|
อัลลอหฺ
อัลลอหฺ
คือ พระนามของพระผู้เป็นเจ้า ผู้สร้างมนุษย์ สิ่งมีชีวิต สิ่งไม่มีชีวิต
และทุกสรรพสิ่งในจักรวาล พระองค์ทรงมีโดยไร้จุดเริ่มต้น และทรงมีอยู่นิรันดร์โดยไม่มีจุดจบ
พระองค์แตกต่างกับทุกสรรพสิ่งอย่างสิ้นเชิง ทรงดำรงด้วยพระองค์เอง
มิต้องทรงพึ่งพาสิ่งใด พระองค์เป็นพระผู้เป็นเจ้าเอกองค์เดียว ไม่มีพระผู้เป็นเจ้าอื่นใดอีกนอกเหนือจากพระองค์
อัลลอหฺ
ทรงมีความสามารถในการบันดาลทุกสรรพสิ่ง ทรงรอบรู้โดยไม่จำกัดขอบเขต
ทรงสดับฟังโดยมิต้องพึ่งโสต ทรงเห็นโดยมิต้องใช้สายตา ทรงมีชีวิตและทรงสามารถสื่อสารด้วยคำพูดโดยมิต้องใช้ลิ้น
อัลลอหฺเป็นพระปฐมนามแห่งพระองค์
พระองค์ทรงมีพระนามอันวิจิตรอื่น ๆ อีกมากกว่า 99 พระนาม ซึ่งบ่าวของพระองค์สามารถใช้นามเหล่านั้นเรียกพระองค์ได้
พระองค์ไร้เพศ
ไร้ตัณหา ไม่มีคู่ครอง ไม่มีบุตร ไร้ภาคี ไม่มีรูปร่างตัวตน พระอัตมันแห่งพระองค์อยู่นอกเหนือกาละและเทศะ
เพราะทั้งสองสิ่งนั้น เป็นสิ่งที่พระองค์ได้ทรงสร้าง พระองค์ทรงกำหนดระบบและปัจจัยของทุกสรรพสิ่ง
อีกทั้งยังได้กำหนดจุดเริ่มต้นและจุดจบของสรรพสิ่งที่พระองค์สร้างทั้งมวล
อัลลอหฺ
คืออัตมันที่ทรงสิทธิในการได้รับการเคารพบูชาอย่างแท้จริง ไม่มีสิ่งใดอย่างเด็ดขาดที่ควรแก่การเคารพบูชานอกเหนือจากพระองค์
การรู้จักพระผู้เป็นเจ้า
ในปัจจุบันนี้มนุษย์ที่มีศาสนาส่วนมากจะเชื่อในเรื่องพระเจ้าและการสร้างสรรของพระองค์
พร้อมตั้งคำถามเกี่ยวกับสิ่งนี้อยู่ตลอดเวลา ผู้คนในอดีตก็มีสภาพไม่แตกต่างอะไร
หากเราย้อนกลับไปสู่มนุษย์ในยุคแรก ก็จะพบร่องรอยที่แสดงให้เห็นว่า
ศาสนาและความเชื่อเรื่องของพระผู้เป็นเจ้านั้น มีมาตั้งแต่ดั้งเดิม
ซึ่งพอที่จะเป็นเหตุผลให้กับเราได้ว่า พวกเขาก็เชื่อและศรัทธาต่อสัจจะ
ฉะนั้นการเชื่อในเรื่องของพระผู้เป็นเจ้านั้น จึงมีอยู่ทุกยุคทุกสมัย
ผลการศึกษาและความอยากรู้อยากเห็นของมนุษย์
ผู้มีปัญญาย่อมใช้ปัญญาให้เป็นประโยชน์ หากมนุษย์ตั้งคำถามกับตัวเองเกี่ยวกับการอุบัติของเอกภพ
การควบคุมดูแลให้มันดำเนินไปตามระบบเท่านั้น ก็เพียงพอที่จะให้คำตอบกับตัวเองว่า
แน่นอนโลกนี้ต้องมีพระผู้ทรงสร้าง ผู้ทรงเป็นนิรันดร์ และไม่มีการดับสลาย
ได้ให้การอุบัติมันขึ้น พร้อมด้วยควบคุมดูแลมันด้วยความรู้และอำนาจของพระองค์ที่ไม่มีขอบเขตจำกัด
พระองค์สิ่งที่สมบูรณ์ ส่วนเอกภพนั้นเป็นสิ่งที่ต้องพึ่งพิงอาศัยพระองค์
