มุสลิมในฐานะที่เป็นผู้ยอมจำนนต่อพระประสงค์ของอัลลอฮ
จะต้องเป็นผู้ที่สะอาดทั้งความคิด จิตใจ และร่างกาย เพื่อที่จะปฏิบัติตามคำสอนของอิสลามในเรื่องนี้
มุสลิมจะต้องปฏิบัติตามในสิ่งที่พระผู้เป็นเจ้าอนุมัติและงดเว้นในสิ่งที่พระองค์ห้ามทั้งนี้เพื่อที่จะได้รับความสะอาดบริสุทธิ์ทั้งทางด้านจิตวิญญาณและธรรมชาติแห่งความเป็นมนุษย์
*
การละเว้นจากการกินเนื้อหมูในอิสลามมีเหตุผลหลายประการทั้งจากทัศนะของศาสนาและทัศนะทางวิทยาศาสตร์
*การรักษาอนามัยและการแสวงหาความบริสุทธิ์ของธรรมชาติ
*การละเว้นจากการกินเนื้อหมูเป็นขั้นตอนหนึ่งซึ่งอิสลามกำหนดไว้เพื่อเป็นการรักษาสุขภาพอนามัย
และการได้รับความบริสุทธิ์ของธรรมชาติ
อิสลามสอนให้มนุษย์มีชีวิตสะอาดอย่างไร
?
ประการแรก
อิสลามได้ย้ำเรื่องความสะอาดบริสุทธิ์ของจิตวิญญาณและความสะอาดของร่างกาย
และประการที่สองคือ การบริหารร่างกายที่เหมาะสม หลักการอิสลามหนึ่งในห้าประการคือ
การละหมาดห้าเวลาในแต่ละวันนั้นเป็นสิ่งที่ยืนยันถึงเรื่องนี้ วิทยาศาสตร์อาจจะเน้นเรื่องของอนามัย
แต่จะไม่ใส่ใจต่อความสำคัญของการปลูกฝังธรรมชาติอันบริสุทธิ์ของมนุษย์
หากจะเปรียบไปก็เหมือนกับการเน้นการศึกษาเรื่องวัตถุนิยมและจิตนิยมความจริงแล้ว
จิตนิยมและวัฒนธรรมของธรรมชาติอันบริสุทธิ์นั้นเป็นศาสตร์และปรัชญาสองวิชาที่ถูกทอดทิ้งไปในช่วงระยะหนึ่ง
ที่ข้าพเจ้าพูดว่าทิ้งช่วงไประยะหนึ่งก็เพราะข้าพเจ้าเชื่ออย่างจริงใจว่ามันจะถูกรื้อฟื้นขึ้นมาอีกและจะมีความสำคัญต่อไปในอนาคตโดยการประดิษฐ์คิดค้นของวิทยาศาสตร์
วิชาอนามัยเป็นเรื่องภายนอกและเป็นเรื่องทางวัตถุ
แต่เรื่องวัฒนธรรมของธรรมชาติภายในนั้นเป็นเรื่องน่าสนใจที่เกี่ยวข้องทั้งร่างกายและจิตวิญญาณ
อิสลามยอมรับและไม่ทำลายความรู้สึก
เช่นเดียวกับศาสนาอื่น
ๆ อิสลามได้ให้ความสำคัญเป็นอย่างมากต่อลักษณะและคุณธรรมอันดีงาม
อิสลามถือว่ามนุษย์เกิดมาบริสุทธิ์ เม่งจื๊อก็เช่นเดียวกับอิสลามที่ถือว่าความดีและความชั่วจะได้รับการเรียนรู้อย่างค่อยเป็นค่อยไป
แต่ความแตกต่างระหว่างสองความคิดนี้ก็คืออิสลามสอนให้รู้ถึงวิธีการที่จะได้รับความดีงามและหลีกเลี่ยงนิสัยที่เลวทราม
เพราะทั้งความดีและความชั่วจะเติบโตในมนุษย์ตามการศึกษาและสภาพแวดล้อมในชีวิตประจำวันของเรา
มนุษย์มีความต้องการตามธรรมชาติ
เช่น ต้องการอาหารการหลับนอน การสืบพันธุ์อยู่ในตัวเอง เช่นเดียวกับที่เขามีความรู้สึกตามธรรมชาติอย่างอื่น
