปอร์เซียอย่างมาก
ถึงกับทรงนิยมชมชอบอาหารการกินและการแต่งกายแบบเปอร์เซีย
ตลอดระยะเวลาไม่ถึง
๒๐ วันของการพำนักในอิหร่าน ทำให้ "เก็บตก" เรื่องราวอันสะท้อนสายสัมพันธ์ของสองประเทศได้ไม่มากนัก
ยังคงมีประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์อีกหลายประเด็น ที่ไม่สามารถสืบเสาะติดตาม
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องม้าเทศ ซึ่งราชทูตเปอร์เซียได้นำมาถวาย และพระมหากษัตริย์แห่งอยุธยาใช้เป็นราชพาหนะ
สมัยสมเด็จพระนารายณ์ฯ ถึงกับมีการจัดส่งคนไปซื้อม้าเทศเพื่อมาใช้งาน
ปัจจุบันในอิหร่านยังมีคอกที่อนุรักษ์พันธุ์ม้าเปอร์เซียไว้
เรื่องผ้าแพรพรรณ
ซึ่งเปอร์เซียได้ชื่อว่าเป็นแหล่งผลิตผ้าที่มีชื่อเสียง และเป็นผู้นำเทคนิควิธีการทอมาเผยแพร่ในอินเดีย
จนทำให้อินเดียกลายเป็นแหล่งผลิตผ้าทอและส่งออกจำหน่ายยังประเทศต่างๆ
ในภูมิภาคอุษาคเนย์ ผ้าและเครื่องแต่งกายของชนเผ่าที่จัดแสดงในพิพิธภัณฑ์อิหร่านหลายชิ้น
มีลวดลายการถักทอแบบเดียวกับที่เห็นในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติของบ้านเรา
เช่น พวกผ้าสุจหนี่ ผ้าเข้มขาบ เยียรบับ ฯลฯ หรือแม้แต่ชามสังคโลกรูปปลาคู่ก็มีปรากฏในห้องจัดแสดงของพิพิธภัณฑ์เครื่องถ้วยและเซรามิกในเตหะราน
เรื่องของนักเทศน์ขันที
ที่เพียงเอ่ยคำว่า "ยูนุก" มัคคุเทศก์นำชมพระราชวังอาลี
กาพู ก็เข้าใจถึงคำดังกล่าว ในขณะที่ชาวอิหร่านทั่วไปจะไม่รู้จักคำนี้
อาจเพราะเป็นวัฒนธรรมของชนเฉพาะกลุ่มในอิหร่านก็เป็นได้ มัคคุเทศก์ผู้นั้นยังอธิบายเพิ่มเติมว่า
คนอิหร่านจะเรียกบุรุษที่มีลักษณะเป็นสตรี หรือที่บ้านเราเรียกกะเทยว่าคอเจ๊ะ
แต่เพราะเวลาอันจำกัด เรื่องของยูนุกจึงยังคงเร้นลับอยู่คาใจ
ขณะที่เครื่องสูบยาของแขกมัวร์
"มะระกู่" ยังคงเห็นใช้อยู่ในชีวิตประจำวันของชาวอิหร่านและอาหรับ
ทุกสวนอาหาร ภัตตาคาร จะมีไว้บริการลูกค้าให้สูบกันอย่างสบายใจ ไม่ว่าหญิงชาย
รูปลักษณะและวิธีการสูบไม่แตกต่างจากที่ชาวต่างชาติได้เขียนภาพและบันทึกไว้
หากแต่ยาเส้นในยุคนี้มีทั้งกลิ่นสตอว์เบอร์รี่ เชอร์รี่ หรือกระทั่งกลิ่นกล้วย
เรื่องราวของอิทธิพลภาษา
วรรณกรรม อย่างนิทานอิหร่านราชธรรม และการแสดงละคร ระบำ ดนตรี ก็ยังเป็นสิ่งที่ควรแก่การค้นหาเรื่องราว
หากแต่คงต้องใช้เวลา "เก็บตก" ในอิหร่านให้ยาวนานมากกว่านี้สักหลายเท่า
หมายเหตุ
:
สารคดีเรื่องนี้ได้รับทุนอุดหนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย
และความเห็นในข้อเขียนดังกล่าวนี้เป็นของคณะผู้จัดทำ สกว. ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยเสมอไป
ขอขอบพระคุณ ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ อาจารย์กาญจนี ละอองศรี อาจารย์ทรงยศ
แววหงษ์ คุณวัลลภ เกตุสมบูรณ์ คุณอิสรา เกียรติธารัย และ Mr.Ali Nickouie
จากหัวใจคนรักหนังสือ
ห้องสมุดอยาตุลเลาะห์
อัล อุซมา มาราชี นาจาฟี
