Un title page
สู้เพื่อมลายู... หรือเพื่ออิสลาม?

โดย : กลุ่มอุสตาซเพื่ออิสลามจังหวัดชายแดนภาคใต้
real1_islam@hotmail.com

อัสลามูอาลัยกุมวาเราะห์มาตุลลอฮีวาบารอกาตุหฺ อัลฮัมดุลิลาฮฺ


แท้จริงมวลการสรรเสริญเป็นสิทธิของอัลลอฮแต่เพียงผู้เดียวเราขอสรรเสริญพระองค์ เราขอความช่วยเหลือต่อพระองค์ เราขอการชี้นำจากพระองค์ เราขออภัยโทษต่อพระองค์ และเราขอกลับคืนสู่พระองค์ ขออัลลอฮทรงโปรดประทานพรแห่งสันติสุขแด่ศาสดา มูฮัมมัด (ศ็อล)และวงศ์วานของท่านตลอดจนบรรดาเศาะหาบะฮฺผู้ทรงธรรม

ขณะนี้พื้นที่ใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ต้องลุกเป็นไฟ ผู้คนล้มตาย การฆ่าและทำลายล้างกันเป็นสิ่งที่เห็นและได้ยินเสมอ เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นมาวันแล้ววันเล่า ถึงแม้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอาจมีสาเหตุและผู้กระทำหลายฝ่ายแต่ที่สำคัญที่สุดคือ การกระทำของผู้ที่เรียกตนเองว่า นักรบกอบกู้เอกราชรัฐปัตตานีหรือเหล่านักรบอิสลามแห่งปัตตานี นักรบมูญาฮิดีนปัตตานี พวกเขาแสดงตนเป็นมุสลิม เป็นผู้ที่นับถือศาสนาอิสลาม พวกเขาอ้างว่านับถือศรัทธาใน อัลลอฮฺ (ซบ.) และเดินตามแนวทางของศาสนทูตของพระองค์ แต่ในหลาย ๆ การกระทำพวกเขากลับเดินตามความเชื่อของบรรดาสุลต่านและผู้ปกครองปาตานีในอดีต รวมทั้งข้าทาสของเจ้าเมืองเหล่านี้ที่หวังจะกลับคืนการปกครองที่อธรรม (ซอเล็ม)เพื่อชาติตระกูลตนเอง ด้วยความช่วยเหลือจากอังกฤษจึงต้องหลอกลวงประชาชนของพวกเขาเองให้ทำการต่อสู้โดยอ้างว่าเพื่อมลายู ซึ่งก็คือ พวกเราลูกหลานชาวมลายูปาตานีตลอดมา พวกเรารับรู้มาว่าปาตานีในอดีตเจริญรุ่งเรืองและมีการปกครองแบบอิสลาม แต่ความจริงการปกครองของปาตานีกลับถูกปกครองโดย สุลต่าน หรือ ตวนกู ต่าง ๆที่เห็นแก่ตัวและพร้อมด้วยเครือญาติของพวกเขา สร้างพระราชวังไพลิน(อิสตานานิลัม)ใหญ่โตมโหฬารกว่ามัสยิดกรือเซะและโดยเฉพาะการปกครองโดยสตรีเกิดขึ้นหลายสมัย หลายชั่วอายุคน เช่น ราชินีฮิเยาราชินีบีรู ราชินีกูนิง

สตรีเหล่านี้นางอ้างสิทธิอะไรหรือในการปกครองบ้านเมือง เพราะนางมีความรู้ในหลักการของอิสลามหรือ ? ไม่เลยเป็นไปไม่ได้ เพราะตัวนางเองยังไม่คลุมผม ซึ่งเป็นกฎพื้นฐานที่สตรีมุสลิมจะต้องปฏิบัติและถือเป็นฮารอม หากสตรีมุสลิมคนใดละเลยกฎเกณฑ์นี้

นี่เป็นเพียงประการหนึ่งที่เราสามารถมองเห็นและคิดเองได้แม้จะยังไม่ต้องค้นคว้าในด้านอื่นๆ หรือเราจะตรวจสอบจากคำถามเหล่านี้ เช่น

ก)พวกนางใช้กฎหมายอิสลามในการตัดสินคดีความที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองสมันนั้นหรือไม่?

