การรับประทานอาหารและเครื่องดื่มเป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งที่ทำให้มุสลิมแตกต่างจากประชาชนอื่น
และดูจะเป็นความแตกต่างซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีของเพื่อนต่างศาสนิก
นั่น คือ มุสลิมไม่กินหมู จากอดีตจนปัจจุบันมุสลิมจึงมักไดรับคำภามอยู่เสมอว่า
ทำไมมุสลิมไม่กินหมู ทั้งๆ ที่หมูเป็นอาหารที่อร่อย
ในความเป็นจริงแล้ว
หมูไม่ใช่อาหารประเภทเดียวที่ถูกห้ามมิให้รับประทาน แต่มีอาหารอื่นๆ
อีกหลายอย่าง พระผู้เป็นเจ้า อัลลอฮฺ (ซุบห์ฯ) ทรงวางบัญญัติเกี่ยวกับเรื่องการกินอาหารของมุสลิมไว้ในคัมภีร์อัล-กุรอานหลายตน
อาทิตย์
เมื่อสู่เจ้าได้เสร็จการละหมาดแล้ว
ก็จงกระจายไปตามหน้าที่แผ่นดิน และจงแสวงหาความโปรดปรานของอัลลอฮฺและจงรำลึกถึงอัลลอฮฺให้มากๆ
เพื่อว่าสูเจ้าจะไดรับความเจริญ (62: 10)
มนุษย์เอ๋ย
! จงบริโภคจากสิ่งที่อนุมัติ และสิ่งดี (แก่สุขภาพ) ที่มีอยู่
ณ แผ่นดินและจงอย่าปฏิบัติตามรอย (เอาเยี่ยงอย่าง) ของมาร แท้จริงมันเป็นศัตรูตัวเปิดเผยของสู้เจ้า
(2:168)
บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลายจงบริโภคจากสิ่งที่ดีทั้งหลายที่เราได้ประทานเครื่องยังชีพแก่สูเกจ้า
(อย่าบริโภคอาหารที่ให้โทษแก่ร่างกาย) และจงขอบคุณต่ออัลลอฮฺ (ด้วยการทำดีทั้ง
กาย วาจา ใจ) (2 : 172)
แท้จริง
ทรงห้ามสูเจ้าบริโภคแต่เพียงสัตว์ตายเอง เลือด เนื้อสุกร สิ่งที่ระบุนามอื่นจากอัลลอฮฺ
(ขณะเชือด) ถ้าผู้ใดก็ดีอยู่ในภาวะคับขัน (ที่ต้องบริโภคอาหารเช่นนี้)
ไม่ใช่เจตนาขัดขืน (หรือนึกอยากลอง) และไม่ใช่ละเมิด (บริโภคเกินความคับขันหรือความจำเป็น)
ดังนั้นไม่มีบาปแก่เขา แท้จริงอัลลอฮฺเป็นผู้ทรงอภัย ผู้ทรงเมตตาเสมอ
(2 : 173)
แท้จริง
ทรงห้ามสูเจ้าบริโภค สัตว์ตายเองเลือด เนื้อสุกร และสัตว์ที่เชือดโดยเปล่งนามอื่นจากอัลลอฮฺ
สัตว์ที่ถูกรัดตาย ที่ถูกตีจนตาย ที่พลัดตกมาจากที่สูงตาย ชนกันตาย
ที่สัตว์ป่าดุร้ายจับกิจยกเว้นที่สูเจ้าเชือดทัน และสัตว์ที่ฆ่าเพื่อบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ด้วย
(5:45)
สูเจ้าอย่ารับประทาน
สิ่งที่เชิดโดยไม่ระบุนามของอัลลอฮฺ แท้จริงสิ่งดังกล่าว เป็นของเสีย
(6 : 121)
ทรงอนุมัติแก่สูเจ้า
คือการล่าสัตว์ในทะเล (ในน้ำ) และการบริโภคมัน เพื่อเป็นเสบียงแก่สูเจ้าและผู้เดินทาง
(5: 96)
และอาหรของบรรดาผู้ได้รับคัมภีร์
