ผศ.ดร.ณกมล
ปุญชเขตต์ทิกุล
nakamon@spu.ac.th มหาวิทยาลัยศรีปทุม
"หรือมนุษย์ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเบียดเบียน
ขจัด ทำลายล้างกันเพื่อความสมดุลของเผ่าพันธุ์ เฉกเช่นสัตว์ชนิดอื่นๆ
ที่ต้องมีการเบียดเบียนชีวิตสัตว์อื่นในการดำรงอยู่ เพื่อสร้างความสมดุลของชีวิตในโลก"
ปัญหาความรุนแรงและสร้างความสะเทือนใจมากครั้งหนึ่งที่พึ่งเกิดขึ้นใน
3 จังหวัดภาคใต้ของไทย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่มีกลุ่มวัยรุ่นและผู้นำกลุ่มจำนวนหนึ่งได้เข้าโจมตีฐานที่ตั้งของตำรวจและทหารพร้อมกันเป็น
10 จุด การไล่ฆ่ากันรายวันทั้งเจ้าหน้าที่ของรัฐ ครู ผู้พิพากษา
แพทย์ และประชาชนผู้บริสุทธิ์ แม้กระทั่งพระสงฆ์ก็ยังไม่เว้นถูกฆ่า
จนถึงปัจจุบันก็ยังไม่มีท่าทีว่าจะยุติลง เหมือนบ้านเมืองอยู่ในยุคอนารยะ
"ทำไมคนไทยจึงต้องฆ่ากัน?"
เพราะแม้เราจะร้องเพลงชาติไทยที่ว่า "ไทยนี้รักสงบ" ทั้งนี้
เราต้องหาสาเหตุว่า อะไรคือปัจจัยที่ทำให้เกิดความรุนแรงขึ้น ถามจริงๆ
แล้วที่ว่ากันว่านั้น ที่จริงมันมีมูลเหตุของความรุนแรงกันอย่างไร
ที่แน่ๆ น่าจะมาจาก 1. แนวคิดที่แตกต่างกัน 2. ข้อปฏิบัติที่แตกต่างกัน
3. อำนาจ และ 4. ผลประโยชน์
น่าจะต้องเป็นความจำเป็นที่แนวคิดเรื่องสันติภาพตามแนวทางอิสลามจะเข้ามามีส่วนช่วย
ทำให้เหตุผลทั้ง 4 ข้อข้างต้นนั้นมีช่องว่างน้อยลงหรือหมดไปได้หรือไม่?
เพราะหากพิจารณาอย่างดีแล้วจะพบว่า... ศาสนาอิสลามเป็นอีกศาสนาหนึ่ง
ที่ไม่ต้องการให้คนใช้ความรุนแรงในการแก้ไขปัญหา เพราะหลักการอิสลาม
คือ
1.
สันติภาพที่เป็นความหมายที่ปรากฏในคำว่า "อิสลาม" ที่มาจากคำว่า
"อิสละมะ" เป็นภาษาอรับเช่นเดียวกับคำว่า "มุสลิม"
ที่มาจากคำว่า "ซะลิมะ หรือซะละมุน" แปลว่า สันติ การนอบน้อม
การยอมจำนนอย่างสิ้นเชิง ดังนั้น อิสลามจึงมีความหมายว่า การนอบน้อม
มอบตนต่อพระผู้เป็นเจ้า อัลลอฮฺ (ซุบอานะฮูวะตาอาลา) แต่พระองค์เดียวอย่างสิ้นเชิงเพื่อความสันติ
2.
หลักเมตตา (ความรัก) และการให้อภัย เป็นหลักการที่ปรากฏในพระคุณสมบัติของอัลลอฮฺ
ดังข้อความในคัมภีร์อัล-กุรอาน บทที่ 39 โองการที่ 53 ความว่า "จงอย่าท้อต่อความเมตตาของอัลลอฮฺ
แท้จริงอัลลอฮฺทรงให้อภัยในความผิดทั้งมวล แท้จริงพระองค์คือผู้ทรงอภัย
ทรงเมตตาเสมอ" ข้อความนี้บ่งชัดว่าความรักและการให้อภัยเป็นพระคุณสมบัติของอัลลอฮฺ
ที่มุสลิมจะต้องมี ถ้ามองในแง่นี้ก็เท่ากับว่า อัลลอฮฺทรงสอนให้มนุษย์ปฏิบัติต่อกันด้วยความรัก
และถ้าเกิดการกระทบกระทั่งกัน หนทางที่จะยุติความรุนแรงได้ก็คือความรักและการให้อภัยกัน
3.