เช่น ความสุข ความโกรธ ความเศร้า ความรัก ความกลัว ความหิว ความปรารถนาและอื่น
ๆ
ความปรารถนาเกิดขึ้นจากสัญชาติญาณแห่งการเป็นเจ้าของ
ความไม่พอใจในการเป็นเจ้าของจะก่อให้เกิดอาการอิจฉา และในที่สุดก็กลายเป็นความริษยาและความโลภ
อย่างไรก็ตามอิสลามก็ไม่ได้แนะนำให้ทำลายความรู้สึกเหล่านี้เหมือนบางศาสนาแต่อิสลามได้เสนอวิธีการควบคุมมันไว้ให้แก่มนุษย์
เพราะตราบใดที่มนุษย์ยังมีชีวิตอยู่ ความรู้สึกเช่นนี้จะเกิดขึ้นอยู่เรื่อย
ๆ ความจริงแล้ว ความรู้สึกของมนุษย์นั้นเปรียบเสมือนกับเครื่องยนต์ของยานพาหนะ
มันขึ้นอยู่กับคนขับต่างหากที่จะควบคุมมันและนำมันไปสู่จุดหมายที่เป็นประโยชน์
การเลือกอาหาร
การห้ามกินเนื้อหมูในอิสลามเป็นขึ้นตอนหนึ่งในการศึกษาทางวัตถุนิยมและนำไปสู่การเข้าใจอย่างลึกซึ้งถึงความจำเป็นสำหรับการมีธรรมชาติอันบริสุทธิ์ของมนุษย์โดยอัตโนมัติ
ในฐานะที่เลือดโดยแท้จริงแล้วคือชีวิตของเราและสิ่งใดที่เราบริโภคเข้าไปนั้นจะมีผลต่อระบบเลือดของเราในที่สุด
ดังนั้น มันจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่เราจะต้องรู้จักเลือกอาหารและเครื่องดื่ม
เป็นที่ค่อนข้างเห็นได้ชัดเจนว่ายิ่งมนุษย์มีอารยธรรมมากเท่าใด มนุษย์ก็จะยิ่งรู้จักเลือกอาหารมากยิ่งขึ้นเท่านั้น
นอกจากนั้นแล้ว เรายังรู้อีกว่าคนไร้อารยธรรมแห่งแอฟริกาในอดีตนั้นเป็นชนเผ่าที่กินเนื้อ
มนุษย์ด้วยกันเป็นอาหาร ชนพื้นเมืองในมลายูและชาวเขาบางพวกในบอร์เนียวไม่รู้จักการเลือกอาหารการกิน
คนพวกนี้จะกินงู หนอน หนูและอะไรก็ตามที่พวกเขาจับได้ พวกจัณฑาลในอินเดียก็ไม่รู้จักเลือกอาหาร
แต่พอมีวัฒนธรรมสูงขึ้นก็จึงเริ่มรู้จักเลือกกินอาหารและลดปมด้อยลงไป
นี่คือข้อพิสูจน์ที่สนับสนุนคำพูดของข้าพเจ้า
การพัฒนาไปสู่สภาพอันบริสุทธิ์ในความเป็นมนุษย์นั้นมิได้อยู่ที่การละเว้นจากการกินเนื้อหมู
การกินเนื้อสัตว์ที่ตายเองโดยธรรมชาติหรือตายเนื่องจากการต่อสู้ไม่ว่าจะเป็นวัวควาย
แพะ แกะ หรือสัตว์ปีกก็เป็นที่ต้องห้ามในอิสลามเช่นกัน เราไม่รู้ว่านักวิทยาศาสตร์จะทำการศึกษาเรื่องเนื้อหรือเลือดของสัตว์ที่ตายเพราะการต่อสู้หรือเปล่า
แต่เรามุสลิมถูกสอนมิให้กินเนื้อของสัตว์เหล่านั้นมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว
นอกจากที่กล่าวมาข้างต้นและจากหลักการอิสลามแล้วมุสลิมจะไม่กินเนื้อของสัตว์ที่ล่าสัตว์ด้วยกันเป็นอาหารอีก