(คริสต์-ยิว) เป็นที่อนุมัติแก่สูเจ้า (ให้บริโภคได้) และอาหารของสูเจ้าก็เป็นที่อนุมัติของพวกเขาด้วย
(5:5)
โองการจากคัมภีร์อัล-กุรอาน
ดังที่ยอกมาเป็นตัวอย่างข้างต้นนี้จะเห็นได้ว่า อาหารที่เป็นสิ่งต้องห้ามสำหรับมุสลิมหาได้มีแต่เฉพาะหมู
แต่หมายถึงอาหารอื่นๆ อีกหลายอย่างสรุปคือ
1.สัตว์ที่ตายในอาการต่างๆ
คือ
ตายเอง ถูกรัดคอตาย ถูกตีจนตาย พลัดตกมาจากสูงที่ตาย ชนกันตาย ถูกสัตว์ป่าจับกิน
เพราะสัตว์ที่ตายเองอาจเป็นเพราะสุขภาพของสัตว์ไม่ดี เป็นโรค ซึ่งเมื่อรับประทานเข้าไปจะเป็นอันตรายแก่มนุษย์
ส่วนสัตว์ที่ตายในอาการต่างๆ นั้นไม่ได้ผ่านการกล่าวนามของพระเจ้าและเป็นการตายที่ไม่เหมาะสมที่มนุษย์จะนำมารับประทาน
2.เลือด
การที่นำเอาเลือดสัตว์มาทำเป็นอาหาร
ก็เป็นสิ่งต้องห้าม เพราะถือเป็นสิ่งที่ไม่สะอาดพอ และอาจมีเชื้อโรค
ตัวอย่างมนุษย์ แพทย์สามารถบอกโรคไดจากตรวจเลือดจึงเป็นการป้องกันไว้ก่อนเช่นเดียวกับอาหารประเภทที่
1
3.สุกรหรือหมู
สำหรับคนทั่วไปคงเป็นที่ยอมรับว่าหมูกินอาหารไม่เลือก
ความเป็นอยู่ภายนอกที่เห็นได้ อยู่ในภาวะไม่สะอาดเท่าสัตว์ประเภทอื่น
และในปัจจุบันวงการแพทย์ยอมรับว่า หมูเป็นสัตว์ที่มีเชื้อโรคภายในตัวมาก
คือเป็นสัตว์ที่สามารถเป็นโรคต่างๆ ได้ง่ายมากมายซึ่งฆ่าให้ตายได้ยากมาก
ตั้งแต่โรคธรรมดา เช่น ท้องผูก ท้องร่วง กระดูกอ่อน ฯลฯ โรคติดต่อ
เช่น อหิวาห์ กาฬโรค บาดทะยัก โรคแอนแทร็คซ์ ฯลฯ และโรคพยาธินานาชนิด
เช่น พยาธิแซ่ม้า เม็ดสาคู ใบไม้ ฯลฯ
นอกจากนั้นยังเป็นที่ยอมรับกันแล้วว่า
หมูตลอดจนน้ำมันหมู เป็นอาหารที่ให้คลอเสลสตอร้อลสูง ซึ่งเป็นอันตรายต่อระบบการหายใจ
จากข่าวในหนังสือพิมพ์เรามักจะพบเสมอถึงข่าวการต้องเข้าโรงพยาบาลจากการรับประทานหมู
หลายรายต้องตายไป และในเดือนพฤษภาคม 2522 ก็มีข่าวการเสียชีวิจากศูนย์อพยพชายแดนเนื่องจากหมูเป็นเหตุอีกเช่นกัน
และที่จริงน่าขอบคุณประชาชาติมุสลิมที่ไม่กินหมูเพราะเป็นการช่วยไม่ให้ราคาหมูแพงไปกว่าที่เป็นอยู่
จากผลการศึกษาค้นคว้าของมนุษย์ที่ไดคำตอบมาดังกล่าวคงเป็นเหตุผลได้เพียงพอว่าทำไมหมูจึงเป็นสิ่งต้องห้าม
(Taboo) สำหรับมุสลิม แต่ทั้งนี้พระองค์อัลลอฮฺ (ซุบห์ฯ) ก็มิได้ห้ามอย่างเด็ดขาด
แท้จริงทรงอนุมัติไว้หากถึงคราวจำเป็น แต่ถ้าอยู่ในที่ทำงานไม่มีอาหารมุสลิมขาย
ไปงานแต่งงานเพื่อน ไม่มีอาหารมุสลิม จึงกินหมูโดยใช้เหตุผลว่าเพราะความจำเป็นเช่นนี้ไม่ถูกต้อง
