|
ตำนานและนิทานในประเพณีลอยกระทง
เรื่องแรก
เล่าถึงสาเหตุการลอยกระทงว่า เมื่อครั้งดึกดำบรรพ์ ยังมีพญากาเผือกสองผัวเมีย
ทำรังอยู่บนต้นไม้ในป่าหิมพานต์ใกล้ฝั่งแม่น้ำ วันหนึ่งกาเผือกทั้งสองบินออกไปหาอาหาร
ขณะนั้นเกิดพายุใหญ่ พัดรังกากระจัดกระจายไป ฟองไข่ตกลงไปในแม่น้ำ
เมื่อพายุสงบ พญากาเผือกกลับมารัง ไม่เห็นไข่ ก็ร้องไห้เสียใจจนขาดใจตาย
แล้วไปเกิดใหม่บนพรหมโลก ชื่อว่า ท้าวพกาพรหม ส่วนไข่พญากาได้มี แม่ไก่
แม่นาค แม่เต่า แม่โค และแม่ราชสีห์ต่างเก็บเอาไปเลี้ยง ครั้นถึงกำหนดฟัก
ไข่ก็แตกออกเป็นมนุษย์ ไม่เป็นลูกกา และต่อมาต่างก็เห็นโทษของความเป็นฆราวาส
และอานิสงส์ของการบรรพชา จึงได้ลาแม่เลี้ยงของตนไปบวชเป็นฤาษีเจริญฌานสมาบัติอยู่ในป่าหิมพานต์
วันหนึ่งฤาษีทั้งห้าบังเอิญไปพบกัน และถามไถ่นามวงศ์และมารดาของกันและกัน
ได้ความว่าตนหนึ่งชื่อ กกุสันโธ วงศ์ไก่ โกนาคมโน (โก-นา-คะ-มะ-โน)
วงศ์นาค กัสสโป วงศ์เต่า โคตโม วงศ์โค และเมตเตยะ (เม-ตะ-เต-ยะ) วงศ์ราชสีห์
ต่างไม่มีมารดาตน มีแต่แม่เลี้ยงเป็นไก่ นาค เต่า โค และราชสีห์ ดังนั้น
ทั้งห้าจึงพร้อมใจกันอธิษฐานว่า ถ้าต่อไปจะได้ตรัสรู้เป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ขอให้ร้อนไปถึงมารดาจริง ด้วยแรงอธิษฐาน ร้อนไปถึงท้าวพกาพรหม ต้องเสด็จลงมา
แล้วจำแลงเป็นกาเผือก มาเกาะบนต้นไม้หน้าฤาษีทั้งห้าและเล่าเรื่องเดิมให้ฟัง
แล้วกล่าวว่า ถ้าหากต่อไปคิดถึงมารดา เมื่อถึงวันเพ็ญ เดือน 11 เดือน
12 ให้นำด้ายดิบผูกไม้เป็นตีนกา ปักธูปเทียนบูชาลอยกระทงในแม่น้ำเถิด
ทำอย่างนี้เรียกว่าคิดถึงมารดา เมื่อบอกเสร็จแล้วกาเผือกท้าวพกาพรหม
ก็ลากลับไป นับตั้งแต่นั้นมา ก็มีการลอยกระทงเพื่อจะบูชาท้าวพกาพรหม
รวมถึงบูชารอยพระพุทธบาทด้วย
เรื่องที่สอง
ว่ากันว่าการลอยกระทงมีต้นกำเนิดมาจากศาสนาพุทธนั่นเอง กล่าวคือก่อนที่พระพุทธองค์จะตรัสรู้เป็นสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ได้ประทับอยู่ใต้ต้นโพธิ์ ใกล้แม่น้ำเนรัญชรา กาลวันหนึ่ง นางสุชาดาอุบาสิกาได้ให้สาวใช้นำข้าวมธุปายาส
(ข้าวกวนหุงด้วยน้ำผึ้งหรือน้ำอ้อย) ใส่ถาดทองไปถวาย เมื่อพระองค์เสวยหมดแล้ว
ก็ทรงตั้งสัตยาธิษฐานว่า ถ้าหากวันใดจะสำเร็จเป็นพระพุทธเจ้า ก็ขอให้ถาดลอยทวนน้ำ
ด้วยแรงสัตยาธิษฐานและบุญญาภินิหาร ถาดก็ลอยทวนน้ำไปจนถึงสะดือทะเล
แล้วก็จมไปถูกขนดหางพระยานาคผู้รักษาบาดาล พระยานาคตื่นขึ้น พอเห็นว่าเป็นอะไร
ก็ประกาศก้องว่า บัดนี้ได้มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอุบัติขึ้นในโลกอีกองค์แล้ว