ข) มีหลักฐานปรากฏหรือไม่? ว่ามีผู้รู้ศาสนาชั้นสูงเป็นผู้เกี่ยวข้องกับการปกครองของพวกนาง ?

หากพวกเราพิจารณาเพียงแค่ประเด็นเหล่านี้ไม่กี่ประการ เราจะเห็นได้ว่า ไม่มีเลยและไม่ควรกล่าวด้วยซ้ำว่าพวกนางปกครองแบบอิสลามและที่สำคัญที่สุดที่เราสามารถเห็นได้ทันที คือ อิสลามปฏิเสธและไม่ยอมรับให้สตรีเป็นผู้นำในการปกครอง ถ้าเช่นนั้นพวกนางเหล่านี้เป็นผู้นำของมุสลิมปาตานีได้อย่างไร? เรายอมรับว่าเป็นรัฐอิสลามหรือ? แล้วมีนักการศาสนาคนใดกล้ารับรองรัฐบาลของพวกนางว่าปกครองแบบอิสลาม แม้แต่ตัวผู้ปกครองเองยังกระทำผิดต่ออิสลามและถือเป็นผิดบาปซ้ำซาก

หรือนี่ ? แท้จริงแล้วมันคือ การปกครองของหญิงชาวมลายูนับถือศาสนาอิสลามที่ปกครองเพื่อตระกูลของนางเอง หาใช่เพื่ออิสลามไม่ และตัวอย่างหนึ่งที่บอกได้ว่าพวกนางปกครองด้วยความอธรรมและตามใจตนเองเช่น เรื่องของมุสลิม ๒ คนที่ฝ่าฝืนคำสั่งของพวกนาง ที่ห้ามไม่ให้นำทองเหลืองออกนอกเมืองปาตานี ต่อมาเมื่อถูกจับกุมได้ พวกนางสั่งประหารชีวิตและให้นำศพไปทิ้งทะเล อย่างนี้เป็นแบบอย่างของอิสลามหรือ? ดูรายละเอียดได้จากประวัติราชอาณาจักรมลายูปะตานี(สยาเราะกือราญาอันมลายูปัตตานี) เขียนโดย อิบรอฮิม ซุกรี แปลโดย มะหามะซากี เจ๊ะหะ และผศ.ดลมนรรจน์ บากา เป็นผู้เรียบเรียงจัดพิมพ์โดยโครงการจัดตั้งสถาบันสมุทรรัฐเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขต ปัตตานี พย. ๒๕๔๑

จะเห็นได้ว่าการตัดสินเช่นนี้ขัดกับหลักการของอิสลาม ถึงแม้คนทั้งสอง จะทำผิดร้ายแรงแค่ไหน อิสลามก็สั่งสอนให้จะต้องจัดการศพให้เรียบร้อยและต้องให้เกียรติ ไม่ใช่เอาไปทิ้งทะเลและยิ่งเป็นมุสลิมด้วยถือเป็นบาปใหญ่มากๆที่กระทำเช่นนี้ ท่านนบีมูฮัมมัด (ศ็อลฯ) ได้สั่งให้ชาวมุสลิมลุกขึ้นยืนให้เกียรติต่อศพที่ไม่ใช่มุสลิมที่ถูกหามผ่านมา

ดังมีระบุในรายงานฮาดิษ ซอเฮี้ยะ ของท่าน บุคอรี ซึ่งได้บันทึกว่า ท่านนบี (ศ็อล) ได้กล่าวว่า “เมื่อพวกเจ้าเห็นแคร่หามศพ(ผ่านมา) ก็จงลุกขึ้นยืนให้เกียรติเขา(ศพ)จนกว่าจะเลยผ่านพวกเจ้าไปหรือถูกวางลง” อยู่มาวันหนึ่งได้มีศพถูกหามผ่านมาทางท่านนบี (ศ็อลฯ)

ท่านจึงลุกขึ้นยืนเพื่อให้เกียรติศพดังกล่าว ซึ่งมีคนกล่าวแก่ท่านว่า “นั่นเป็นศพของชาวยิว” ท่านศาสนดาจึงตอบกลับไปว่า “มันไม่ใช่ร่างกายของมนุษย์หรอกหรือ?”

