ดนตรี
กูรูดนตรี

แนะนำเครื่องดนตรีโบราณviola da gambaโดย อ.คมธรรม ดำรงเจริญ

รักบ้านเกิด   294 2015-09-25

ผศ.คมธรรม ดำรงเจริญ  Komtham Domrongchareon อาจารย์ประจำคณะดุริยางคศาสตร์มหาวิทยาลัย­ศิลปากร วิชาที่รับผิดชอบ: History of Music / Music Theory / Principles of Research / Seminar

ดนตรีพื้นบ้านอีสาน
 291

ดนตรีพื้นบ้านอีสาน ภูมิประเทศของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นที่ราบสูง ค่อนข้างแห้งแล้ง เพราะพื้นดินไม่เก็บน้ำ ฤดูแล้งจะกันดาร ฤดูฝนน้ำจะท่วม แต่ชาวอีสานนั้นส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำไร่ ทำนา และมีนิสัยเป็นคนชอบสนุกสนาน จึงหาความบันเทิงได้ทุกโอกาส    การแสดงของภาคอีสาน มักเกิดจากกิจวัตรประจำวันหรือเกิดจากประเพณีตามฤดูกาล โดยจะเห็นได้จาก การแสดงต่างๆ เช่น เซิ้งบุญบั้งไฟ เซิ้งแห่นางแมว การฟ้อน รำ ต่างๆ  ลักษณะการแสดงซึ่งเป็นลีลาเฉพาะชาวอีสาน คือ ลีลาและจังหวะการก้าวท้าว มีลักษณะคล้ายเต้ยแต่นุ่มนวล มักเดินด้วยปลายเท้าและสะบัดปลายเท้าไปข้างหลังสูง เป็นลักษณะของการเซิ้ง         ดนตรีอีสาน ถือว่า เป็นเครื่องดนตรีประจำท้องถิ่นของชาวอีสาน มีการประดิษฐ์จากวัสดุที่ได้มาจากธรรมชาติ และหาได้ตามท้องถิ่นได้ง่าย ดนตรีพื้นเมืองอีสานสามารถแบ่งออกตามลักษณะของเครื่องดนตรี ได้ 4 ประเภท คือ        1. เครื่องดีด ได้แก่ พิณ       2. เครื่องสี ได้แก่ ซออีสาน       3. เครื่องตี ได้แก่ โปงลาง กลองยาว เกราะ ฯลฯ       4. เครื่องเป่า ได้แก่ แคน  หึน เป็นต้น       ดนตรีอีสาน ส่วนใหญ่แล้วการบรรเลงจะเป็นลักษณะแบบชาวบ้านไม่มีแบบแผนมากนัก ใช้ในการประกอบการแสดง ในงานรื่นเริง สนุกสนาน หรือ ใช้ในพิธีกรรมของชาวอีสาน ข้อมูลจาก http://www.slideshare.net/supokam/ss-38599510

หมอลำอีสาน
 265

“ลำ” สามารถมองออกได้ในสองลักษณะเพื่อหาความหมายคือ แสดงออกเป็นกิริยา หมายถึงการขับร้อง คือ การนำเอาเรื่องราวในวรรณคดีมาขับร้องเป็น บทกลอนทำนองทีเป็นภาษาอีสาน แสดงออกเป็นคำนาม หมายถึง ชื่อเรื่องของการขับร้องหรือการแสดงที่เป็นเรื่องราว "หมอลำ” หมายถึง ผู้ที่มีความชำนาญในการขับร้องวรรณคดีอีสาน โดยการท่องจำเอากลอน มาขับร้อง หรือผู้ที่ชำนาญในการเล่านิทานเรื่องนั้น เรื่องนี้ หลาย ๆ เรื่อง วิวัฒนาการของหมอลำ เดิมทีสมัยโบราณในภาคอีสานเวลาค่ำเสร็จจากกิจธุรการงานมักจะมาจับกลุ่มพูดคุยกัน กับผู้เฒ่าผู้แก่เพื่อคุยปัญหาสารทุกข์สุกดิบและผู้เฒ่าผู้แก่นิยมเล่านิทานให้ลูกหลานฟัง นิทานที่นำมาเล่าเกี่ยวกับจารีตประเพณีและศีลธรรม ทีแรกนั่งเล่าเมื่อลูกหลานมาฟังกัน มากจะนั่งเล่าไม่เหมาะ ต้องยืนขึ้นเล่า เรื่องที่นำมาเล่าต้องเป็นเรื่องที่มีในวรรณคดี เช่นเรื่องกาฬเกษ สินชัย เป็นต้น ผู้เล่าเพียงแต่เล่า ไม่ออกท่าออกทางก็ไม่สนุกผู้เล่า จึงจำเป็นต้องยกไม้ยกมือแสดงท่าทางเป็นพระเอกนางเอก เป็นนักรบ เป็นต้น เพียงแต่เล่าอย่างเดียวไม่สนุก จึงจำเป็นต้องใช้สำเนียงสั้นยาว ใช้เสียงสูงต่ำ ประกอบ และหาเครื่องดนตร ีประกอบ เช่น ซุง ซอ ปี่ แคน เพื่อให้เกิดความสนุกครึกครื้น ผู้แสดงมีเพียงแต่ผู้ชายอย่างเดียวดูไม่มีรสชาติเผ็ดมัน จึงจำเป็นต้องหา ผู้หญิงมาแสดงประกอบ เมื่อ ผู้หญิงมาแสดงประกอบจึงเป็นการลำแบบสมบูรณ์ เมื่อผู้หญิงเข้ามาเกี่ยวข้องเรื่องต่าง ๆ ก็ตามมา เช่น เรื่องเกี้ยวพาราสี เรื่องชิงดีชิงเด่นยาด (แย่ง) ชู้ยาดผัวกัน เรื่องโจทย์ เรื่องแก้ เรื่องประชัน ขันท้า เรื่องตลกโปกฮาก็ตามมา จึงเป็นการลำสมบูรณ์แบบ จากการมีหมอลำชายเพียงคนเดียวค่อย ๆ พัฒนาต่อมาจนมีหมอลำฝ่ายหญิง มีเครื่อง ดนตรีประกอบจังหวะเพื่อความสนุกสนาน จนกระทั่งเพิ่มผู้แสดงให้มีจำนวนเท่ากับตัวละครใน เรื่อง มีพระเอก นางเอก ตัวโกงตัวตลก เสนา ครบถ้วน      ข้อมูลจาก http://student.swu.ac.th/hm471010389/isan.htm      รูปภากจาก http://www.baanmaha.com/community/thread21764.html