เช่น สิงโต เสือ งู แมว สุนัข หนู เป็นต้น ข้อห้ามเช่นนี้มีเหตุผลเพื่อความบริสุทธิ์ของธรรมชาติแห่งความเป็นมนุษย์
เพราะว่าเมื่อบริโภคอาหารใด ๆ เข้าไป อาหารไม่เพียงแต่จะเข้าไปในลำไส้
และกลายเป็นของเสียที่ร่างกายขับถ่ายออกมาเท่านั้น แต่มันจะถูกดูดซึมเข้าไปในระบบเลือดและหมุนเวียนเข้าไปยังทุกส่วนของร่างกายรวมทั้งสมองด้วย
และนี่เองที่ทำให้มันมีผลต่อธรรมชาติของมนุษย์
อิสลามขออนุญาตให้มุสลิมกินเนื้อที่สะอาด
อิสลามมิได้ห้ามและก็มิได้สนับสนุนใครให้เป็นมังสวิรัต (ผู้ที่ไม่กินเนื้อสัตว์)
แต่อย่างไรก็ตาม ในการกินเนื้อสัตว์นั้น มุสลิมจะต้องรู้จักเลือก
บางคนอาจโต้แย้งว่า
"หมูสมัยใหม่" ได้รับอาหารที่สะอาด ดังนั้นเนื้อของมันก็น่าที่จะบริโภคได้
คำตอบสำหรับคำโต้แย้งนี้ก็คือ คุณอาจจะให้อาหารที่สะอาดแก่หมู แต่คุณก็ไม่สามารถที่จะเปลี่ยนธรรมชาติของหมูได้
จะอย่างไรก็แล้วแต่ หมูก็ยังเป็นหมูอยู่วันยังค่ำ หมูมิใช่พืช คุณมิอาจจะเปลี่ยนธรรมชาติของมันโดยการทาบกิ่งหรือติดตา
ธรรมชาติของหมู
โดยธรรมชาติแล้ว
หมูมีนิสัยขี้เกียจและหมกมุ่นอยู่กับเรื่องสืบพันธุ์ มันไม่ชอบแสงอาทิตย์และเป็นสัตว์ขี้กลัว
ยิ่งมีอายุมากมันจะยิ่งขี้เกียจมาก หมูจะกินแทบทุกสิ่งที่อยู่ข้างหน้ามัน
ไม่ว่าสิ่งนั้นจะสกปรกโสโครกเพียงใด มันจะชอบสถานที่สกปรกมากกว่าที่สะอาด
ชอบที่จะกินและนอนโดยไม่ชอบเดินไปไหนมาไหน มีนิสัยตะกละ ในบรรดาสัตว์ทั้งหมด
หมูจะเป็นแหล่งของตัวพยาธิที่เป็นพิษแหล่งใหญ่ที่สุด ดังนั้น เนื้อหมูจึงเป็นพาหะของโรคหลายอย่างมายังมนุษย์
ด้วยเหตุผลนี้เอง เนื้อหมูจึงไม่เหมาะสมที่จะนำมาบริโภค
ความเห็นของนายแพทย์จีนและนายแพทย์ชาติอื่นทั้งในอดีตและปัจจุบันเกี่ยวกับเนื้อหมู
เมื่อพูดถึงเรื่องนิสัยการกินที่สะอาด
ข้าพเจ้าขออนุญาตแนะนำความเห็นและบทสรุปทางการแพทย์และบทสรุปของคนจีนและนักเขียนทั้งรุ่นเก่าและรุ่นใหม่ให้ผู้อ่านได้รู้เพื่อเป็นข้อมูลประกอบถึงเรื่องการห้ามมุสลิมกินหมู
นิตยสารอายุวัฒนะของจีนที่มีชื่อเสียงเล่มหนึ่งชื่อ
"หยันโฉวตัน" กล่าวว่า : "เมื่อใกล้ตายความกลัวจะเข้าไปยังหัวใจของหมูและลมหายใจสุดท้ายของสัตว์จะเข้าไปยังน้ำดี
เนื้อสัตว์ทุกชนิดเป็นอาหารบำรุงกำลังยกเว้นเนื้อหมู จงอย่ากินมัน"
จะเห็นว่ามีการอ้างถึงความกลัวและลมหายใจสุดท้ายของสัตว์ที่เข้าไปยังหัวใจและน้ำดีของมันซึ่งเรื่องนี้อาจจะไม่เป็นที่ยอมรับได้สำหรับนักวิทยาศาสตร์