นี่คือ อิสลามของจริง แม้แต่ศพเรายังต้องให้เกียรติ แล้วราชินี ฮิเญา ของปาตานี ทำอย่างไรกับศพ มุสลิมทั้ง ๒ คน น่าเศร้าที่นางนำไปทิ้งทะเลใช่มั้ย? และจนวันนี้พวกเรายังได้เห็นพฤติกรรมเช่นนี้อีก

การฆ่าตัดคอแล้วเอาไปทิ้ง ที่เกิดกับบ้านเราในปัจจุบันเท่ากับเป็นการลบหลู่เกียรติชัดเจน
หากพิจารณาฮะดิษดังกล่าวพวกเขาทำลายภาพลักษณ์ของอิสลามมากเกินไปแล้ว และอีกประการ เรื่องนี้ตามประวัติศาสตร์จะเห็นได้ว่า ราชินียังตัดสินคดีความเองโดยไม่ปรากฏว่ามี “อาลิมอุลามาอฺ” หรือ“กอฎี” ทำการพิพากษาเลย เพราะเมื่อนางรู้เรื่องก็สั่งให้นำตัวคนทั้งสองไปประหารทันที ซึ่งความจริงความผิดเช่นนี้ กำหนดโทษที่อิสลามว่าไว้ จะถึงขั้นประหารชีวิตหรือ ? เราจะไม่ขอยกคัมภีร์ อัล-กุรอาน มาอ้าง แต่จะขอยกตัวอย่างของท่านศาสดามูฮัมมัด (ศ็อลฯ) ซึ่งได้กล่าวอบรมสั่งสอนว่า

“ผู้ใดได้ถูกทดสอบด้วยการตัดสินปัญหาระหว่างมนุษย์ ดังนั้นเขาจงปฏิบัติอย่างยุติธรรมระหว่างพวกเขา ทั้งในการใช้สายตาชำเลือง การชี้ การนั่ง” จาก al-Daraqutni Ali:al-Sunan 1966:Medina:Sharikat al- Tiba’ah al-Fanniyahal-mutahidah คัดจากหนังสืออิสลามกับสันติภาพ เขียนโดย ดร.อิสมาแอล ลุฏฟี จะปะกิยา

นี่เป็นประวัติศาสตร์อิสลามและเป็นแบบฉบับที่มาจากศาสดาของอิสลาม และยังเน้นย้ำให้ดำรงความยุติธรรมแม้แต่ที่นั่งหรือการใช้สายตาหมายถึงว่าจะต้องแสดงออกอย่างไม่ลำเอียงต่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

แล้วพี่น้องลองนำมาเทียบกับการกระทำของเจ้าเมืองปาตานีในอดีตว่าเป็นอย่างไร?

พวกที่ก่อการร้ายต่าง ๆ ในวันนี้ พวกเขาเอาอะไรมาตัดสินความเป็นความตายของมนุษย์ ?

จากคำสั่งของอัลลอฮ์และรอศูล (ศ็อลฯ)ของพระองค์หรือ ?

มีเรื่องมากมายที่เป็นความอธรรมของผู้ปกครองปาตานีในอดีต และการหลอกลวงที่โกหกบอกกับประชาชน เช่น มีเรื่องเล่าต่อๆกันมาในหมู่พวกเราว่า เมื่อสยามยึดเมืองปัตตานีแล้วได้เจาะหวายที่ข้อเท้าเพื่อต้อนไปเป็นเชลยที่กรุงเทพ พวกเราหลงเชื่อเช่นนี้มานานโดยไม่ได้คิดไตร่ตรอง

แต่ความจริงหากถามหมอสักคนว่าการทำเช่นนี้จะทำให้มนุษย์เดินได้หรือไม่?

ถ้าหากเส้นเอ็นร้อยหวายที่ขาขาด มนุษย์คนนั้นจะอยู่จะเป็นอย่างไร? พวกเราเอาเรื่องเล่าเช่นนี้ มาบอกต่อลูกหลานของเราจนลืมความจริง ซึ่งหากเราพิจารณาดีๆลองนึกดูเพียงแค่เดินเฉย ๆ ไม่ต้องผูกอะไร จาก ปัตตานีไป กรุงเทพมันจะเป็นอย่างไรแล้ว? แต่เพื่อให้โกรธเกลียดต่อสยามทำสงครามกับสยาม ตามคำสั่งของอังกฤษเพื่ออังกฤษจะได้ปกครองมลายูโดยไม่ต้องกังวลสยาม จึงยุยงให้ปาตานีต่อสู้กับสยามแล้วพวกมันอังกฤษจะได้ปกครองมาลายูและตกเป็นอาณานิคมของอังกฤษ