การคิดในทำนองนี้จะสร้างความอบอุ่นและให้กำลังใจแก่ตัวเองเสมอ
ฉะนั้นเมื่อใดก็ตาม ที่ชีวิตของเขาต้องประสบกับปัญหาที่ร้ายแรงที่สุดจนหมดหนทางแก้ไข
เขาจะไม่วันหมดหวังอย่างสิ้นเชิง เพราะเขาตระหนักดีว่า กาลเวลาในทุกสภาวการณ์และทุก
ๆสาเหตุ แม้ว่ามันจะมีพลังและอิทธิพลอยู่ในตัว แต่มันก็ไม่ยิ่งใหญ่ไปกว่าพลังของพระผู้เป็นเจ้า
ทุกเวลาหากมนุษย์หันเหความคิดของตนมาตรึกตรองโลกและสิ่งถูกสร้างอื่น
ๆ ตลอดจนกฎระเบียบควบคุมมันอยู่เมื่อนั้นเขาจะพบกับความจริง พระองค์ทรงตรัสว่า
"แท้จริงในการสร้างท้องฟ้าและแผ่นดิน
มันมีสัญญาณอยู่มากมายสำหรับมวลผู้ศรัทธา (ที่จะนำพาพวกเขาไปพบกับพระผู้สร้าง)
และในการสร้างพวกปศุสัตว์ทั้งหลายและบรรดาสรรพสิ่งอื่น ๆและในการเปลี่ยนสลับของกลางคืนและกลางวัน
(ซึ่งในบางครั้งอาจยาวเท่ากันและไม่เท่ากัน และบางครั้งก็ร้อนและหนาวไม่เท่ากัน)
ตลอดจนน้ำฝนจากฟากฟ้าที่พระองค์ได้หลั่งลงมาเพื่อชุบชีวิตแก่แผ่นดินหลังจากที่มันได้ตายไปแล้ว
และการผันแปรของลม (ในฤดูกาลต่าง ๆ) ล้วนเป็นสัญลักษณ์แก่กลุ่มชนที่ใช้ปัญญา
(และด้วยสัจธรรมเหล่านี้เองที่โน้มนำเขาไปสู่การรู้จัก) " (บทอัล
ญาซียะฮฺ โองการที่ 3-5)
อัลลอฮฺ
(ซ) ทรงไว้ซึ่งคุณสมบัติที่สมบูรณ์
ความสมบูรณ์คืออะไร
! สมมติว่าเราสร้างบ้านหลังหนึ่ง ขึ้นมาจนเสร็จเรียบร้อย พร้อมอยู่อาศัย
กระนั้นบ้านหลังดังกล่าว ก็ยังไม่สมบูรณ์เพราะยังไม่ได้ทาสีให้เรียบร้อย
ซึ่งถือว่าบ้านหลังนั้นยังบกพร่องอยู่ ทำนองเดียวกัน เด็กทารกเมื่อคลอดออกมาจากครรภ์ของมารดา
โดยมีอวัยวะครบสามสิบสองบริบูรณ์ตามธรรมชาติทั่ว ๆไป เราเรียกทารกนั้นว่า
เป็นเด็กสมบูรณ์ แต่ถ้าอวัยวะหนึ่งอวัยวะใดขาดตกบกพร่องไป เด็กคนนั้นจะไม่สมบูรณ์ทันที
ความสมบูรณ์ก็คือ
สิ่งที่สามารถต่อเติมความสมบูรณ์ที่ให้กับสรรพสิ่งทั้งหลาย และช่วยขจัดความบกพร่องของสิ่งนั้นให้หมดไป
สติปัญญาของเราบอกเราเสมอว่า
แท้จริงแล้วผู้ที่อุบัติพิภพนี้ขึ้นมาจากความว่างเปล่า และได้ประทานปัจจัยยังชีพ
แก่ผู้ที่มีความต้องการทั้งหลาย และประทานความสมบูรณ์ต่อสรรพสิ่ง ที่มีความบกพร่องทั้งปวงนั้นย่อมเป็นผู้ที่มีคุณสมบัติทุกประการ
และย่อมปราศจากความต้องการจากสิ่งเหล่านั้น เพราะในความเป็นจริง เป็นไปได้อย่างไรสำหรับผู้ที่ไม่มีปัจจัยต่าง
ๆและจะมอบปัจจัยเหล่านั้นให้ผู้อื่น ขณะที่ตนยังเป็นผู้บกพร่องอยู่
แล้วจะขจัดความบกพร่องและความต้องการของผู้อื่นได้อย่างไร !