แต่มันจะต้องมีเหตุผลอะไรสักอย่างสำหรับการสรุปแบบห้วน ๆ นี้
ในสมัยราชวงศ์ถัง
มีหมอคนหนึ่งชื่อ ซุนซีเหมา เคยถูกเสนอให้เป็นนายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นตำแหน่งที่ใคร
ๆ อยากจะเป็นกัน แต่ท่านกลับปฏิเสธ หมอผู้นี้มีอายุยืนถึง 100 ปี
และเป็นนักอนามัยผู้ยิ่งใหญ่ในสมัยเมื่อสองพันปีที่ผ่านมา ท่านได้เขียนไว้ในหนังสือเรื่อง
"เฉเฉนลู" (บันทึกแห่งสุขภาพ) ว่า :-
"เนื้อหมูอาจทำให้การป่วยไข้เก่า
ๆ กลับคืนมาอีก มันนำไปสู่การเป็นหมัน โรคไขข้อกระดูกอักเสบ และโรคหืด"
หมอผู้นี้ได้ชี้ให้เห็นโรคอย่างน้อยที่สุดสามโรคและยังกล่าวถึงแนวโน้มของเนื้อหมูที่จะเป็นสาเหตุทำให้โรคเก่ากลับมาอีก
การค้นพบของท่านได้รับการยืนยันโดยนักวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันแล้ว
หมอมีชื่อเสียงอีกท่านหนึ่งแห่งราชวงศ์หมิง ชื่อ หลีชีเฉน (ซึ่งเป็นซินแสด้านยาและเขียนตำราไว้กว่า
50 เล่ม) ได้ใช้เวลาตลอดชีวิตของท่านศึกษาเกี่ยวกับเรื่องยา ได้กล่าวเกี่ยวกับเนื้อหมูไว้ว่า
"หมูทางตอนใต้มีกลิ่นฉุนและมีน้ำมันเข้มข้น
มันมีพิษภัยที่ก่อให้เกิดโรคมากมาย"
ถ้าหากไม่มีความเชื่อมั่นหลังจากการศึกษาอย่างหนักเกี่ยวกับพืชสมุนไพรและสิ่งที่กินได้นับพันชนิด
หมอผู้ยิ่งใหญ่อย่างหลีชีเฉนก็คงไม่กล้าพูดว่าเนื้อหมูโดยทั่วไปเป็นอันตรายต่อสุขภาพ
ความเห็นและข้อสรุปทางการแพทย์เหล่านี้ถูกอ้างมาจากหนังสือเรื่อง
"พิธีกรรมในอิสลาม" (The Rites in Islam) ซึ่งเขียนโดย
เชค หวางไต้ยู่
นักการแพทย์สมัยใหม่ชื่อ
ฉือฮุนหยู ได้เขียนไว้ในหนังสือเรื่อง "ปัญหาของการกินเนื้อสัตว์เป็นอาหาร"
(The Problem of Carnivorousness) ของเขาว่าการกินเนื้อหมูเป็นสาเหตุทำให้เกิดความจำเสื่อมและผมร่วง
วิทยาศาสตร์สมัยใหม่ก็ได้พบว่าเนื้อหมูเป็นสาเหตุประการหนึ่งที่ทำให้ศีรษะล้านและความจำเสื่อม
ซึ่งโรคทั้งสองนี้เป็นที่หวั่นกลัวของคนหนุ่มและคนแก่ คำพูดเช่นนี้สนับสนุนคำพูดเกี่ยวกับเรื่องหมูของคนในยุคโบราณโดยทางอ้อม
โดยปกติเรามักจะเห็นคนขายหมูมีรูปร่างอ้วนฉุ
แต่นั่นไม่จำเป็นต้องหมายถึงการมีสุขภาพดีเสมอไป บางทีมันอาจจะเป็นของการติดต่อสัมผัสกับเนื้อหมูอย่างต่อเนื่องและเป็นโรคที่เนื้อหมูนำมาก็ได้
ดร.เกลน
เชฟฟาร์ด (Dr. Glen Shephard) ได้เขียนเกี่ยวกับเรื่องอันตรายของการกินเนื้อหมูไว้ในหนังสือพิมพ์วอชิงต้นโพสต์
ฉบับวันที่ 31 พฤษภาคม 1952 ไว้ว่า
"ประชาชนในสหรัฐอเมริกาและแคนาดา