พวกเขาเหล่าเจ้าเมืองปาตานีร่วมมือกับไซออนิสต์อังกฤษ ช่วยให้มันกดขี่พี่น้องมลายูในที่อื่นๆ เพียงเพื่อขอให้ไซออนิสต์อังกฤษ ยอมให้พวกเขาปกครองปาตานีและกดขี่ประชาชนได้อีกต่อไป จึงเล่าเรื่องโกหกปลุกชาวบ้านให้สู้กับสยามตามคำสั่งและการวางแผนการของไซออนิสต์อังกฤษ แต่ไม่ปลุกชาวบ้านให้สู้กับอังกฤษเลย มาชาอัลลอฮ์

คัมภีร์ อัล-กุรอาน ซูเราะห์ อัลมาอิดะห์ อายะห์ที่ ๘ กล่าวว่า “และจงอย่าทำให้ความเกลียดชังต่อพวกหนึ่งพวกใดกลายเป็นอาชญากรที่ทำให้พวกเจ้าไม่ปฏิบัติยุติธรรมต่อพวกเขา”

ทั้งหมดที่เราเขียนมานี้เพื่อหวังเตือนสติพี่น้องทั้งหลายให้กลับคืนมาสู่อิสลามและอย่าหลงเป็นเครื่องมือของกลุ่มบุคคลที่ก่อความไม่สงบ ที่มีเป้าหมายเพื่อความยิ่งใหญ่ของเผ่าพันธ์ มลายูมิใช่เพื่อความยิ่งใหญ่ของ อิสลาม พวกเขาดูถูกพี่น้องมุสลิมในส่วนอื่น ๆ ของโลก พวกเขายกย่องและเรียกร้องแต่ “มลายู” และยังจะเรียกร้องให้ตัวเองเป็น “มลายูมุสลิม” ให้มลายูใหญ่กว่าอิสลามเห็นได้ชัดนี้คือแผนการร้ายของ ไซออนิสต์ ศัตรูของอิสลาม ซึ่งไซออนิสต์พยายามแยกสลายความเข้มแข็งของอิสลามด้วยการให้มุสลิมยกย่องและเชิดชูเผ่า พันธุ์ตนเอง “อัศศอบิยะห์” และทะเลาะกันแม้จะเป็นมุสลิมแต่ถูกแบ่งเป็นมลายู เป็นไทย เป็นอาหรับ แล้วมาถึงวันนี้แผนการร้ายนี้ยังมีอิทธิพลในหมู่ชาวมลายูซึ่งเคยถูกอังกฤษครอบครองพวกนี้ได้ทิ้งเมล็ดพันธ์เชื้อชาตินิยมและเผ่าพันธุ์นิยมไว้

วันนี้ของพวกเราจึงพยายามเอาคำว่า มลายูนำหน้ามุสลิม แต่เราไม่เคยเรียกชาติอื่น เช่น บังคลาเทศมุสลิม อัฟกันมุสลิม แต่เรามุสลิมเรียกทั้งหมดว่า มุสลิม เช่น มุสลิมบอสเนีย มุสลิมอินเดีย ไม่มีใครเขาใช้เชื้อชาติขึ้นนำหน้าเผ่าพันธุ์เช่นที่เป็นอยู่ในบ้านเราที่ชอบเรียก
“มลายูมุสลิม”

มลายูยิ่งใหญ่กว่าอิสลามหรือ ?

พวกเราไม่ยอมรับพี่น้องมุสลิมจากส่วนอื่นๆของโลก พวกเราสนใจเฉพาะปัญหาของเราพวกเราเห็นแก่ตัว พวกเราไม่สนใจความเป็นพี่น้องอิสลาม พวกเรามองไม่เห็นความเดือดร้อนของมุสลิมที่อื่นๆเลยเพราะพวกเรา รู้จักอิสลามเฉพาะบ้านเรา เฉพาะคนมลายูเท่านั้น และคิดว่าอิสลามที่ดีและถูกต้องที่สุดมีที่ปาตานีเท่านั้น ทั้ง ๆที่คำสั่งสอนของอิสลาม สอนว่า “มุสลิมทั้งหลายนั้นเป็นพี่น้องกัน”

