|
โดย
: ศูนย์ข่าวอิศรา สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย
แม้จะแตกต่างทั้งด้านความเชื่อ
ความศรัทธา และขนบธรรมเนียมประเพณี แต่นั่นก็หาได้เป็นอุปสรรคขัดขวางไม่ให้
นาย มานพ ไชยนุราช คนไทยพุทธจากอำเภอสายบุรี จ.ปัตตานี และ นาย หามะ
ดือราแม ชาวบ้านไทยมุสลิม จากอ.ยะรัง จ.ปัตตานีคบหาสมาคมกันจนทั้งสองในเวลาต่อมาได้กลายเเป็นเพื่อนสนิทที่มีความห่วงใยให้ซึ่งกันและกัน
ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งและความหวาดระแวงที่นับวันจะเพิ่มมากขึ้นระหว่างชุมชนทั้งสองที่เคยอยู่ร่วมกันมาด้วยความรักและความเข้าใจ
ทั้งสองคนรู้จักกันด้วยความบังเอิญเมื่อต่างต้องเข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาลปัตตานี
อันเป็นผลจากเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ โดยที่นายมานพ ได้รับบาดเจ็บสาหัสจากการกราดยิงของโจรก่อการร้ายในขณะที่
นาย หามะ ดือราแม ได้รับบาดเจ็บจากลูกหลงจากเหตุการณ์ความไม่สงบในพท.
นายมานพ
ไชยนุราช หรือที่ชาวบ้านเรียกขานกันว่า ลุงเล็ก อายุ 52 ปี ชาวอำเภอสายบุรี
จังหวัดปัตตานีมีอาชีพซ่อมเรือ ถูกยิงได้รับบาดเจ็บสาหัสเมื่อวันที่
27มีนาคม 2548 ขณะนั่งกินอาหารบริเวณหน้าบ้านของเพื่อนพร้อมเพื่อนๆในหมู่บ้านอีก
6 คน ในขณะที่นั่งร่วมวงกันอยู่ได้มีคนร้ายขับรถมอเตอร์ไซด์ผ่านมาพร้อมกับยิงกราดเข้าไป
ทำให้ผู้คนทั้งหมดได้รับบาดเจ็บสาหัส
นายมานพถูกกระสุนเข้าตามตัวถึง 6นัดบริเวณแขนและขาทั้งสองข้างและอีก1นัดกระสุนเข้าตรงบริเวณด้านหลังทำให้นายมานพต้องเข้ารับการรักษาตัวอย่างยาวนานเป็นเวลาร่วม
6 เดือน และต่อมาก็ได้กลายเป็นคนพิการหลังการผ่าตัดรักษา โดยขาข้างซ้ายสั้นลงกว่าปกติร่วมเกือบ
3 นิ้ว ทำให้นาย มานพต้องใช้ไม้เท้าช่วยในการเดินไปมา
แม้ว่าเราสองคนจะนับถือศาสนาที่ต่างกัน แต่ก็ได้กลายเป็นเพื่อนสนิทกัน
ช่วยเหลือกันทุกเรื่องที่สามารถทำได้ เราสองคนรู้จักกันตอนรักษาตัวที่โรงพยาบาลปัตตานี
เพราะต้องรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลเป็นเวลาหลายเดือนทำให้สนิทสนมกัน
ซึ่งเราทั้งสองต่างก็บาดเจ็บจากการเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ทำให้มีความเข้าอกเข้าใจกัน
ลุงเล็กเล่าเท้าความเป็นมาของความเป็นเพื่อนระหว่างเขากับนายหามะ
ดือราแม