1 ใน 6 คนมีเชื้อจุลินทรีย์ในกล้ามเนื้อ-ทริโคโนซีส-จากการกินเนื้อหมูที่มีเชื้อพยาธิทริคินาหลายคนติดเชื้อโรค
แต่ไม่มีอาการ คนส่วนใหญ่ที่ติดเชื้อนี้จะฟื้นจากอาการป่วยช้ามาก
บางคนเสียชีวิต บางคนกลายเป็นคนทุพพลภาพซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นคนกินเนื้อหมูอย่างไม่ระมัดระวัง"
"ไม่มีใครที่จะปลอดพ้นจากเชื้อโรคนี้และก็ไม่มีวิธีการรักษา
ไม่มียาปฏิชีวนะหรือยาและวัคซีนใด ๆ ที่สามารถจะมีผลต่อพยาธิมรณะตัวจิ๋วนี้ได้
ดังนั้น การป้องกันการติดเชื้อจึงเป็นคำตอบที่แท้จริง"
"พยาธิทริคินามีความยาวเมื่อเติบโตเต็มที่ประมาณ
1/8 นิ้วและกว้างประมาณ 1/400 นิ้ว มีอายุยืนถึง 40 ปี มีสารห่อหุ้มตัวเป็นลักษณะแคปซูลกลมคล้ายลูกมะนาวอยู่ระหว่างเส้นใยกล้ามเนื้อ"
"เมื่อคุณกินเนื้อที่ติดเชื้อโรคเข้าไปสารที่ห่อหุ้มพยาธินี้จะถูกย่อย
แต่ตัวพยาธิที่อยู่ภายในจะเติบโตเต็มที่และแต่ละตัวจะออกลูกประมาณ
1500 ตัว พยาธิเหล่านนี้จะเข้าไปในเลือดของคุณในเวลาหนึ่งหรือสองสัปดาห์หลังจากที่คุณกินพ่อแม่ของมันเข้าไป
เนื่องจากพยาธิสามารถรุกรานเข้าไปได้ในหลายส่วนของอวัยวะ ดังนั้น
อาการของโรคนี้จะเหมือนกับโรคอื่น ๆ อีก 50 โรคซึ่งทำให้เป็นเรื่องยากในการวินิจฉัย"
"วิธีการหมักเค็มและการรมควันธรรมดาไม่อาจที่จะฆ่าพยาธิเหล่านี้
และการตรวจเนื้อของรัฐบาลที่สถานที่บรรจุหีบห่อหรือโรงฆ่าสัตว์ก็ไม่สามารถรู้ถึงเนื้อหมูที่ติดโรคนี้ได้"
หลังจากที่อ่านถ้อยคำของ
ดร.เชฟฟาร์ด แล้ว เราสามารถสันนิษฐานได้ว่าไม่มีหลักประกันความปลอดภัยที่แท้จริง
แม้แต่เมื่อตอนเรากินเนื้อหมูที่ไม่มีโรคอันเกิดจากพยาธิทริคินาก็ตาม
ดังนั้น การกินเนื้อหมูจึงเป็นการเอาสุขภาพและชีวิตของเราเข้าไปเสี่ยงเหมือนกับการพนัน
+
+ + + + + + + + + + + + +
โรคที่มีสาเหตุมาจากหมูและการกินเนื้อหมู
เราขอทำความเข้าใจให้กับท่านเป็นที่กระจ่างก่อนว่าเนื้อของสัตว์ทุกชนิดหรือแม้กระทั่งผักนั้นจะมีจุลินทรีย์เป็นเชื้อโรคอยู่ด้วยกันทั้งนั้น
แต่เนื้อหมูจะมีเชื้อจุลินทรีย์และพยาธิที่มีเชื้อโรคอยู่ด้วยกันทั้งนั้น
แต่เนื้อหมูจะมีเชื้อจุลินทรีย์และพยาธิที่มีเชื้อโรคอยู่มากที่สุด
ในบรรดาเนื้อสัตว์ที่มนุษย์รู้จัก ยิ่งเราศึกษาเนื้อหมูมากขึ้น เราก็ยิ่งมีความกลัวมากขึ้น
ต่อไปนี้เป็นรายชื่อของจุลินทรีย์ที่เป็นเชื้อโรคและพยาธิที่พบในเนื้อหมูและโรคต่าง