เรามักดูถูกมุสลิมที่เป็นเผ่าพันธุ์อื่น ทั้ง ๆ ที่มุสลิมในประเทศไทยสามารถเข้าไปมีบทบาทระดับประเทศทั้งทางการเมืองและในระบบราชการ นับตั้งแต่สมัยอยุธยามาแล้ว แต่เรากลับหลงตามแผนการที่ล้ำลึกของศัตรูอิสลามแผนการซึ่งเพื่อไม่ให้มุสลิมมีอิทธิพลต่อประเทศไทยมากนักจึงปลุกกระแส “มลายูนิยม”ขึ้นมาและสนับสนุนให้ก่อความรุนแรงเพื่อให้คนส่วนใหญ่ในประเทศไทยรังเกียจอิสลามและไม่วางใจมุสลิม เกิดการปราบปรามมุสลิมและควบคุมอิสลามควบคุมปอเนาะ โรงเรียนศาสนา เข้าแผนกับดักของ ไซออนิสต์

รายละเอียดที่ลึกซึ้งกว่านี้ เราจะนำเสนอภายหลัง อินชาอัลลอฮฺ

เราขอยกตัวอย่าง คำวินิจฉัย คำฟัตวาของที่ประชุมใหญ่ของอุลามาอฺโลกเป็นที่ประชุมของทุก มัซฮับทุกนิกาย มีผลสรุปชัดเจน ถึงการเกิดสงครามและการต่อสู้ของมุสลิมในแผ่นดินต่างๆทั่วโลก โดยเฉพาะมีการพูดถึงความไม่สงบใน จังหวัดชายแดนภาคใต้ ของประเทศไทย ซึ่งที่ประชุมเห็นว่า “ไม่ใช่การต่อสู้ในเรื่องความขัดแย้งในทางศาสนา ไม่เป็นการทำสงคราม ญิฮาด ผู้ตายไม่ได้อยู่ในฐานะ ชะฮีด และยังเน้นว่าเป็นการก่อการร้ายและทำร้ายมุสลิมด้วยกันอีกด้วยโดยแอบอ้างว่าทำตามคำสั่งสอนของอิสลามซึ่งความจริงกลับเป็นการทำลายอิสลามมากกว่า”

และการต่อสู้เช่นนี้ มักจะได้รับเงินสนับสนุนลับๆจากศัตรูอิสลามโดยพวกเขาไม่รู้ตัว และหากพิจารณาจริงตามกฎเกณฑ์อิสลาม วกเขาไม่มีลักษณะของการต่อสู้เพื่ออิสลามเลย ซึ่งเราพิจารณาได้ง่าย ๆ เช่น

- กลุ่มก่อความไม่สงบได้แสดงให้ปรากฏว่าพวกเขามีผู้รู้ในศาสนาอิสลามในระดับสูงหรือไม่?

เราจะเห็นได้ว่าไม่ปรากฏ ผู้รู้ศาสนา คนใดกล้าประกาศตัวเป็นผู้นำ และที่ได้ยินได้รู้ มีเป็นเพียง คนระดับอุสตาซ ซึ่งยังไม่มีความรู้พอที่จะวินิจฉัยศาสนาได้เลย และตัวของอุสตาซเหล่านั้นเองก็ยังต้องปฏิบัติตามผู้อื่นที่มีความรู้มากกว่า แล้ววันนี้ใครกล้าฟัตวาว่าการฆ่าคนอื่น ฆ่า อส.,ฆ่า ชรบ.,ฆ่าครู ไม่ผิดบาป ทั้ง ๆ อิสลามห้ามการฆ่าชีวิตผู้อื่นโดยไม่ยุติธรรม

เราขอย้ำคำว่า ไม่ยุติธรรม คือ ซอเล็ม ตามที่ อัลลอฮฺกล่าวไว้ใน คัมภีร์ อัลกุรอาน ซูเราะห์ อัลมาอิดะห์ อายะห์ที่ ๑๑๙ และหากพวกเขาจะอ้างบอกว่าเป็นการแก้แค้นแทนคนปัตตานีในอดีตที่ถูกสยามฆ่าตอนยึดเมือง