การไม่สนับสนุนการรุกรานและยึดหลักการผ่อนปรนเพื่อสันติ ดังข้อความว่า
"ให้ (มุสลิม) พยายามรักษาสันติภาพให้ดำรงอยู่ อย่ายั่วยุให้เกิดความเกลียดชังกัน
การต่อสู้จะทำได้ก็ต่อเมื่อมีเหตุผลที่ถูกต้อง และเพื่อประโยชน์แห่งการพิทักษ์รักษาความเชื่อ
ในพระผู้เป็นเจ้าเท่านั้น ให้ปฏิบัติต่อศัตรูด้วยความยับยั้งชั่งใจ
พระผู้เป็นเจ้าไม่ชอบการกระทำที่เกินขอบเขต ห้ามกระทำการทารุณโหดร้าย
ให้ป้องกันแก่ผู้ที่ยอมแพ้"
และในคัมภีร์อัล-กรุอานบทที่
2 โองการที่ 160 ยังได้กล่าวไว้อีกว่า "จงต่อสู้ในวิถีทางของพระผู้เป็นเจ้าต่อพวกที่ทำร้ายเจ้า
แต่อย่าเริ่มแสดงความเป็นศัตรู แท้จริงพระผู้เป็นเจ้าไม่รักผู้รุกราน
และถ้าเขา (ศัตรู) โน้มน้าวมาทางสันติ เจ้าจงยอมผ่อนปรน และไว้ใจพระผู้เป็นเจ้า"
จะเห็นว่า
ศาสนาอิสลามก็เป็นศาสนาที่เน้นเรื่องสันติภาพ และเป็นแนวทางที่มุสลิมต้องยึดถือปฏิบัติ
เพราะสันติภาพคือ หนทางของพระผู้เป็นเจ้า เป็นหนทางที่จะนำมนุษย์ไปสู่สันติภาวะที่แท้จริงในโลกอาคิรัด
หรือปรโลกในอาณาจักรของพระองค์ แต่การรุกรานการใช้ความรุนแรงทุกประการ
น่าจะเป็นเรื่องที่ทำลายวิถีทางแห่งสันติภาพ ของพระผู้เป็นเจ้า และไม่น่าจะได้รับรางวัลเพื่อเข้าถึงสันติภาพในอาณาจักรอันบริสุทธิ์ของพระองค์
ธรรมดาชีวิตมนุษย์ที่เกิดมาอาจมีความแตกต่างกันอยู่หลายเรื่อง
อาทิเช่น รูปร่างหน้าตา ภูมิปัญญา แต่สิ่งที่มนุษย์มีเหมือนกันก็คือค่าแห่งความเป็นมนุษย์
นั่นหมายความว่า เราต้องเข้าใจในเรื่องต่อไปนี้อย่างลึกซึ้งคือ
1.
มนุษย์ทุกคนเป็นเจ้าของชีวิต ทุกคนมีสิทธิอันชอบธรรมที่จะปกป้องชีวิตของตน
ไม่ให้ใครมาทำลาย เบียดเบียน ข่มเหง รังแก หรือแสวงหาผลประโยชน์จากชีวิตของตน
แต่ในขณะเดียวกัน เราก็ไม่มีสิทธิที่จะไปล่วงละเมิดชีวิตของคนอื่น
ดังนั้น ศาสนาจึงมีบทบัญญัติห้ามมนุษย์ล่วงละเมิดชีวิตของกันและกัน
2.
ทุกชีวิตมีค่า การส่งเสริมค่าของชีวิตทั้งของตนและผู้อื่นในทางที่ดี
ถูกต้อง เหมาะสม ไม่ว่าเรื่องใดก็ตามถือว่าเป็นความดี
3.
การทำลายชีวิตก็เท่ากับเป็นการทำลายค่าของมนุษย์ เป็นเรื่องที่ทุกศาสนามองว่าเป็นความชั่ว
ซึ่งมีผลเป็นความชั่วตอบแทนทั้งในชีวิตนี้ และชีวิตหลังความตาย
กรุงเทพธุรกิจ
วันจันทร์ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2549