ครั้นแล้วเทพยดาทั้งหลายและพระยานาคก็พากันไปเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า และพระยานาคก็ได้ขอให้พระพุทธองค์ประทับรอยพระบาทไว้บนฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา
เพื่อพวกเขาจะได้ขึ้นมาถวายสักการะได้ พระองค์ก็ทรงทำตาม ส่วนสาวใช้ก็นำความไปบอกนางสุชาดา
ครั้นถึงวันนั้นของทุกปี นางสุชาดาก็จะนำเครื่องหอมและดอกไม้ใส่ถาดไปลอยน้ำเพื่อไปนมัสการรอยพระพุทธบาทเป็นประจำเสมอมา
และต่อ ๆ มาก็ได้กลายเป็นประเพณีลอยกระทงตามที่เห็นกันอยู่ในปัจจุบัน
ในเรื่องการประทับรอยพระบาทนี้ บางแห่งก็ว่า พญานาคได้ทูลอาราธนาพระพุทธเจ้าไปแสดงธรรมเทศนาในนาคพิภพ
เมื่อจะเสด็จกลับ พญานาคได้ทูลขออนุสาวรีย์จากพระองค์ไว้บูชา พระพุทธองค์จึงได้ทรงอธิษฐานประทับรอยพระบาทไว้ที่หาดทรายแม่น้ำนัมมทา
และพวกนาคทั้งหลายจึงพากันบูชารอยพระพุทธบาทแทนพระองค์ ต่อมาชาวพุทธได้ทราบเรื่องนี้จึงได้ทำการบูชารอยพระบาทสืบต่อกันมา
โดยนำเอาเครื่องสักการะใส่กระทงลอยน้ำไป
ส่วนที่ว่าลอยกระทงในวันเพ็ญ เดือน 11 หรือวันออกพรรษา
เพื่อเฉลิมฉลองวันคล้ายวันที่พระพุทธเจ้าเสด็จกลับมาสู่โลกมนุษย์
หลังการจำพรรษา 3 เดือน ณ สวรรค์ชั้นดาวดึงส์เพื่อแสดงอภิธรรมโปรดพุทธมารดานั้น
ก็ด้วยวันดังกล่าว เหล่าทวยเทพและพุทธบริษัทพากันมารับเสด็จนับไม่ถ้วน
พร้อมด้วยเครื่องสักการบูชา และเป็นวันที่พระพุทธองค์ได้เปิดให้ประชาชนได้เห็นสวรรค์และนรกด้วยฤทธิ์ของพระองค์
คนจึงพากันลอยกระทงเพื่อเฉลิมฉลองรับเสด็จพระพุทธเจ้า
สำหรับคติที่ว่า การลอยกระทงตามประทีป ในวันเพ็ญเดือน 11 หรือเดือน
12 เพื่อไปบูชาพระเกศแก้วจุฬามณีบนสรวงสรรค์ชั้นดาวดึงส์นั้น ก็ว่าเป็นเพราะ
ตรงกับวันที่พระพุทธเจ้าเสด็จออกบรรพชาที่ริมฝั่งแม่น้ำอโนมา ทรงใช้พระขรรค์
ตัดพระเกศโมลีขาดลอยไปในอากาศตามที่ทรงอธิษฐาน พระอินทร์จึงนำผอบแก้วมาบรรจุ
แล้วนำไปประดิษฐานไว้ในจุฬามณีเจดีย์บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ (ตามประทีป
คือ การจุดประทีป หรือจุดไฟในตะเกียง/โคม หรือผาง-ถ้วยดินเผาเล็ก ๆ)
ซึ่งทางเหนือของเรามักจะมีการปล่อยโคมลอย หรือโคมไฟที่เรียกว่า ว่าวไฟ
ขึ้นไปในอากาศเพื่อบูชาพระเกศแก้วจุฬามณีด้วย
ตามตำราพราหมณ์ คณาจารย์กล่าวว่า พิธีลอยประทีปหรือตามประทีปนี้
แต่เดิมเป็นพิธีทางศาสนาพราหมณ์ ทำขึ้นเพื่อบูชาเทพเจ้าทั้งสามคือ
พระอิศวร พระนารายณ์และพระพรหม เป็นประเภทคู่กับลอยกระทง ก่อนจะลอยก็ต้องมีการตามประทีปก่อน
ซึ่งตามคัมภีร์โบราณอินเดียเรียกว่า "ทีปาวลี" โดยกำหนดทางโหราศาสตร์ว่าเมื่อพระอาทิตย์ถึงราศีพิจิก
พระจันทร์อยู่ราศีพฤกษ์เมื่อใด เมื่อนั้นเป็นเวลาตามประทีป และเมื่อบูชาไว้ครบกำหนดวันแล้ว