ถ้าเช่นนั้น กฎหมายอิสลามบทไหนที่บอกให้แก้แค้นได้ และทำการแก้แค้นกับคนอื่นซึ่งไม่ใช่ผู้ที่กระทำโดยตรงดั่งเช่น อัล-กุรอานกล่าวไว้ในซูเราะห์ อัลอิสรออฺ อายะห์ที่ ๓๓

- พวกเขาถูกคนที่มีความรู้ศาสนาอิสลามเพียงเล็กน้อยหลอกลวงเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวบางอย่าง ทำให้อิสลามต้องตกต่ำ พวกเขาสร้างความวุ่นวายขึ้นบนหน้าแผ่นดิน พวกเขาสร้างฟิตนะห์มากมายซึ่งเป็นแบบฉบับของ ฏอฆูต และเมื่อประชาชนมากมายไม่ยอมเข้าร่วมและไม่เห็นด้วย พวกเขาข่มขู่และฆ่า

อย่างนี้เป็นการต่อสู้ของ อิสลามหรือ?

การห้ามไม่ให้กรีดยางหรือขายของในวันศุกร์มีที่ไหนบ้างในโลกอิสลามที่บังคับเช่นนี้?
แม้แต่ประเทศอิสลามยังไม่บังคับจนถึงขนาดนี้

โดยเฉพาะการขู่ฆ่าหรือการฆ่าเพราะเหตุไม่เห็นด้วย ไม่ยินยอมคล้อยตามกับพวกเขานั้น
อัลลอฮฺได้เตรียมการลงโทษพวกนี้ไว้แล้วดังที่ได้กล่าวในคัมภีร์ อัล-กุรอาน ซูเราะห์ อันนิซา อายะห์ที่ ๙๓ ความว่า “ผู้ใดฆ่าผู้ศรัทธาโดยจงใจ(และโดยมิชอบ) ผลตอบแทนที่จะได้รับคือนรกญะฮันนัม ซึ่งเขาจะคงอยู่ในนั้นตลอดกาล ยิ่งกว่านั้น อัลลอฮฺก็ทรงกริ้วโกรธและ ทรงสาปแช่งละนัตเขา และได้ทรงเตรียมไว้สำหรับเขาซึ่งโทษทรมานอันใหญ่หลวง”และถ้าหากดูคำอธิบายของท่านศาสดาที่กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า

“เลือดของบุคคลที่ปฏิญาณตนว่าไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮฺ และฉันเป็นศาสนฑูตของอัลลอฮฺ จะไม่เป็นที่อนุญาตให้ผู้ใดล่วงละเมิด( สังหาร) ”แล้วเช่นนี้การกระทำทั้งหลายของกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบหรือควรเรียกว่าพวกสร้างฟิตนะฮฺบนหน้าแผ่นดินมากกว่า
แต่พวกเขายังกล้าบอกว่าตนเองเป็นนักรบมูญาฮิดีนผู้เดินตามแนวทางของอิสลามอีกหรือ?

แต่ในบางกลุ่มของพวกเขาก็ยอมรับว่าเขาไม่ใช่นักรบเพื่ออิสลามแต่พวกเขาสู้เพื่อกอบกู้เอกราชฟาฏอนีไม่ใช่เพื่ออิสลาม

ดังนั้นพวกเขาคือ พวกสร้างฟิตนะห์บนหน้าแผ่นดินพวกเขาคือพวกถูกหลอกใช้จากไซออนิสต์ศัตรูของอิสลามนั้นเอง พวกเขาจึงกลายเป็นพลพรรคของฏอฆูต

อีกประการ อิสลามไม่เคยบังคับให้ศรัทธาในศาสนา ดั่งที่คัมภีร์อัล-กุรอานซูเราะห์อัล-บากอเราะห์อายะห์ที่ ๒๕๖ กล่าวว่า

