|
คุรย... เสื้อคลุมแห่งเกียรติยศ
ถึงช่วงเทศกาลงานรับพระราชทานปริญญาบัตรกันอีกปี
สำหรับ วันนี้หากใครเคยผ่านประสบการณ์ คงจำกันได้ไม่ลืมว่า เป็นวันที่มีคุณค่าและมีความหมายมากที่สุดในชีวิตวันหนึ่งหลายสิ่งหลายอย่างที่ชวนให้นึกถึง
และนำมาซึ่งความปลาบปลื้มยินดีทุกครั้งเมื่อหวนคิดสู่วันสำคัญที่ยิ่งใหญ่วันนี้
ไม่เพียงแต่จะเป็นแค่ความภาคภูมิใจที่จบการศึกษา แต่ยังรวมถึงความตื้นตันใจที่ได้มีโอกาสสวมใส่
เสื้อครุย เสื้อคลุมที่แสนสง่างาม กลายเป็นบัณฑิตใหม่ในพริบตา
เสื้อครุย
เป็นเสื้อที่คนทั่วไปไม่สามารถนำมาใส่ได้ นอกเสียจากผู้ที่ได้รับการกำหนดให้สวมใส่เพื่อเข้าร่วมในงานพิธีสำคัญเท่านั้น
และนี่เอง คือคำจำกัดความของเสื้อครุย โดยรายละเอียดความเป็นมา ตลอดจนความหมายเคียงคู่งานรับปริญญาจะมีความน่าสนใจมากน้อยเพียงใด
โอกาสนี้นับเป็นโอกาสที่เหมาะที่สุดสำหรับการมาฟังผู้รู้เล่าย้อนตำนานร่วมกัน
ครุย
ในความหมายตามพจนานุกรมฯ หมายถึง เสื้อคลุมเกียรติยศที่ใช้สวมทับเครื่องแบบเต็มยศเพื่อร่วมในงานพระราชพิธีที่มีหมายกำหนดการให้สวมใส่
ใช้เป็นเครื่องประกอบเกียรติยศ แสดงหน้าที่ในพิธีการ หรือแสดงวิทยฐานะ
สวัสดิ์ จงกล ผู้ชำนาญการด้านเอกสารประวัติจุฬาฯ กล่าวถึงความหมายของครุยตามหลักพจนานุกรมฯ
พร้อมบอกเล่าถึงจุดเริ่มต้น และวิวัฒนาการการใช้เสื้อครุยในประเทศไทยว่า
เสื้อครุย ที่ไทยใช้อยู่ยังค้นหาหลักฐานแน่ชัดไม่ได้ว่าได้แบบอย่างมาจากชาติใด
บางท่านก็ว่าน่าจะมาจากประเทศจีน โดยพระเจ้าแผ่นดินจีนถวายฉลองพระองค์ปักด้วยดิ้นหรือไหมทองเงินเป็นรูปต่าง
ๆ มากับเครื่องราชบรรณาการบางท่านก็ว่ามาจากประเทศอินเดีย เพราะได้เห็นพวกพราหมณ์สวมใส่เพื่อเข้าร่วมพิธี
การใช้ครุยในประเทศไทยพอจะอนุมานได้ว่า
เริ่มขึ้นในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ดังปรากฏภาพตอนที่เสด็จออกรับราชทูตฝรั่งเศส
และมีบันทึกจดหมายเหตุเรื่องพระวิสูตรสุนทร (โกษาปาน) เป็นราชทูตออกไปเจริญทางพระราชไมตรีถวายพระราชสาส์นแด่พระเจ้าหลุยส์ที่
14 ของฝรั่งเศสเมื่อปี พ.ศ. 2228 ว่า ในพิธีครั้งนั้น ท่านราชทูตแต่งตัวเต็มยศตามธรรมเนียมไทย
คือ สวมเสื้อเยียรบับมีกลีบทอง ดอกไม้ทอง และสวมเสื้อครุย
ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชนั้น
การใช้เสื้อครุยคงมีแบบแผนแล้ว เพราะได้มีการกำหนดไว้ใน พระราชบัญญัติ
เมื่อปี พ.ศ. 2343 มีความตอนหนึ่งกล่าวถึงเรื่องเสื้อครุยว่า
...อย่างธรรมเนียมแต่ก่อนสืบมา
จะนุ่งผ้าสมปักทองนากแลใส่เสื้อครุย กรองคอ กรองต้นแขน กรองปลายแขน
จะคาดรัดประคดหนามขนุนได้แต่มหาดไทย กลาโหม จตุสดมภ์...ทุกวันนี้ข้าราชการผู้น้อยนุ่งห่มมิได้ทำอย่างธรรมเนียมแต่ก่อน...แต่นี้สืบไปเมื่อหน้า...ห้ามอย่าให้ข้าราชการผู้น้อยใส่เสื้อครุย
กรองคอ กรองสังเวียน กรองสมรด...ได้เสื้อครุยได้แต่กรองปลายมือ
ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้โปรดเกล้าฯ
