แง้มเนื้อหาทฤษฎีสัมพัทธภาพ
ถ้าเอ่ยนามไอน์สไตน์
ก็เลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องพูดถึงทฤษฎีสัมพัทธภาพ (General relativity
หรือ General relativity theory )จริงอยู่ที่มีคนมากมายเคยได้ยินชื่อทฤษฎีนี้
แต่มีกี่คนหนอที่รู้เนื้อหาของสุดยอดทฤษฎีนี้ ไฉนเลย ทำไมไม่ลองแง้มทฤษฎีนี้มาสัมผัสกันดูบ้างเล่า
เมื่อ พ.ศ. 2448 อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ได้เสนอผลงานห้าชิ้นของเขา สองในห้านั้นเกี่ยวกับทฤษฎี
สัมพัทธภาพพิเศษ ปีนั้นถือเป็นปีที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสำคัญของวงการฟิสิกส์
ทำให้ปีนี้ครบ 100 ปีมหัศจรรย์ของไอน์สไตน์ ทฤษฎีสัมพัทธภาพของไอน์สไตน์เป็นทฤษฎีที่คนรู้จักกันอย่างมาก
แม้อาจจะไม่เข้าใจเลยก็ตาม ถ้าเป็นภาษาอังกฤษ ทฤษฎีสัมพัทธภาพเรียกว่า
relativity theory โดยแบ่งเป็นสองภาคคือ ทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษ และ
ทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป
เราลองมาย่อเนื้อหาของทฤษฎีสัมพัทธภาพของไอน์สไตน์ให้เหลือสั้นๆ ดูกันดีไหม
ตกลงกันก่อน
คำว่าสัมพัทธ์ในชื่อทฤษฎีนี้
หมายความว่า เทียบกัน นั่นคือ สมบัติต่างๆ ของสิ่งที่เราสังเกต มีค่าอย่างไร
เมื่อเทียบกับผู้สังเกตคนไหน เช่น แมลงวันเกาะบนรถที่กำลังวิ่ง แมลงวันจะมีความเร็วเท่ากับรถเมื่อเทียบกับคน
(ผู้สังเกต) ที่อยู่ข้างถนน แต่แมลงวันจะมีความเร็วเป็นศูนย์เมื่อเทียบกับผู้โดยสารบนรถคันนั้น
ในเรื่องของสัมพัทธภาพจะศึกษาสองสิ่งคือ สัมพัทธภาพ กับ ความไม่แปรเปลี่ยน
(invariant) ความไม่แปรเปลี่ยนหมายถึง สมบัติของสิ่งที่สังเกตไม่เปลี่ยนแปลงไม่ว่าใครจะเป็นคนมอง
สรุปว่า การศึกษาเรื่องสัมพัทธภาพจะศึกษาว่า ในเหตุการณ์หนึ่ง มีอะไรบ้างที่แต่ละผู้สังเกต
วัดค่าได้ต่างกัน และมีอะไรบ้าง ที่ผู้สังเกตทุกคน วัดค่าได้ตรงกัน
ทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษ
ทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษนั้น
เป็นแค่กรณีเฉพาะของทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป ซึ่งใช้ในสถานการณ์ที่ผู้สังเกต
ไม่ว่ากี่คนก็ตาม ไม่มีความเร่ง คือถ้าเคลื่อนที่ก็ต้องเคลื่อนที่ด้วยความเร็ว
คงที่ (เรียกว่ากรอบเฉื่อย) ส่วนทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปใช้กับผู้สังเกตที่มีความเร่งหรืออยู่ในสนามความโน้มถ่วง
หลักพื้นฐานที่นำมาใช้ในทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษมีอยู่สองข้อ คือ
1.
กฎทางฟิสิกส์มีรูปแบบเดียวกันในทุกกรอบเฉื่อย และ
2.