ๆ ที่มีสาเหตุมาจากมัน โรคต่าง ๆ เหล่านี้เป็นโรคที่ติดต่อและระบาดได้ง่ายในขณะที่บางโรคมีความรุนแรงอาจถึงตายได้
นี่เป็นการพิสูจน์ให้เห็นว่ายิ่งวิทยาศาสตร์มีความก้าวหน้ามากเท่าใดก็ยิ่งเป็นการพิสูจน์ให้เห็นถึงความถูกต้องของอิสลามมากขึ้นเท่านั้น
มุสลิมปฏิบัติตามกฏหมายของพระเจ้า
พระองค์ได้ทรงห้ามสูเจ้าเพียงแต่สัตว์ที่ตายเองและเลือดและเนื้อของสุกร
และสัตว์ที่ถูกกล่าวนามอื่นนอกจากอัลลอฮ (เมื่อถูกเชือด) แต่ผู้ใดก็ดีอยู่ในภาวะคับขัน
ไม่ใช่เจตนาขัดขืนและไม่ใช่ละเมิด ดังนั้น ไม่มีบาปแก่เขา แท้จริงอัลลอฮเป็นผู้ทรงอภัย
ผู้ทรงเมตตาเสมอ (กุรอาน 2 : 173)
จากการค้นคว้าทางการแพทย์ เนื้อแพะและเนื้อวัวจะถูกย่อยสลายใท้องมนุษย์ภายในเวลา
3 ชั่วโมง แต่เนื้อหมูจะใช้เวลา 4 ชั่วโมง
ในโลกนี้มีหลายสิ่งที่มนุษย์จะต้องรู้จักแยกแยะก่อนที่จะนำมันใส่เข้าไปในปาก
มีพืชหลายอย่างที่สามารถกินได้ในขณะที่มีพืชบางอย่างเป็นพิษถึงตายหากกินเข้าไปถึงแม้ว่าพืชเหล่านี้จะเป็นสมุนไพรก็ตาม
ในทำนองเดียวกัน เนื้อสัตว์บางชนิดก็เป็นอันตรายต่อมนุษย์ จริงอยู่
โดยธรรมชาติแล้ว เนื้อหมูไม่มีพิษจนถึงกับทำให้คนกินตายไปในทันที
แต่พิษภัยที่อยู่ในเนื้อหมูดังที่ได้อธิบายไปนั้น แน่นอน มันไม่ใช่เป็นสิ่งที่บำรุงร่างกายเหมือนเนื้ออื่น
ๆ และมันอาจจะทำให้การเจ็บป่วยยึดเยื้อยาวนานออกไปดังที่เราได้กล่าวไปแล้วในบทก่อน
ๆ
บางคนอาจจะกล่าวว่า
"คนจีนกินหมูนานนับหลายชั่วคนจนเป็นอาหารประจำชาติของคนจีนไปแล้วและคนจีนก็มีอยู่เป็นจำนวนมากในโลก"
ขอท่านกรุณาได้เข้าใจว่า โดยทั่วไปแล้วคนจีนถูกบังคับให้ต้องเป็นมังสวิรัติ
ชาวนาซึ่งอย่างน้อยที่สุดมีอยู่ถึง 80% ของจำนวนประชากรชาวจีนและมีโอกาสได้กินเนื้อหมูสามครั้งต่อปี
คือตอนต้นปี วันที่ 5 ของเดือน 5 และวันที่ 15 ของเดือน 8 ข้าพเจ้าสามารถยืนยันได้ว่าในเมืองจีนไม่มีชาวนาคนไหนที่สามารถจะบริโภคเนื้อหมูถึง
24 ปอนด์ในแต่ละปีในอดีตที่ผ่านมา และในปัจจุบัน คนจีนไม่สามารถกินได้ถึง
12 ปอนด์ต่อปี แต่ถึงกระนั้นก็ตาม ขอให้พลิกกลับไปดูหน้าก่อน ๆ ของหนังสือเล่มนี้แล้วท่านจะเห็นว่าโรคต่าง
ๆ ที่มีสาเหตุมาจากเนื้อหมูนั้นมาจากเมืองจีน อาหารหลักของคนจีนนอกเมืองนั้นคือเต้าหู้ที่ทำมาจากถั่วเหลือง
ซึ่งคนทางด้านตะวันออกไกลกินมาเป็นเวลานานนับศตวรรษแล้ว มีหลักฐานมากมายที่จะพิสูจน์ให้เห็นถึงสิ่งที่ไม่ถูกสุขอนามัยในเนื้อหมู