“ไม่มีการบังคับใดๆใน(การเข้ารับนับถือ)ศาสนาอิสลาม แน่นอนทางนำ(แห่งอิสลาม)นั้นได้เป็นที่ประจักษ์ชัดแล้วจากความหลงทาง” จะเห็นได้ว่าแม้แต่เรื่องศาสนาอิสลามยังไม่มีการบังคับแล้วการต่อสู้ที่ไม่ถูกต้องตามแนวทางอิสลามจะบังคับให้พวกเรายอมร่วมมือได้อย่างไร? และพวกเขาเองไม่เคยแสดงความคิดเห็นหรือไม่เคยกล้าที่จะอภิปรายถกเถียงกับผู้รู้ศาสนาคนอื่น ๆ เลย ทั้ง ๆ ที่อิสลามสอนให้ทุกคนจะต้องปรึกษาหารือกัน และจะต้องพูดจาด้วยความสุภาพถ้าจะให้ใคร ๆเข้าใจอิสลามอัล-กุรอานซูเราะห์อัลบากอเราะห์ อายะห์ที่ ๘๓ กล่าวว่า

“และพวกเจ้าจงพูดจากับมนุษย์ด้วยความสุภาพ” แต่พวกเขาทำบาปต่ออิสลามนอกจากไม่พูดจาด้วยความสุภาพแล้ว พวกเขาฆ่าคนเพียงเพราะไม่เห็นด้วยกับพวกเขา โดยคนเหล่านั้นไม่ได้ต่อสู้กับพวกเขาด้วยซ้ำไป พวกเขาทำให้ภาพพจน์ของอิสลามต้องเสียหาย แท้จริงพวกเขาคือผู้ทำลายอิสลามต่างหาก

- และพวกเขาต้องพึงระวังและทำความเข้าใจ อิสลาม โดยเฉพาะอัล-กุรอาน ซูเราะห์ อันนิซา อายะห์ที่ ๙๓ ความว่า “Dan barangsiapa yang membunuh seorang mu’min dengan sengaja,maka balasannyaialah Jahannam, kekal ia di dalamnya dan ALLAH murka kepadanya ,dan mengutuki-nya serta menyediakan azab yang besar baginya”

และ อัล-กุรอานซูเราะห์ อัลฟุรกอน อายะห์ที่ ๑๙ กล่าวว่า

“และผู้ใดในหมู่พวกเจาที่ปฏิบัติอธรรม (ซอเล็ม)แน่แท้เราจะให้เขาได้ลิ้มรสแห่งการลงโทษที่สาหัสยิ่ง” และซูเราะห์ อัลอะหฺซาบ อายะห์ที่ ๓๖ กล่าวว่า “ไม่เป็นการบังควร(อย่างยิ่ง)สำหรับผู้ศรัทธาชายและหญิง เมื่ออัลลอฮฺและรอศูลของพระองค์ได้กำหนด(ให้กระทำ)สิ่งใดแล้ว พวกเขายังจะมีทางเลือกอื่นอีกในกิจการของพวกเขาและผู้ใดฝ่าฝืนอัลลอฮฺและรอศูลของพระองค์แน่นอนว่าเขาได้หลงผิดอย่างชัดแจ้งแล้ว”

ท้ายนี้พวกเราขอเอกองค์อัลลอฮฺ (ซบ.) ได้โปรดเปิดหัวใจของผู้ไม่หวังดีและทำร้ายประชาชน ได้หันกลับมาน้อมรับแนวทางที่ถูกต้องของอิสลามและขอได้โปรดให้พวกเขาได้สำนึกตนและขออภัยโทษในความผิดบาปทั้งหลายที่พวกเขาได้ก่อความเสียหายขึ้นบนหน้าแผ่นดิน และกระทำผิดบาปต่อเพื่อนมนุษย์ ขอพระองค์ได้โปรดตอบรับการกลับเนื้อกลับตัวต่อพระองค์ ได้โปรดให้มีทางออกสำหรับพวกเขาหากแม้พวกเขาขออภัยโทษต่อพระองค์และกลับตัวสู่พระองค์ ด้วยความกรุณาปราณีและเมตตายิ่งเสมอ

“ แท้จริงเรามาจากพระองค์และต้องคืนกลับยังพระองค์ ”

วาบิลลาฮิเตาฟิกวัลฮิดายะห์วัสลามุอาลัยกุม

http://www.muslimcampus.com

Un title page
ศาสนาอิสลาม
ฮาลาล
เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับมุสลิม
ข่าวสารมุสลิม
บทความ / บทวิเคราะห์
Muslim Links
Un title page
บริษัท รักบ้านเกิด จำกัด       499/12 ถนนเพชรบุรี แขวงทุ่งพญาไท เขตราชเทวี กทม.10400                                              E-mail : admin@rakbankerd.com