อัตราเร็วของแสงในสุญญากาศมีค่าคงที่สำหรับทุกคนในกรอบเฉื่อย
จากหลักการพื้นฐานสองข้อทำให้ไอน์สไตน์ขบคิดจนได้ทฤษฎีนี้ออกมาได้
ลองสมมติว่ามียานอวกาศเคลื่อนที่ออกไปจากสถานีอวกาศที่อยู่นิ่งเมื่อเทียบกับโลก
ส่วนยานอวกาศเคลื่อนที่ด้วยความเร็ว 0.5 เท่าของความเร็วแสงเทียบกับสถานีอวกาศ
ต่อมายานอวกาศก็ยิงกระสุนออกไปด้วยความเร็ว 0.6 เท่าของความเร็วแสงเทียบกับยานอวกาศ
ถ้าเราใช้กลศาสตร์ของ นิวตันมาพิจารณาเหตุการณ์นี้ก็จะได้ว่า ผู้สังเกตบนสถานีอวกาศจะเห็นลูกกระสุนเคลื่อนที่ด้วยความเร็วเท่ากับ
0.6 + 0.5 = 1.1 เท่าของความเร็วแสง แต่ทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษของไอน์สไตน์บอกว่า
เราจะเอาความเร็วมารวมกันตรงๆ แบบนี้ไม่ได้ เราจะต้องมีสูตรในการรวมความเร็วนี้ใหม่
ซึ่งก็คือ Vx = (Vx + v)/( 1 + vVx /c2) เมื่อ Vx เป็นความเร็วของลูกกระสุนที่ผู้สังเกตบนสถานีอวกาศเห็น
Vx เป็นความเร็วลูกกระสุนเทียบกับยานอวกาศ และ v เป็นความเร็วของยานอวกาศเทียบกับสถานีอวกาศ
ซึ่งจะ ทำให้พบว่า ไม่มีวัตถุใดที่สามารถเคลื่อนที่ได้เร็วกว่าแสง
การจะหาค่าที่ผู้สังเกตในแต่ละกรอบว่ามีค่าเท่าไร
ก็จะใช้หลักการแบบนี้ โดยสมการที่ดูยุ่งๆ นี้มาจากคณิตศาสตร์ที่เรียกว่าการแปลงแบบลอเรนตซ์
ซึ่งการแปลงแบบนี้จะผ่านค่าค่าหนึ่งที่ใช้สัญลักษณ์ว่า k ที่มีค่าเท่ากับ
1/(1 - v2/c2)- 1/2 เมื่อ v และ c เป็นความเร็วของกรอบที่เคลื่อนที่และความเร็วแสงตามลำดับ
ผลของทฤษฎีสัมพัทธภาพทำให้เราได้พบเหตุการณ์ประหลาดๆ
หลายอย่างซึ่งพอสรุปได้ว่า วัตถุที่เคลื่อนที่จะมีความยาวหดสั้นลง
และเวลาของวัตถุที่เคลื่อนที่นั้นก็จะช้าลงด้วย การหดของความยาวและการยืดของเวลาจะเห็นผลได้ชัดเจนเมื่อเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงมากๆ
สำหรับสูตรความยาวหด เวลายืดนั้นก็คือ
สูตรความยาวหด
L = L0/k โดยที่ L เป็นความยาวของวัตถุที่เคลื่อนที่ L0 เป็นความยาวของวัตถุที่อยู่นิ่ง
v และ c เป็นความเร็วของวัตถุและความเร็วแสงตามลำดับ
สูตรเวลายืด Dt = kDt0 โดยที่ Dt เป็นช่วงเวลาของวัตถุที่เคลื่อนที่
ส่วน Dt0 เป็นช่วงเวลาของวัตถุที่อยู่นิ่ง
ค่าอื่นๆ
ทางฟิสิกส์ก็ใช้หลักการเดียวกันนี้ ซึ่งไอน์สไตน์ก็ได้ทำนายค่าอื่นๆ
ไว้ ที่สำคัญตัวหนึ่งที่น่าจะพูดถึงก็คือ พลังงานที่สังเกตจากกรอบที่เคลื่อนที่
นั่นคือ E = Ek(1ฑ (v/c) cos(q)) สูตรพลังงานที่สังเกตได้ในกรอบที่เคลื่อนที่นี้เองที่ไอน์สไตน์นำไปคิดต่อจนพบว่า
E = mc2
ทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป
ไอน์สไตน์เริ่มต้นคิดทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปในปี
2450 หลังจากที่เขาพบว่า ทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องความโน้มถ่วงเลย
โดยหลักพื้นฐานของทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปก็คือหลักแห่งความสมมูล นั่นคือ
ในกรอบอ้างอิงเล็กๆ ที่ตกอย่างอิสระในสนามโน้มถ่วงจะเทียบเท่ากับกรอบอ้างอิงเฉื่อยที่ไม่มีความโน้มถ่วง
หรือ ในกรอบอ้างอิงเล็กๆ ผลของความเร่งเทียบเท่ากับผลของความโน้มถ่วง