ก็เอาโคมไฟนั้นไปลอยน้ำเสีย ต่อมาชาวพุทธเห็นเป็นเรื่องดี จึงแปลงเป็นการบูชารอยพระพุทธบาทและการรับเสด็จพระพุทธเจ้าดังที่กล่าวมาข้างต้น
โดยมักถือเอาเดือน 12 หรือเดือนยี่เป็งเป็นเกณฑ์ (ยี่เป็งคือเดือนสอง
ตามการนับทางล้านนา ที่นับเดือนทางจันทรคติ และเร็วกว่าภาคกลาง 2 เดือน)
อย่างไรก็ดี ไม่ว่าจะเป็นการบูชาพระพุทธองค์ที่เสด็จลงมาจากดาวดึงส์หรือการบูชารอยพระพุทธบาท
ก็มีความหมายแฝงแสดงถึงคติธรรมอย่างหนึ่ง คือ การให้พุทธศานิกชนได้เจริญรอยตามพระบาทของพระพุทธเจ้า
ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งคุณความดีทั้งปวงนั่นเอง
ส่วนนิทานเรื่องกาเผือก
ภิกษุโพธิ์แสน ยานุภาพได้ให้ทรรศนะว่า แม่กาเผือก มีนัยหมายถึงธรรมชาติแท้
ๆ ของสรรพสิ่ง ไข่ 5 ฟองคือ ขันธ์ห้า (รูป เวทนา สัญญา สังขารและวิญญาณ)
ซึ่งมิใช่ตัวตน มันเกิดเองโดยธรรมชาติและเป็นไปตามกฎเกณฑ์ทางธรรมชาติ
การที่ไข่ไหลไปตามน้ำ คือการที่ขันธ์ทั้งห้าเปลี่ยนไปตามเหตุปัจจัย
และการที่ไข่ฟักเป็นตัวคือ ตัวแท้ของขันธ์ 5 เป็นธาตุ 4 ตามธรรมชาติและนามธรรม
แต่ถูกอวิชชาคือ ความไม่รู้ข้อเท็จจริงครอบงำ จึงมีชื่อเรียกสมมุติไปต่าง
ๆ นานา การที่ขันธ์ 5 หรือลูกกาไม่รู้จักแม่แท้รู้จักแต่แม่เลี้ยงคือ
การไม่รู้สภาวธรรมแท้ ๆ ที่ทำให้ตนเกิดมา ต่อมาเมื่อฤาษีทั้งห้าตั้งใจอธิษฐานให้พบแม่แท้
ๆ ก็คือ การพร้อมใจกันปฏิบัติธรรมสูงสุด คือ วิปัสสนา จนได้รู้แจ้งเห็นจริงไม่ติด
ในสมมุติบัญญัติอีกต่อไป ส่วนที่แม่บอกให้เอาด้ายดิบผูกไม้และจุดเทียนในกระทงลอยไปในน้ำ
ก็คือ ตัว ศีล สมาธิ ปัญญานั่นเอง และแม่น้ำ คือ กระแสแห่งอายตนะ (เช่น
รูป รส กลิ่น เสียง) ส่วนแสงเทียนคือปัญญาทำให้รู้แจ้งความเป็นไป ถึงการกระทบกันของอายตนะภายในและภายนอก
และไม่ยินดียินร้ายตามอำนาจของมัน เพื่อจิตใจมั่นคง หลุดพ้นจากความรู้สึกแบบโลกียชนนั่นเอง
เรื่องที่สาม เป็นเรื่องของพม่า
เล่าว่า ครั้งหนึ่งในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช ทรงมีพระประสงค์จะสร้างเจดีย์ให้ครบ
84,000 องค์ แต่ถูกพระยามารคอยขัดขวางเสมอ พระองค์จึงไปขอให้พระอรหันต์องค์หนึ่ง
คือ พระอุปคุตช่วยเหลือ พระอุปคุตจึงไปขอร้องพระยานาคเมืองบาดาลให้ช่วย
พระยานาครับปากและปราบพระยามารจนสำเร็จ พระเจ้าอโศกมหาราชจึงสร้างเจดีย์ได้สำเร็จสมพระประสงค์
ตั้งแต่นั้นมา เมื่อถึงวันเพ็ญ เดือน 12 คนทั้งหลายก็จะทำพิธีลอยกระทงเพื่อบูชาคุณพระยานาค
เรื่องนี้ บางแห่งก็ว่า พระยานาคก็คือพระอุปคุตที่อยู่ที่สะดือทะเล
และมีอิทธิฤทธิ์มาก จึงปราบมารได้ และพระอุปคุตนี้เป็นที่นับถือของชาวพม่าและชาวพายัพของไทยเป็นอย่างมาก.
อมรรัตน์ เทพกำปนาท
สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ
|