อัลลอฮฺ
(ซบ.) ทรงยืนยันว่า พระองค์คือผู้ที่มีความพร้อมสมบูรณ์ในทุก ๆสิ่ง
และปราศจากความบกพร่องทั้งหลายทั้งปวง พระองค์ทรงตรัสว่า "พระองค์พระผู้ทรงอภิบาลของเจ้าเป็นผู้ร่ำรวย
(และสามารถขจัดความต้องการทั้งหลายของผู้ที่มีความต้องการให้หมดไป)
อีกทั้งพระองค์เป็นผู้ทรงเมตตายิ่ง" (บทอัล อันอาม โองการที่
133)
"คุณสมบัติที่ประเสริฐที่สุดและสวยงามที่สุดคือ
คุณสมบัติของอัลลอฮฺ และนอกเหนือจากพระองค์แล้ว ไม่มีพระเจ้าอื่นใดอีก"
(บทฏอฮา โองการที่ 8)
พระองค์
ทรงมี ทรงอำนาจ และทรงปรีชาญาณ
สิ่งที่หลายที่มนุษย์ได้เห็นและสัมผัสอยู่นั้น
การมีอยู่และเป็นไปของมัน ขึ้นอยู่กับการมีอยู่ของพระผู้ทรงอุบัติที่ทรงเป็นนิรันดร์
ซึ่งพระองค์ทรงอุบัติเอกภพนี้ขึ้น โดยอำนาจอันยิ่งใหญ่ และความปรีชาญาณที่ไม่มีใครเสมอเหมือน
และอยู่เหนือกาลเวลา
พระองค์ตรัสว่า
"พระองค์ทรงอำนาจเหนือฟากฟ้าและแผ่นดิน
พระองค์ทรงให้การดำรงชีวิตและความตาย พระองค์ทรงเดชานุภาพเหนือทุกสิ่ง
พระองค์ทรงเป็นองค์แรกและสุดท้าย (หมายถึงทรงมีอยู่ก่อนทุกสิ่งและทรงมีหลังจากทุกสิ่งดับสลาย)
ทรงเป็นภายนอกและภายใน (หมายถึงทรงมีอำนาจครอบคลุมเหนือทุกสภาวะกาล)
และพระองค์ทรงรอบรู้ในทุกสิ่ง" (บทอัล ฮะดีด โองการที่ 2 และ
3 )
พระองค์จึงเป็นผู้ทรงอำนาจอธิปไตย
ในการบริหารกิจการทั้งหมดแต่เพียงผู้เดียว ถ้าเอกภพนี้ ถูกควบคุมโดยเจ้าหลายองค์
ตามทฤษฎีความเชื่อต่าง ๆซึ่งเชื่อว่าพระเจ้าแต่ละองค์ จะแบ่งหน้าที่กันทำและควบคุมดูแล
เช่นพระเจ้าแห่งฟากฟ้า แผ่นดิน ทะเล และมหาสมุทร
เมื่อใดก็ตามที่พระเจ้าเหล่านั้น
ขัดแย้งกัน ผลที่จะตามมาก็คือความพินาศสิ้น ในขณะที่เราได้ประจักษ์ชัดว่า
ตามความเป็นจริงมันไม่ได้เป็นเช่นนั้น เพราะทุกสิ่งถูกควบคุมดูแล ด้วยระบบที่รัดกุม
และทำงานไปตามหน้าที่ของมันอย่างมีระเบียบ โดยไม่เกิดความขัดแย้งกัน
จึงสามารถสรุปได้ว่าโลกนี้มีพระเจ้าเพียงองค์เดียว และพระองค์ทรงอำนาจสูงสุดในการบริหาร
เมื่อเราพูดว่าชายคนหนึ่งมีความสามารถที่จะซื้อรถยนต์ขับ
จุดประสงค์ของเราก็คือ ชายผู้นั้นมีความสามารถในการขับรถยนต์ มีเงินเพียงพอที่จะซื้อ
หรือเมื่อเราพูดว่า ชายคนนั้นสามารถยกหินหนัก 2 ตันได้ หมายถึงเขาต้องมีพลังพอที่จะยกหินอยู่ในตัว
ดังนั้นอำนาจหมายถึง
การให้วามสัมพันธ์ไปยังสิ่งหนึ่ง ที่มีความสามารถ มันเป็นสิ่งที่จำเป็นของสิ่งนั้น