ด้วยลุงเล็กเป็นคนปัตตานีดั้งเดิมและคลุกคลีกับมุสลิมมาตั้งแต่เกิดทำให้เขาสามารถสื่อสารด้วยภาษามลายูได้เป็นอย่างดี
ทำให้ลุงเล็กมีเพื่อนที่เป็นชาวไทยมุสลิมจำนวนไม่น้อย
ลุงเกิดที่อำเภอมายอ
ที่นั่นมีชาวไทยพุทธอาศัยอยู่จำนวนน้อย ลุงจึงได้คลุกคลีกับมุสลิม
และทำให้รู้จักมุสลิมเป็นอย่างดี จึงสามารถพูดภาษามลายูได้ ทุกวันนี้ลุงมีเพื่อนที่เป็นมุสลิมเสียส่วนใหญ่เพราะไปที่ไหนก็ทักกัน
พูดคุยกันเช่นเดียวกับแบมะ ลุงเล็กเล่า
ลุงมานพเล่าถึงความสัมพันธ์ระหว่างเขากับแบมะด้วยรอยยิ้มว่า
รู้จักกับแบมะตอนรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลปัตตานี โดยที่แบมะได้เข้ามารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาลก่อนหน้าแล้วประมาณ
20วัน โดยที่แบมะถูกยิงคืนวันที่7มีนาคม 2548 ส่วนลุงเล็กถูกยิงในวันที่
27 มีนา
เรานอนบนเตียงใกล้ ๆ กัน ห่างกันเพียง 1 เตียง พอมีอะไรก็คุยตะโกนข้ามไปมา
เวลาผมมีอาหารที่มุสลิมกินได้ (อาหารฮาลาล) ผมก็ยื่นให้แบมะหรือบางทีภรรยาตั้งใจซื้อมาฝากแบมะเลย
ส่วนแบมะก็เช่นเดียวกันมีของยื่นให้ตลอดลุงเล็กเล่าในตอนหนึ่ง
อย่างไรก็ตามเมื่อถามเรื่องความขัดแย้งที่เป็นอยู่ในพท.ระหว่างไทยพุทธและไทยมุสลิม
ที่เริ่มมีความหวาดระแวงไม่ไว้วางใจกันเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ลุงเล็กดูจะไม่คอยสบายใจนักและขอตัวที่จะไม่พูดคุยในเรื่องดังกล่าว
โดยเฉพาะเหตุการณ์ของหมู่บ้านสันติ๑
และสันติ ๒ ในพื้นที่จ.ยะลา ที่ผู้คนไทยพุทธในสองหมู่บ้านต้องตัดสินใจอพพยหนีภัยออกมาหลบอาศัยที่วัดในเขตเมือง
การที่ลุงเล็กออกตัวขอไม่อยากพูดคุยถึงปัญหาที่เกิดขึ้นน่ามีสาเหตุมาจากความอึดอัดไม่สบายใจต่อสภาพการณ์ที่เป็นอยู่
ซึ่งโดยชีวิตส่วนตัวของลุงเล็กนั้นเขาไม่เคยมีปัญหาเรื่องความแตกต่างและแปลกแยกของวัฒนธรรมที่แตกต่างกันระหว่างพี่น้องไทยพุทธและไทยอิสลาม
และรู้สึกเสียใจเมื่อได้เห็นภาพของความหวาดระแวงและไม่เข้าใจกันเกิดขึ้นระหว่างชุมชนทั้งสองซึ่งเป็นภาพที่ลุงเล็กคงไม่อยากให้เกิดขึ้น
ลุงเล็กบอกว่า
ปัญหาความขัดแย้ง และความไม่เข้าใจกันในสังคมนั้นเกิดจากการที่มนุษย์ไม่รู้จักความพอเพียง
มีการแก่งแย่งชิงดี ชิงเด่น แย่งกันจะเป็นใหญ่ แย่งเพื่อการมีอำนาจแย่งความรู้
แย่งการทำงาน แย่งการค้า กระทั่งเกิดการทะเลาะเบาะแว้ง
ดังนั้นเราต้องยึดคำดำรัสของในหลวง