นอกจากมุสลิมจะถูกห้ามในการับประทานหมู
ชาวยิวและคริสต์ก็ได้เคยถูกห้ามไว้เช่นเดียวกัน (Leu 11 :7 Mathew
8 : 30-33 Mark 5: 11-13) อย่างไรก็ตามอาหารต่างๆ ที่ห้ามนี้ก็เป็นไปตามโองการในคัมภีร์อัล-กุรอานที่ให้มนุษย์บริโภคแต่สิ่งที่ดีที่มีประโยชน์แก่ร่างกาย
ฉะนั้นการห้ามนี้จึงเป็นไปเพื่อประโยชน์ของมนุษย์ในการป้องกันภัยที่จะเกิดขึ้นมิใช่เป็นไปเพื่อประโยชน์ของพระผู้เป็นเจ้า
4.สัตว์ที่ถูกฆ่าจากจุดประสงค์เพื่อบูชารูปเคารพ
ในประเด็นนี้มิใช่เพื่อป้องกันทางด้านร่างกายหรือโรคที่จะเกิดขึ้น
แต่เป้ฯการป้องกันทางจิตใจ เพื่อรักษาความเป้ฯเอกภาพของมุสลิมมิให้เป็นผู้ที่ตั้งภาคี
หรืออยู่ในลักษณะการศรัทธาที่สำส่อน
5.สัตว์ที่เชือดโดยไม่ได้ระบุนามของพระเจ้าอัลลอฮฺ
(ซุบห์ฯ) ทั้งนี้เพื่อป้องกันไม่ให้มนุษย์ฆ่าสัตว์โดยไร้จุดหมายที่เหมาะสม
พระองค์ทรงให้สัตว์มาเป้นอหารของมนุษย์ ฉะนั้นเมื่อจะนำมาใช้ก็ต้องใช้ด้วยพระนามของพระองค์แต่ทั้งนี้ก็อนุญาตให้รับประทานไดหากเป็นกาเชือดของชาวยิวหรือคริสต์ซึ่งเป็นชาวคัมภีร์หรือประชาชาติก่อนมุสลิม
6.นอกจากนั้นท่านศาสดายังห้ามกินสัตว์ที่มีเขี้ยวเล็บต่างๆ
สัตว์เลื้อยคลาน
ด้วยเหตุนี้จึงเห็นได้ว่า
หมูไม่ใช่สัตว์ประเภทเดียวที่มุสลิมจะรับประทานไม่ได้ แต่ยังมีสัตว์อื่นๆ
และการห้ามก็เพื่อประโยชน์แก่มนุษย์เอง ให้มนุษย์รู้จักเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์
และป้องกันอันตรายที่จะเกิดขึ้น แต่หากเกิดความคับขัน ไม่มีอาหารอื่น
ซึ่งจะเป็นอันตรายแกชีวิตหากไม่รับประทานสิ่งที่พอมีอยู่ พรองค์ก็ทรงอนุมัติให้รับประทานอาหารที่ต้องห้ามเหล่านี้ได้
ฉะนั้นอิสลามจึงมิใช่ระบอบที่ล้าสมัยหรือไร้เหตุผล
เครื่องดื่ม
เครื่องดื่มซึ่งเป็นที่ต้องห้ามของมุสลิม
คือ สิ่งที่ทำให้มึนเมาทุชนิด ไม่ว่าจะเมามากเมาน้อยก็ตาม ฉะนั้นสุราเบียร์
น้ำผลไม้ที่เจือบรั่นดี อาหารที่เจือด้วยของเหล่านี้เป็นที่ต้องห้ามแก่มุสลิมชาย-หญิงทุกคน
ในทุกโอกาสและทุกฤดูกาล ฉะนั้นมุสลิมต้องไม่มีเหตุผลข้ออ้างหรือข้อแม้
ว่าดื่มเพื่อเข้าสังคม ดื่มเพื่อเจริญอาหาร หรือจะหยุดดื่มเฉพาะเดือนที่ถือบวช
ฯลฯ
ความเป็นมุสลิมของผู้ศรัทธาจะต้องมีอยู่ตลอดเวลาไม่เลือกเวลา
โอกาส หรือสถานที่
อนึ่งยาเสพติดในรูปแบบต่างๆ
ก็เป็นสิ่งที่ต้องห้ามสำหรับมุสลิมทั้งโดยการผลิต ขาย และบริโภคเช่นกัน