เช่น มวลสรรพสิ่งทั้งหลายบนโลกนี้มีความต้องการดำรงอยู่ แต่มันไม่อาจทำให้มีและเป็นไปได้
จึงต้องสัมพันธ์ไปยังสิ่งที่มีความสามารถเหนือกว่า ในอีกความหมายหนึ่ง
เมื่อกล่าวถึงผู้มีอำนาจหรือผู้กระทำนั้นก็คือผู้ที่ได้ปฏิบัติหน้าที่ตามความต้องการและการเลือกของตน
ตามอำนาจและกำลังความสามารถ
ความรู้ของอัลลอหฺ
(ซ)
อัลกุรอาน
กล่าวว่า "(และอัลลอฮฺ) ไม่รู้ในสิ่งที่ทรงบันดาลมาหรือ พระองค์คือผู้ทรงรอบรู้อย่างถี่ถ้วน
ผู้ทรงตระหนักยิ่ง" (บทอัล มุลกิ โองการที่ 14)
มวลสรรพสิ่งทั้งหลาย
ล้วนถูกบันดาลขึ้นมาโดยอัลลอฮฺ (ซบ.) ผู้ทรงเกรียงไกร การมีอยู่และความเป็นไปของสิ่งเหล่านั้น
ขึ้นอยู่กับพระองค์ทั้งสิ้น เมื่อเป็นเช่นนี้จะเป็นไปได้อย่างไร ที่ระหว่างพระองค์กับสิ่งถูกอุบัติขึ้นของพระองค์จะมีม่านขวางกั้นอยู่
หรือสิ่งนั้นได้หลบซ่อนไปจากการมองเห็นของพระองค์ มันไม่อาจเป็นไปได้เช่นนั้น
ความยุติธรรมของอัลลอหฺ
อัลลอฮฺ
(ซ) ทรงไว้ซึ่งความยุติธรรมเสมอ เพราะความยุติธรรม เป็นคุณลักษณะที่สมบูรณ์ประการหนึ่งของพระองค์
พระองค์ทรงให้เกียรติและยกย่องความยุติธรรม ขณะที่ทรงเกลียดชังการกดขี่และการเอาเปรียบ
พระองค์ทรงมีบัญชา ให้ประชาชนสร้างความยุติธรรม และต่อต้านความอยุติธรรม
ฉะนั้น
เป็นไปได้อย่างไร ที่พระองค์จะมีคุณลักษณะที่น่ารังเกียจในขณะที่พระองค์ทรงเกลียดสิ่งเหล่านั้น
และไม่มีคุณลักษณะที่ดีงามขณะที่พระองค์ทรงไว้ซึ่งความดีงาม อัล กุรอาน
กล่าวว่า
"แน่นอน
อัลลอหฺจะไม่ทำการกดขี่แม้จะเล็กเท่าผลธุลีก็ตาม" (บท อัน นิซาอ์
โองการที่ 40 )
"องค์พระผู้อภิบาลของ
จะไม่ทรงกดขี่ผู้ใดทั้งสิ้น" (บทอัลกะหฺฟิ โองการที่ 49)
"สิ่งที่ดีงามทั้งหลายที่ได้ประสบแก่เธอล้วนมาจากอัลลอหฺทั้งสิ้น
ส่วนสิ่งที่ไม่ดีมีมาประสบแก่เจ้าล้วนมาจากเธอ" (บทอัน นิซาอ์โองการที่
79)
"พระองค์คือผู้ทรงสร้างแต่สิ่งที่ดีงาม"
(บทอัซซัจญะดะหฺ โองการที่ 7)
ด้วยเหตุนี้ในบางครั้ง
จะเห็นสิ่งดีและไม่ดีในเวลาเดียวกัน การที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะมันเกิดจากการเปรียบเทียบ
เช่น งูพิษ หรือแมงป่อง การมีอยู่ของมันดีสำหรับตัวมัน แต่เมื่อนำมาเปรียบเทียบเคียงกับมนุษย์มันไม่ดี
ในทำนองเดียวกัน ดอกอุตพิตเมื่อยู่ตามลำพังมันดี และมีค่าสำหรับตัวมัน
แต่เมื่อนำมาเทียบเคียงกับดอกกุหลาบมันไม่มีค่าใด ๆ เลย ดังนั้นทุกสิ่งทุกอย่างมันมีความเหมาะสมและความพอดีอยู่ในตัวของมัน
ที่มา
: สยามิค.คอม
|