ให้ตราพระราชบัญญัติเกี่ยวกับเสื้อครุยหลายฉบับ เช่น พระราชบัญญัติสำหรับเครื่องขัตติยราชอิสริยยศอันมีเกียรติคุณรุ่งเรืองยิ่งตรามหาจักรีบรมราชวงศ์
พ.ศ. 2424 พระราช บัญญัติเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นโบราณมงคลยิ่ง
นพรัตนราชวราภรณ์ พ.ศ. 2436 และพระราชบัญญัติเครื่องราชอิสริยาภรณ์สำหรับตระกูลจุลจอมเกล้า
พ.ศ. 2436 ตาม พระราชบัญญัติดังกล่าวได้กำหนดให้ใช้เสื้อครุย ซึ่งเป็นเสื้อครุยพื้นสีทอง
เสื้อครุยพื้นเหลือง เสื้อครุยพื้นสีขาว สำหรับผู้ได้รับ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ตามพระราชบัญญัติทั้งสามฉบับดังกล่าว
จวบจนสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว
รัชกาลที่ 6 พระองค์ทรงพระราชปรารภว่า ...เสื้อครุยเป็นเครื่องแต่งตัวในงานเต็มยศใหญ่แต่โบราณมา
แลบัดนี้ได้โปรดให้มีเครื่องแต่งตัวตามลำดับ ยศข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ผู้น้อย
ทั้งฝ่ายทหาร พลเรือน จัดให้เป็นระเบียบเรียบร้อย ทรงพระราชดำริเห็นว่า
การที่จะใช้เสื้อครุยนั้น สมควรจะมีพระราชกำหนดไว้ให้เป็นระเบียบเสียด้วย...
จึงโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชกำหนดเสื้อครุยขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2454 กำหนดเสื้อครุยข้าราชการไว้
3 ชั้น เรียกว่า เสื้อครุยเสนามาตย์ แบ่งเป็นชั้นตรี โท เอก
นอกจากเสื้อครุยเสนามาตย์แล้ว
ยังมีเสื้อครุยอีกประเภทหนึ่งเรียกว่า เสื้อครุยวิทยฐานะ ใช้สวมเป็นที่เชิดชูเกียรติสำหรับผู้สำเร็จวิชาการจากมหาวิทยาลัย
หรือวิทยาลัยชั้นสูง อาจกล่าวได้ว่า เสื้อครุยวิทยฐานะมีขึ้นครั้งแรกในประเทศไทย
สมัยที่พระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์ พระเจ้าลูกยาเธอในรัชกาลที่ 5 เป็นเสนาบดีกระทรวงยุติธรรม
โดยให้ผู้ที่สอบไล่วิชากฎหมายได้เป็นเนติบัณฑิตมีสิทธิสวมเสื้อครุย
ซึ่งครั้งนั้นเรียกว่า เสื้อเนติบัณฑิต
ครั้น
พ.ศ. 2473 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้ประกาศพระราชกำหนดเสื้อครุยบัณฑิตของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
เพื่อ ...นิสิตที่เล่าเรียนสำเร็จตามหลักสูตรของมหาวิทยาลัยและได้รับปริญญานั้น
ควรมีโอกาสใช้เสื้อครุยมหาวิทยาลัยเป็นที่เชิดชูเกียรติให้เข้ารูปเยี่ยงนิสิตในสถานอุดมศึกษาทั้งหลายในนานาประเทศ
ซึ่งนับจากนั้นมา บัณฑิตจากสถาบันการศึกษาต่าง ๆ จึงสวมครุยที่มีรูปแบบแตกต่างกันตามสถาบันเมื่อเข้ารับพระราชทานปริญญาในพิธีประสาทปริญญาบัตร
ได้ทราบเรื่องราวความหมายของเสื้อครุย
และจุดเริ่มต้นการใช้เสื้อครุยในประเทศไทยอย่างนี้แล้ว คงทำให้หลาย
ๆ ท่านเห็นถึงความสำคัญที่ยิ่งใหญ่ของเสื้อคลุมแห่งเกียรติยศ
มานะพากเพียรเล่าเรียนศึกษา
เพื่อวันข้างหน้าจะได้มีโอกาสสวมใส่ ครุย
เช่นเดียวกับผู้ที่สำเร็จการศึกษาปีนี้...
ขอแสดงความยินดีกับบัณฑิตใหม่ทุกท่าน.
ศิริรัตน์ สาโพธิ์สิงห์ /เดลินิวส์
22 กุมภาพันธ์ 2548
|