มุมมองที่แตกต่างกันทำให้ได้ค่าต่างกันยังคงใช้ได้กับการเคลื่อนที่ด้วยความเร่งเช่นกัน
จากหลักแห่งความสมมูลนี้ ไอน์สไตน์สามารถทำนายได้ว่า สนามความโน้มถ่วงทำให้เวลาเดินช้าลง
สนามความโน้มถ่วงยิ่งเข้มก็ยิ่งทำให้เวลาเดินช้ามากขึ้น จุดนี้มีความสำคัญอยู่ด้วย
นั่นคือ ในกรณีสัมพัทธภาพพิเศษ ผู้สังเกต ก ที่ (คิดว่าตัวเอง) หยุดนิ่ง
จะเห็นนาฬิกาของ ข ที่เคลื่อนที่เดินช้าลง แต่ ข จะคิดว่าตัวเองหยุดนิ่ง
ก ต่างหากที่เคลื่อนที่ นาฬิกาของ ก จึงเดินช้าลง แต่ทั้งคู่จะเห็นนาฬิกาที่อยู่ในสนามความโน้มถ่วง
เดินช้าลงเหมือนกัน สิ่งนี้เรียกว่า เวลาเกิดการบิดเบี้ยว
อีกหลักหนึ่งที่ไอน์สไตน์นำมาพัฒนาทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปก็คือ
หลักแห่งสัมพัทธภาพ ซึ่งกล่าวว่า กรอบเฉื่อยในบริเวณที่ไม่มีสนามความโน้มถ่วง
กับกรอบเฉื่อยเล็กๆ ที่กำลังหล่นในสนามโน้มถ่วง ไม่ต่างกัน จาก หลักทั้งหมดนี้
ไอน์สไตน์ก็นำไปพัฒนาทฤษฎีต่อไป
ไอน์สไตน์เริ่มต้นจากการคิดเรื่องแรงโน้มถ่วงแปรผกผันกับระยะทางกำลังสองตามทฤษฎีของนิวตันแล้วพบว่า
น่าจะมีปัญหา เพราะตามทฤษฎี สัมพัทธภาพ ระยะทางมีได้หลายค่าแล้วแต่ว่าใครเป็นผู้สังเกต
เขาเลยต้องพัฒนาทฤษฎีเกี่ยวกับแรงโน้มถ่วงขึ้นมาใหม่ จนได้ข้อสรุปว่า
นอกจากเวลาจะบิดเบี้ยวแล้ว อวกาศก็ยังบิดเบี้ยวด้วย แล้วเขาก็รวมทั้งเวลากับอวกาศเข้าด้วยกันเป็นกาลอวกาศแบบสี่มิติ
ความพยายามรวมความโน้มถ่วงเข้าไปในทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปใช้เวลาถึงแปดปี
ยิ่งไปกว่านั้น คนที่คิดสมการสุดท้ายของทฤษฎีนี้ได้สำเร็จเป็นคนแรกกลับไม่ใช่ไอน์สไตน์แต่เป็นนักคณิตศาสตร์เยอรมันที่ชื่อ
ดาฟิด ฮิลแบร์ท (David Hilbert) แต่เนื่องจากไอน์สไตน์เป็นผู้ที่คิดเรื่องนี้มาตั้งแต่แรก
และมองเห็นความหมายทางกายภาพของทฤษฎีนี้ ทำให้สมการสุดท้ายยังคงตั้งตามชื่อของไอน์สไตน์ว่า
สมการสนามของไอน์สไตน์ (Eienstein Field Equation) แต่สุดท้ายแล้ว
ไอน์สไตน์ก็คิดสมการนี้ได้ในที่สุด เพียงแต่คิดได้หลังจากที่ฮิลแบร์ทเสนอสมการไปแล้วห้าวัน
ความหมายของสมการหรือของทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปก็คือ
มวลสารทำให้กาลอวกาศโค้ง โดยสมการสนามนี้จะบอกเราได้ว่า กาลอวกาศโค้งอย่างไร
และมากน้อยแค่ไหน ภายใต้เงื่อนไขต่างๆ ซึ่งทำให้เราสามารถนำไปใช้ทำนายเรื่องของหลุมดำ
เรื่องแสงโค้ง เรื่องแบบจำลองของเอกภพ ได้อีกมากมาย
เขียนเนื้อหาทฤษฎีนี้มาเยิ่นยาวแบบนี้ (แม้จะรวบรัดแล้วก็ตาม) ขอ สรุปว่า
เนื้อหาของทฤษฎีสัมพัทธภาพสามารถย่นย่อให้เหลือเท่ากับชื่อหนังสือเล่มหนึ่งได้ว่า
ผู้ชายมาจากดาวอังคาร ผู้หญิงมาจากศุกร์ นั่นก็คือ ในเหตุการณ์ (หรือเรื่อง)
เดียวกัน ผู้ชายกับผู้หญิงมองเรื่องนั้นคนละแบบ แต่ก็อาจมีบางอย่างที่มองได้เหมือนกัน
เช่น ผู้ชายดูฟุตบอลแล้วสนุก ผู้หญิงอาจไม่เห็นความสนุกของฟุตบอล แต่
ทั้งผู้ชายและผู้หญิงรู้ว่า ฟุตบอลคือกีฬาที่เล่นด้วยเท้า (ห้ามไปถามคนอเมริกัน
เพราะที่นั่น ฟุตบอลคือกีฬาที่เล่นด้วยมือ!)
โดย... ไพรัตน์ ยิ้มวิลัย
|