คือ ความพอเพียงพอมีพอกิน และถ้าทุกคนรู้จักความพอเพียงแล้ว เมื่อมีสิ่งใดที่เรามีมากว่าไม่ว่าจะเป็นสิ่งของ
หรือความรู้ ก็ควรหยิบยื่นให้ ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ไม่ว่าคนเหล่านั้นจะเป็นใครหรือมาจากไหนก็ตาม
สำหรับนายหามะ ดือราแม หรือ แบมะ อายุ 57 ปี เป็นชาวอำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี
มีอาชีพเลื่อยไม้และรับจ้างทั่วไป ยามว่างก็ออกไปฟังบรรยายธรรมศาสนาหรือออกเผยแพร่ศาสนา
เพื่อเสริมศรัทธาให้เพิ่มมากขึ้น
นายหามะถูกยิงเมื่อเวลา
21.00 น. วันที่ 27 มีนาคม 2549 ในขณะที่นาย หามะกับเพื่อนกำลังขับรถมอเตอร์ไซด์กลับบ้าน
บนถนนทางหลวงสาย 410ก็เกิดเสียงปืนดังสนั่นหวั่นไหวขึ้นบนถนสายดังกล่าวในช่วงเวลาดังกล่าวนาย
หามะก็ถูกกระสุนปืนเข้าที่บริเวณขาอ่อนจำนวนหนึ่งนัด
แบมะเล่าย้อนเหตุการณ์วันนั้นว่า
ในคืนเกิดเหตุมีเหตุยางรถรถยนต์ระเบิดทำให้ทหารที่อยู่ในพื้นที่เกิดความเข้าใจผิดคิดว่า
เป็นการก่อเหตุร้ายโดยกลุ่มโจรและในเวลาต่อมาก็มีเสียงปืนดังตามมาอย่างสนั่นหวั่นไหว
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้ชาวบ้านเข้าใจผิดว่ามีการปะทะกันระหว่างเจ้าหน้าที่กับกลุ่มโจรซึ่งเสียงปืนดังอย่างยาวนานเป็นเวลาร่วมกว่า
20นาที
แบมะ
เล่าว่าตอนแรกนั้นเขาไม่รู้สึกเลยว่าถูกยิงเข้าที่ขาอ่อน แต่เพื่อนที่นั่งซ้อนท้ายมาบอกให้ล้มรถลง
เพราะมีความรู้สึกว่ามีกระสุนแหวกอากาศมาในทิศทางที่ใกล้เคียงหนึ่งนัด
และในช่วงขณะนั้นก็มีรถทหารขับวิ่งตามมาทำให้เกรงว่าจะเกิดการเข้าใจผิดขึ้นและอาจทำให้เจ้าหน้าที่คิดว่าเขาทั้งสองเป็นคนร้าย
เมื่อล้มรถลง ก็รู้สึกตัวว่าถูกยิงเข้าที่บริเวณขาอ่อน 1นัดมีเลือกออกเยอะมาก
แต่เพื่อนที่นั่งมาด้วย กันไม่ได้รับบาดเจ็บ สักพักก็มีทหารผ่านเข้ามา
เราทั้งสองคน จึงรีบตะโกนบอกฝ่ายทหารทันทีว่า เราไม่ใช่ผู้ร้าย จึงได้พาไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลปัตตานีแบมะ
เล่าในตอนหนึ่ง

แบมะเล่าต่อว่า
ผมกับเล็กเจอเหตุการณ์คล้าย ๆ กัน เพราะเราทั้งสองต่างก็เจอลูกหลงจากเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่
เขาเล่าและก้มจับดูขาตัวเองข้างที่ได้รับการรักษาหลังถูกกระสุนบาดเจ็บ
ซึ่งในปัจจุบันแบมะก็ต้องใช้ไม้เท้าช่วยพยุงในการเดินเช่นเดียวกับลุงเล็ก
แมะ
ซึ่งเรียกลุงเล็กในภาษามลายูว่า ไอและห์ กล่าวถึงลุงเล็กว่าเป็นคนดีและมีน้ำใจอย่างมากมีอะไรก็ให้ตลอด