เป็นความจริงที่ปรากฎว่าเมื่อมีการเปรียบเทียบกันจะเห็นว่าคนมุสลิมในเมืองจีนจะมีความสูงกว่าคนจีนที่มิใช่มุสลิมโดยเฉลี่ยประมาณสองนิ้วและมีสุขภาพสมบูรณ์กว่าด้วย
นอกจากนี้แล้วคนจีนที่มิใช่มุสลิมหลายคนก็เป็นโรคริดสีดวงทวารที่ชาวจีนมุสลิมแทบจะไม่รู้จักเลย
ถ้าหากคนจีนบริโภคเนื้อวัวมาตั้งแต่เริ่มต้นยุคสมัยของชาวจีน ข้าพเจ้ากล้าที่จะกล่าวว่าชาวจีนจะไม่มีโครงสร้างทางร่างกายที่ด้อยไปกว่าเผ่าพันธุ์อื่นและจะไม่ถูกเยาะเย้ยว่าเป็น
"คนป่วยแห่งตะวันออก" (ถึงแม้ว่ามันจะมีความหมายเป็นอย่างอื่นก็ตาม)
ความหมายคัดลอกของถ้อยคำของอัลลอฮฮฺในกุรอาน
ถ้าหากมุสลิมเรียกตัวพวกเขาเองว่ามุสลิม
มันก็เพราะว่าพวกเขาเชื่อในกุรอานและคำสอนของท่านศาสดามุฮัมมัด คัมภีร์กุรอานบทที่
16 โองการที่ 115 กล่าวว่า
แท้จริงพระองค์เพียงแต่ทรงห้ามสูเจ้า
(มิให้บริโภค) สัตว์ที่ตายเองและเลือดและเนื้อของสุกร และที่ถูกเปล่งนามอื่นนอกจากอัลลอฮ
(เมื่อเชือด) แต่ผู้ใดก็ดีอยู่ในภาวะคับขันไม่เจตนาดื้อดึง และมิใช่ละเมิด
ฉะนั้น แท้จริง อัลลอฮเป็นผู้ทรงอภัย ผู้ทรงเมตตาเสมอ
ข้อความข้างต้นนั้นเป็นสารจากอัลลอฮซึ่งมุสลิมทุกคนจะต้องเชื่อฟังและปฏิบัติตามโดยไม่มีเงื่อนไข
การเชื่อฟังคำสั่งของอัลลอฮดังกล่าวข้างต้นนั้นไม่มีอะไรแตกต่างไปจากการที่ประชาชนต้องเชื่อฟังปฏิบัติตามกฎหมายของประเทศหรือเหมือนกับทหารที่ต้องปฏิบัติตามระเบียบวินัยอย่างเคร่งครัด
นี่คือคำตอบที่ง่ายและตรงไปตรงมาที่สุดสำหรับคนที่มักจะถามว่าทำไมมุสลิมถึงไม่กินหมู
อย่างไรก็ตาม เราจะเห็นว่า ข้อความกุรอานดังกล่าวข้างต้นมีตอนหนึ่งกล่าวว่า
"แต่ถ้าผู้ใดอยู่ในภาวะคับขัน" ตัวอย่างเช่นในภาวะอดอยากขาดแคลนจนไม่มีอะไรกินประทังชีวิต
อิสลามก็อนุญาตให้กินเนื้อหมูได้ หรือถ้าหากมีใครเอาปืนมาขู่บังคับให้มุสลิมกินหมูและเขาไม่อาจต่อสู้ได้
ในกรณีเช่นนี้เขาก็สามารถกินหมูได้ (อย่างไรก็ตาม ถ้าหากมุสลิมถูกบังคับให้กราบไหว้รูปปั้นบูชา
เขาก็ควรจะเลือกเอาความตายดีกว่าการเคารพบูชารูปปั้นเทพเจ้าจอมปลอม)
ดังนั้น ในตอนนี้ ปัญหาจึงมิใช่อยู่ที่เรื่องของสุขภาพอนามัย แต่เป็นเรื่องของความศรัทธาและชีวิตหรือความตาย
จากตรงนี้เราจึงมีความเชื่อมั่นถึงความกว้างขวางของอิสลามที่ครอบคลุมและตอบข้อสงสัยในคัมภีร์ไบเบิล
บทเลวิติโก 11:78 และพระบัญญัติ 10:12 - 16
ไม่เป็นการบาปแต่ประการใจถ้าหากมุสลิมจะถูกบังคับหรือยู่ในสภาวะจำเป็นที่จะต้องกินหมู