ท่ามกลางความจอแจของรถและผู้คนที่เดินขวักไขว่จับจ่ายใกล้กับย่านบาซาร์
ตึกสามชั้นขนาดกะทัดรัดที่แม้ตามซุ้มประตูหน้าต่างด้านหน้าจะตกแต่งด้วยกระเบื้องสีลวดลายพรรณพฤกษา
หากไม่ได้เป็นที่สะดุดตานัก ถ้าไม่มีผู้แนะนำว่านี่คือห้องสมุดสาธารณะของเอกชน
ที่รวบรวมหนังสือต้นฉบับลายมือถึง ๓๑๐,๐๐๐ เล่ม และมีหัวเรื่องมากกว่า
๖๐,๐๐๐ เรื่อง
โดยเฉพาะถือกันว่าเป็นคลังข้อมูลที่รวบรวมเรื่องราวทางด้านศาสนาอิสลามและวัฒนธรรมของอิหร่านได้สมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่ง
อีกทั้งบางเล่มบางเรื่องยังทรงคุณค่าและหาได้ยากยิ่ง เพราะเป็นต้นฉบับลายมือเขียนของนักวิชาการอิสลามที่ยิ่งใหญ่ของโลก
บางเล่มเป็นหนังสือโบราณที่มีอายุหลายร้อยปี เช่น
หนังสือชื่อดาวุดที่มีอายุเก่าแก่ราว
๗๐๐ ปี เขียนด้วยภาษาละตินบนหนังแพะ เป็นเรื่องราวของดาวิดกับโกไลแอท
หนังสือที่เขียนด้วยตัวอักษรขนาดจิ๋ว โดยใช้ขนม้าเขียนเป็นชื่ออิหม่าม
๑๒ คนของชาวมุสลิมนิกายชีอะห์ คัมภีร์ฮินดูอุปนิษัท ที่เขียนบนกระดาษอันมีลักษณะแบบสมุดไทย
หนังสือเกี่ยวกับรหัสยะที่เชื่อว่าเขียนโดยอิหม่ามอาลี อิหม่ามคนที่
๑ ของชาวชีอะห์ ซึ่งเขียนหลักการในการดำเนินชีวิตที่ไม่ขัดต่อศาสนา
คัมภีร์อัลกุรอานประดับตกแต่งลวดลายน้ำทอง ซึ่งทำด้วยทองคำแท้ ที่เจ้าของผู้ก่อตั้งห้องสมุดเป็นผู้คัดลอกและจัดทำด้วยมือของท่านเอง
นอกจากนี้ต้นฉบับอีกหลายพันเรื่องที่มีในห้องสมุดยังได้ถูกนำมาตีพิมพ์ออกเป็นหนังสือในภาษาต่างๆ
ได้แก่ ภาษาเปอร์เซีย อาหรับ เตอร์กิช อูราดู และอื่นๆ
หนังสือและต้นฉบับอันมากมหาศาลในห้องสมุดแห่งนี้
ล้วนเกิดขึ้นมาจากหัวใจของคนรักหนังสืออย่างอยาตุลเลาะห์ นาจาฟี ผู้ก่อตั้งห้องสมุด
ท่านได้ใช้ชั่วเวลาตลอด ๙๖ ปีของชีวิตทำงานหนักเพื่อสะสมเงินไปหาซื้อหนังสือที่มีคุณค่าเหล่านี้มาศึกษาค้นคว้า
ทั้งๆ ที่ท่านอยู่ในฐานะที่อัตคัด ท่านจึงต้องแสวงหาเงินด้วยการรับทำละหมาด
ทำฮัจญ์ เยี่ยมศพ และถือศีลอดแทนให้กับผู้ล่วงลับที่ไม่สามารถหรือละเลยในการปฏิบัติกิจดังกล่าว
ในหนังสือบางเล่มจึงมีข้อความที่ท่านจารึกว่า "หนังสือเล่มนี้ฉันต้องอดอาหารถึง
๒๐ ชั่วโมง เพื่อซื้อหนังสือเล่มนี้เพียงเล่มเดียว" และทุกครั้งที่ท่านได้หนังสือหรือต้นฉบับมา
ท่านไม่เคยเก็บไว้โดยไม่ได้อ่านหรือศึกษาเพิ่มเติมต่อ
ดังนั้นงานเขียนจากการวิเคราะห์วิจัยหนังสือที่ซื้อมาของท่าน
จึงก่อเกิดเป็นผลงานอีกนับร้อยเล่ม อย่างเช่นหนังสือคำอรรถาธิบายคัมภีร์อัลกุรอานที่ประพันธ์โดยอยาตุลเลาะห์
ซัยยิด อะหะหมัด โคมัยนี ลูกชายของท่านอยาตุลเลาะห์ ซัยยิด รูฮุลเลาะห์
มูซาวี โคมัยนี หนังสือประวัติสายตระกูลของท่านศาสดามุฮัมหมัด ที่ได้สืบค้นมาจนถึงรุ่นปัจจุบันมีทั้งหมดด้วยกันถึง
๖ เล่ม นอกจากนี้ท่านยังรวบรวมตำราจัดระบบวิชาด้านดาราศาสตร์ ปรัชญา
นิติศาสตร์ และศาสตร์ต่างๆ ว่ามีความสำคัญก่อนหน้าการเกิดขึ้นของอิสลามอย่างไร