แบมะเล่าต่อว่า ลุงเล็กยังคอยให้คำแนะนำช่วยเหลือในการยื่นหนังสือเพื่อขอความช่วยเหลือจากทางรัฐบาล
โดยที่แบมะ ในขณะนั้นไม่ได้รับถึงความช่วยเหลือในส่วนนี้
ลุงเล็กให้คำแนะนำในเรื่องของการยื่นหนังสือจนทำให้ผมได้รับความช่วยเหลือ
จากทางรัฐบาลและได้ให้คำแนะนำว่าต้องทำอย่างไร เขาก็บอกให้ไปยื่นหนังสือโดยบอก
รายละเอียดวิธีการยื่นหนังสือจนผมได้รับความเมตตาจากหลายช่องทางด้วยกันส่วนเรื่องของกินก็ให้กันตลอดและเมื่อผมกลับจากโรงพยาบาลก็คุย
ติดต่อทางโทรศัพท์ตลอดไม่เคยขาด
แบมะเล่าเรื่องเพื่อนรักคนนี้ว่า ลุงเล็กเป็นคนที่น่าสงสารมาก เพราะหลังจากที่เขาถูกยิงไม่นานในวันที่
17 สิงหาคมที่ผ่าน ภรรยาซึ่งดูแลเขาตลอดขณะอยู่โรงพยาบาลถูกรถชนต้องนอนรักษาตัวในห้องไอซียูเป็นเวลา
4 เดือน กระทั่งวันนี้ก็ยังไม่รู้สึกตัว และลุงเล็กต้องไปเยี่ยมภรรยาในขณะที่ตัวเองพิการเดินกระโพลกกระเพลก
ต้องใช้ไม้เท้า โดยต้องเดินทางไปกลับทุกเช้าเย็นจากตัวเมืองอำเภอสายบุรีไปยังโรงพยาบาลยะลา
แบมะได้กล่าวถึงสถานการณ์ความไม่สงบปัจจุบันว่า ในฐานะคนเล็ก ๆสิ่งที่ทำได้ก็คือ
การละหมาดฮายัตและขอดุอาอ์จากพระเจ้าให้บ้านเมืองเกิดความสันติ
เบื้องต้นที่ทำได้อย่างเป็นรูปธรรมคือ
การดูแลเอาใจใส่ครอบครัวของเราให้ดีไม่ให้เกิดการทะเลาะกันและต้องอยู่อย่างเข้าใจช่วยเหลือกัน
รวมทั้งทำความดีกับญาติพี่น้อง เพื่อนบ้านให้มีความสัมพันธ์อันดี ทั้งนี้ถ้าคนในหมู่บ้านดีก็จะส่งผลให้สังคมดีด้วยเช่นกัน
ซึ่งธงที่สำคัญคือ ผู้นำทั้งผู้นำในครอบครัว ผู้นำชุมชน หรือผู้นำประเทศจะต้องเป็นคนดีและประพฤติตัวที่ถูกต้อง
ซึ่งจะส่งผลให้ผู้ตามจะดีด้วย
แบมะกล่าวต่อว่า ในสถานการณ์ความรุนแรงที่มีคนล้มบาดเจ็บจำนวนมาก ดังนั้นสังคมควรจะตระหนักให้ความสนใจในการดูแลเอาใจใส่ต่อญาติพี่น้อง
เพื่อนบ้าน หรือคนที่เรารู้จัก โดยการไปเยี่ยมเยียนให้กำลังใจ แม้ว่าจะไม่มีของติดไม้ติดมือ
แต่สิ่งนั้นจะทำให้คนป่วยได้รับความสุขทางใจเล็ก ๆ น้อย และมีกำลังใจ
ทั้งนี้การเยี่ยมเป็นสิ่งที่อิสลามส่งเสริมอยู่แล้ว ถ้าเราไม่รู้จักดูแลคนใกล้ตัว
สังคมก็ไม่อาจดีขึ้นได้
เขายังมีความเชื่อว่าวัฒนธรรม ความเชื่อ ความศรัทธาที่มีความเป็นอัตลักษณ์และเข้มแข็งของคนในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้จะเป็นตัวยึดเหนี่ยวที่สำคัญในการคลี่คลายปัญหาภาคใต้ได้
|