มูลนิธิสำนึกรักบ้านเกิด
 
 
 
Un title page
 
                
            rakbankerd.com
 
 
 
 
ชมโฆษณาสำนึกรักบ้านเกิด
 
 

คุรย... เสื้อคลุมแห่งเกียรติยศ

ถึงช่วงเทศกาลงานรับพระราชทานปริญญาบัตรกันอีกปี สำหรับ วันนี้หากใครเคยผ่านประสบการณ์ คงจำกันได้ไม่ลืมว่า เป็นวันที่มีคุณค่าและมีความหมายมากที่สุดในชีวิตวันหนึ่งหลายสิ่งหลายอย่างที่ชวนให้นึกถึง และนำมาซึ่งความปลาบปลื้มยินดีทุกครั้งเมื่อหวนคิดสู่วันสำคัญที่ยิ่งใหญ่วันนี้ ไม่เพียงแต่จะเป็นแค่ความภาคภูมิใจที่จบการศึกษา แต่ยังรวมถึงความตื้นตันใจที่ได้มีโอกาสสวมใส่ “เสื้อครุย” เสื้อคลุมที่แสนสง่างาม กลายเป็นบัณฑิตใหม่ในพริบตา

“เสื้อครุย เป็นเสื้อที่คนทั่วไปไม่สามารถนำมาใส่ได้ นอกเสียจากผู้ที่ได้รับการกำหนดให้สวมใส่เพื่อเข้าร่วมในงานพิธีสำคัญเท่านั้น” และนี่เอง คือคำจำกัดความของเสื้อครุย โดยรายละเอียดความเป็นมา ตลอดจนความหมายเคียงคู่งานรับปริญญาจะมีความน่าสนใจมากน้อยเพียงใด โอกาสนี้นับเป็นโอกาสที่เหมาะที่สุดสำหรับการมาฟังผู้รู้เล่าย้อนตำนานร่วมกัน

“ครุย ในความหมายตามพจนานุกรมฯ หมายถึง เสื้อคลุมเกียรติยศที่ใช้สวมทับเครื่องแบบเต็มยศเพื่อร่วมในงานพระราชพิธีที่มีหมายกำหนดการให้สวมใส่ ใช้เป็นเครื่องประกอบเกียรติยศ แสดงหน้าที่ในพิธีการ หรือแสดงวิทยฐานะ”
สวัสดิ์ จงกล ผู้ชำนาญการด้านเอกสารประวัติจุฬาฯ กล่าวถึงความหมายของครุยตามหลักพจนานุกรมฯ พร้อมบอกเล่าถึงจุดเริ่มต้น และวิวัฒนาการการใช้เสื้อครุยในประเทศไทยว่า เสื้อครุย ที่ไทยใช้อยู่ยังค้นหาหลักฐานแน่ชัดไม่ได้ว่าได้แบบอย่างมาจากชาติใด บางท่านก็ว่าน่าจะมาจากประเทศจีน โดยพระเจ้าแผ่นดินจีนถวายฉลองพระองค์ปักด้วยดิ้นหรือไหมทองเงินเป็นรูปต่าง ๆ มากับเครื่องราชบรรณาการบางท่านก็ว่ามาจากประเทศอินเดีย เพราะได้เห็นพวกพราหมณ์สวมใส่เพื่อเข้าร่วมพิธี

การใช้ครุยในประเทศไทยพอจะอนุมานได้ว่า เริ่มขึ้นในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ดังปรากฏภาพตอนที่เสด็จออกรับราชทูตฝรั่งเศส และมีบันทึกจดหมายเหตุเรื่องพระวิสูตรสุนทร (โกษาปาน) เป็นราชทูตออกไปเจริญทางพระราชไมตรีถวายพระราชสาส์นแด่พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ของฝรั่งเศสเมื่อปี พ.ศ. 2228 ว่า ในพิธีครั้งนั้น ท่านราชทูตแต่งตัวเต็มยศตามธรรมเนียมไทย คือ สวมเสื้อเยียรบับมีกลีบทอง ดอกไม้ทอง และสวมเสื้อครุย

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชนั้น การใช้เสื้อครุยคงมีแบบแผนแล้ว เพราะได้มีการกำหนดไว้ใน “พระราชบัญญัติ” เมื่อปี พ.ศ. 2343 มีความตอนหนึ่งกล่าวถึงเรื่องเสื้อครุยว่า

“...อย่างธรรมเนียมแต่ก่อนสืบมา จะนุ่งผ้าสมปักทองนากแลใส่เสื้อครุย กรองคอ กรองต้นแขน กรองปลายแขน จะคาดรัดประคดหนามขนุนได้แต่มหาดไทย กลาโหม จตุสดมภ์...ทุกวันนี้ข้าราชการผู้น้อยนุ่งห่มมิได้ทำอย่างธรรมเนียมแต่ก่อน...แต่นี้สืบไปเมื่อหน้า...ห้ามอย่าให้ข้าราชการผู้น้อยใส่เสื้อครุย กรองคอ กรองสังเวียน กรองสมรด...ได้เสื้อครุยได้แต่กรองปลายมือ…”

ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้โปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติเกี่ยวกับเสื้อครุยหลายฉบับ เช่น พระราชบัญญัติสำหรับเครื่องขัตติยราชอิสริยยศอันมีเกียรติคุณรุ่งเรืองยิ่งตรามหาจักรีบรมราชวงศ์ พ.ศ. 2424 พระราช บัญญัติเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นโบราณมงคลยิ่ง นพรัตนราชวราภรณ์ พ.ศ. 2436 และพระราชบัญญัติเครื่องราชอิสริยาภรณ์สำหรับตระกูลจุลจอมเกล้า พ.ศ. 2436 ตาม พระราชบัญญัติดังกล่าวได้กำหนดให้ใช้เสื้อครุย ซึ่งเป็นเสื้อครุยพื้นสีทอง เสื้อครุยพื้นเหลือง เสื้อครุยพื้นสีขาว สำหรับผู้ได้รับ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ตามพระราชบัญญัติทั้งสามฉบับดังกล่าว

จวบจนสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 พระองค์ทรงพระราชปรารภว่า “...เสื้อครุยเป็นเครื่องแต่งตัวในงานเต็มยศใหญ่แต่โบราณมา แลบัดนี้ได้โปรดให้มีเครื่องแต่งตัวตามลำดับ ยศข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ผู้น้อย ทั้งฝ่ายทหาร พลเรือน จัดให้เป็นระเบียบเรียบร้อย ทรงพระราชดำริเห็นว่า การที่จะใช้เสื้อครุยนั้น สมควรจะมีพระราชกำหนดไว้ให้เป็นระเบียบเสียด้วย...” จึงโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชกำหนดเสื้อครุยขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2454 กำหนดเสื้อครุยข้าราชการไว้ 3 ชั้น เรียกว่า เสื้อครุยเสนามาตย์ แบ่งเป็นชั้นตรี โท เอก

นอกจากเสื้อครุยเสนามาตย์แล้ว ยังมีเสื้อครุยอีกประเภทหนึ่งเรียกว่า เสื้อครุยวิทยฐานะ ใช้สวมเป็นที่เชิดชูเกียรติสำหรับผู้สำเร็จวิชาการจากมหาวิทยาลัย หรือวิทยาลัยชั้นสูง อาจกล่าวได้ว่า เสื้อครุยวิทยฐานะมีขึ้นครั้งแรกในประเทศไทย สมัยที่พระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์ พระเจ้าลูกยาเธอในรัชกาลที่ 5 เป็นเสนาบดีกระทรวงยุติธรรม โดยให้ผู้ที่สอบไล่วิชากฎหมายได้เป็นเนติบัณฑิตมีสิทธิสวมเสื้อครุย ซึ่งครั้งนั้นเรียกว่า เสื้อเนติบัณฑิต

ครั้น พ.ศ. 2473 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้ประกาศพระราชกำหนดเสื้อครุยบัณฑิตของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อ “...นิสิตที่เล่าเรียนสำเร็จตามหลักสูตรของมหาวิทยาลัยและได้รับปริญญานั้น ควรมีโอกาสใช้เสื้อครุยมหาวิทยาลัยเป็นที่เชิดชูเกียรติให้เข้ารูปเยี่ยงนิสิตในสถานอุดมศึกษาทั้งหลายในนานาประเทศ” ซึ่งนับจากนั้นมา บัณฑิตจากสถาบันการศึกษาต่าง ๆ จึงสวมครุยที่มีรูปแบบแตกต่างกันตามสถาบันเมื่อเข้ารับพระราชทานปริญญาในพิธีประสาทปริญญาบัตร

ได้ทราบเรื่องราวความหมายของเสื้อครุย และจุดเริ่มต้นการใช้เสื้อครุยในประเทศไทยอย่างนี้แล้ว คงทำให้หลาย ๆ ท่านเห็นถึงความสำคัญที่ยิ่งใหญ่ของเสื้อคลุมแห่งเกียรติยศ

มานะพากเพียรเล่าเรียนศึกษา เพื่อวันข้างหน้าจะได้มีโอกาสสวมใส่ “ครุย”

เช่นเดียวกับผู้ที่สำเร็จการศึกษาปีนี้...

ขอแสดงความยินดีกับบัณฑิตใหม่ทุกท่าน.


‘ศิริรัตน์ สาโพธิ์สิงห์ /
เดลินิวส์ 22 กุมภาพันธ์ 2548

 
  Un title page
มูลนิธิสำนึกรักบ้านเกิด
๒๘๗/๑๙๕ ซ.รามคำแหง ๒๑(นวศรี) ถ.ประดิษฐ์มนูธรรม ข.วังทองหลาง กทม.๑๐๓๑๐

โทร. ๐-๒๓๖๙-๔๐๓๐ แฟกซ์. ๐-๒๓๖๙-๓๘๒๒ rbk_foundation@hotmail.com,  rbk_foundation@yahoo.com