และด้วยความมานะ
ความอ่อนน้อมถ่อมตนของอยาตุลเลาะห์ นาจาฟี ห้องสมุดแห่งนี้จึงมิได้เป็นแค่คลังความรู้ด้านเอกสาร
หนังสือต่างๆ เท่านั้น แต่ยังขยายเติบใหญ่มีโรงพิมพ์
ส่วนงานซ่อมแซมหนังสือ
โดยเฉพาะหนังสือโบราณ จะมีการทำกระดาษแบบโบราณขึ้นใช้เอง มีผู้เขียน
ลวดลายอักขรวิธีโบราณ มีห้องจัดเก็บไมโครฟิล์ม ห้องสมุดภาพ ห้องขายหนังสือที่ตีพิมพ์
ห้องค้นคว้า ห้องอ่านหนังสือขนาดใหญ่ และอื่นๆ อีกมาก ซึ่งปัจจุบันพื้นที่สร้างอาคารใหม่ๆ
ได้ขยายออกไป โดยได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล ท่านอยาตุลเลาะห์ โคมัยนี
ก็เคยเดินทางมาเยือนห้องสมุดดังกล่าว และได้ยกย่องอยาตุลเลาะห์ นาจาฟี
ว่าเป็นผู้มากด้วยประสบการณ์และทรงคุณค่ายิ่งต่อวงการหนังสือ
ความรักหนังสือของอยาตุลเลาะห์
นาจาฟี ประจักษ์ได้แม้กระทั่งวาระสุดท้ายของชีวิต ท่านได้แสดงความปรารถนาว่า
"ฝังร่างของฉันให้รองรับรอยเท้าของนักค้นคว้าและผู้แสวงหาความรู้"
ดังนั้นเมื่ออยาตุลเลาะห์ นาจาฟี สิ้นชีวิต ศพของท่านจึงถูกฝังไว้
ณ ประตูทางเข้าสู่ห้องสมุดของท่านเอง สมดังเจตนารมณ์ของท่านจวบจนปัจจุบัน
กุหลาบเปอร์เซียในเมืองไทย
ดอกกุหลาบเป็นดอกไม้ในใจของชาวเปอร์เซีย
กวีหลายท่านจึงมักรจนาถึง เช่นเดียวกับจิตรกรก็นิยมวาดภาพดอกกุหลาบไว้ในผลงานของตน
และแน่นอนว่าในสวนของชาวเปอร์เซียหรืออิหร่าน ย่อมต้องมีราชินีแห่งดอกไม้นี้ปลูกประดับไว้
เมื่อชาวอิหร่านเดินทางมาพำนักตั้งถิ่นฐานยังต่างแดน ดอกไม้ยอดนิยมนี้จึงถูกนำพันธุ์มาปลูกไว้
ณ ผืนแผ่นดินใหม่ และได้แพร่พันธุ์ต่อมาถึงปัจจุบัน ในนามที่ชาวสยามเรียกว่ากุหลาบมอญ
ศาสตราจารย์เต็ม
สมิตินันท์ นักพฤกษศาสตร์คนสำคัญของไทยอธิบายว่า กุหลาบมอญ (Rosa damascena)
ปลูกกันมานมนานราว ๒๐๐-๓๐๐ ปี ถิ่นกำเนิดเดิมอยู่ทางภาคเอเชียน้อย
ไม่ปรากฏว่าผู้ใดนำเข้ามา เนื่องจากคำว่า "กุหลาบ" มีรากศัพท์เดิมมาจากภาษาเปอร์เซีย
จึงน่าจะสันนิษฐานได้ว่าชาวเปอร์เซียซึ่งได้เข้ามาติดต่อค้าขายและมีสัมพันธ์ทางการทูต
ได้นำเข้ามาในสมัยกรุงศรีอยุธยาแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราชหรือก่อนหน้านั้น
กุหลาบชนิดนี้บางท้องที่ทางภาคเหนือเรียกกุหลาบออน
(ออนคือสีชมพู) พันธุ์ดอกไม้หอมเรียกยี่สุ่น และรู้จักกันในต่างประเทศว่า
Damask หรือ Persian Rose เป็นไม้พุ่มสูง ๑-๒ เมตร หนามหนาสั้นยาวไม่เท่ากัน
ในช่อหนึ่งมี ๕-๗ ใบ สีเขียวแกมเทา ท้องใบสีขาวดอกใหญ่ วัดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ
๔-๖ เซนติเมตร กลีบซ้อน สีชมพู หอม ออกเป็นช่อสั้นๆ ตามยอด
จากรูปลักษณะตามที่อธิบายข้างต้น
จึงมีความเป็นไปได้ว่ากุหลาบมอญในบ้านเราก็คือ กุหลาบพันธุ์โมฮัมมาดีที่ใช้ในการทำน้ำกุหลาบนั่นเอง
หากแต่ขนาดดอกเล็กกว่า ทั้งนี้อาจเพราะสภาพอากาศของเมืองกัมซาร์หนาวเย็น
ดอกและต้นจึงใหญ่กว่าของบ้านเรา
สุดารา
สุจฉายา.../ศิลปวัฒนธรรม
|