ถ้าหากมุสลิมไม่เคารพตัวเองโดยตั้งใจกินหมู นั่นก็แสดงว่าเขาไม่มีความเชื่อมั่นในหลักการ
คนเช่นนี้จึงเป็นคนที่ไม่มีความละอายและเป็นคนบาป อย่างไรก็ตาม ข้าพเจ้าก็ขอทำความเข้าใจให้ผู้อ่านได้ทราบว่ามุสลิมที่ถูกบังคับให้กินหมูนั้น
อย่างไรเขาก็ยังคงเป็นมุสลิมอยู่
เราจะต้องจำไว้ว่าการไม่กินเนื้อวัวของพวกฮินดูนั้นแตกต่างไปจากการไม่กินเนื้อหมูของมุสลิม
การไม่กินเนื้อหมูของมุสลิมนั้นวางพื้นฐานอยู่บนเหตุผลของสุขภาพอนามัยและบนพื้นฐานของการสร้างความบริสุทธิ์สะอาดให้แก่ตัวของมนุษย์
ในคำสอนของอิสลาม
การห้ามกินเนื้อหมูเป็นเพียงหนึ่งในพันของคำสอนของศาสนาที่เที่ยงตรง
การที่มุสลิมไม่กินเนื้อหมูนั้นมิได้จบลงตรงเรื่องของการปลูกฝังคุณสมบัติภายในและภายนอกของมนุษย์เท่านั้น
แต่มันยังมีความหมายที่ลึกซึ้งไปยิ่งกว่านั้น อันที่จริง มันเป็นคำสอนที่จะยกระดับคุณสมบัติแห่งความซื่อตรงและความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในมนุษย์
คัมภีร์กุรอานบทที่ 2:168 กล่าวว่า
มนุษย์เอ๋ยจงบริโภคสิ่งที่อนุมัติและที่ดีจากที่มีอยู่ในแผ่นดินและจงอย่างปฏิบัติตามรอยเท้าของมาร
แท้จริง มันเป็นศัตรูที่เปิดเผยสำหรับสูเจ้า
ข้อความตอนแรกของกุรอานข้างต้นที่กล่าวว่า
"จงบริโภคสิ่งที่อนุมัติและที่ดีจากที่มีอยู่ในแผ่นดิน และจงอย่างปฏิบัติตามรอยเท้าของมาร"
ดูอาจจะไม่เกี่ยวเนื่องกันและกันเลย แต่ถ้าเราไตร่ตรองความหมายของข้อความทั้งสองแล้ว
เราจะพบความหมายที่ลึกซึ้งในข้อความทั้งสองและมันจะเกี่ยวข้องกัน
คำว่า
"ที่อนุมัต" ในภาษาอาหรับคือคำว่า "หะลาล" ซึ่งในข้อความกุรอานข้างต้นนั้นมีความเกี่ยวพันไม่แต่เฉพาะกับสิ่งที่เรากินเท่านั้น
แต่ยังเกี่ยวข้องกับวิธีการหาเงินมาซื้ออาหารและสิ่งอื่น ๆ ด้วย
มุสลิมไม่เพียงแต่จะต้องหลีกเลี่ยงจากอาหารต้องห้าม เช่นหมูเท่านั้น
แต่มุสลิมจะต้องห่างไกลจากการหาเลี้ยงชีพที่ไม่ถูกต้องและไม่ทำให้อาหารที่เป็นที่อนุมัติเป็นที่ต้องห้ามหรือเป็นอันตรายต่อจิตใจของตัวเองด้วย
การโกง
การหลอกลวง การเอาเปรียบเพื่อให้ได้มาซึ่งเงินถือเป็นที่ "หะรอม"
(ไม่เป็นที่อนุมัติ) ในอิสลาม
ท่านศาสดามูฮัมมัดได้กล่าวกับคู่สนทนาขี้สงสัยของท่านว่า
"เมื่อท่านสงสัยสิ่งใดจะเป็นที่อนุมัติหรือไม่อนุมัติละก็ ให้ถามคำตัดสินจากเสียงภายในของเจ้า
(หัวใจ)" นั้นหมายความว่าจิตสำนึกของท่านจะบอกท่านได้ดีว่าอะไรดีเป็นที่อนุมัติและไม่อนุมัติ
นี่เป็นหนึ่งในคำสอนอันประเสริฐของอิสลาม