บทอัศจรรย์ในดนตรีตะวันตก ในสมัยฟื้นฟูศิลปะวิทยาการ(คริสตศตวรรษที่15-17) ตอน1
 288

บทอัศจรรย์ในดนตรีตะวันตก ในสมัยฟื้นฟูศิลปะวิทยาการ(คริสตศตวรรษที่15-17) ตอน1 มักจะมีคนกล่าวติดตลกว่าชีวิตมนุษย์ไม่ได้มีอะไรมากไปกว่าการ กิน ขี้ ปี้ นอน ซึ่งก็ไม่ผิดเสียทีเดียว ในขณะเดียวกันก็มีคนมักกล่าวว่า มนุษย์ต่างจากสัตว์ตรงที่มีแรงสร้างสรรค์ มีศิลปะ ซึ่งจะกล่าวแบบนี้ก็ไม่ผิดอีก อนึ่งศิลปะกับกิจกรรมทางเพศก็เป็นของที่คู่กับมนุษย์มายาวนาน มีการแสดงออกถึงศิลปะที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของเพศและการร่วมเพศมากมายในประวัติศาสตร์ ทั้งทางตรงบ้าง ทั้งทางอ้อมบ้าง หนึ่งในสาขาทางศิลปะที่อยู่คู่มนุษย์มายาวนานตั้งแต่มนุษย์เริ่มเขียนหนังสือกันเป็นคือ วรรณศิลป์ และ วรรณศิลป์เองก็เป็นส่วนประกอบที่สำคัญของศิลปะอีกแขนงหนึ่งคือดนตรี เพราะแต่ไหนแต่ไรมาดนตรีนั้นจะเป็นเพลงร้องเป็นหลัก วรรณกรรมและเพลงร้องเองก็หนีไม่พ้นวงจรของความเป็นมนุษย์ทั่วไป กิน ขี้ ปี้ นอน อยู่ทุกเมื่อเชื่อวันและไม่เป็นที่น่าประหลาดใจว่า วรรณกรรม กลอน หรือเพลงร้องหลายๆบทหลายๆเพลงก็มักจะเกี่ยวข้องหรือมีเนื้อหาเกี่ยวกับการร่วมเพศหรือที่เราเรียกทางภาษาศาสตร์ว่า "บทอัศจรรย์" บทความโดย อ.คมธรรม ดำรงเจริญ

บทอัศจรรย์ในดนตรีตะวันตก ในสมัยฟื้นฟูศิลปะวิทยาการ(คริสตศตวรรษที่15-17) ตอน2
 416

บทอัศจรรย์ในดนตรีตะวันตก ในสมัยฟื้นฟูศิลปะวิทยาการ(คริสตศตวรรษที่15-17) ตอน2 ในยุโรปสมัยคริสตศตวรรษที่ 15-17 เองหรือที่เราเรียกกันติดปากว่ายุค เรอเนสซองต์ เองถือได้ว่าเป็นยุคที่น่าสนใจของดนตรีโดยเฉพาะอย่างยิ่งบทอัศจรรย์ เพราะแนวคิดปรัชญาที่เด่นในยุคนี้คือมนุษย์นิยม โดยเริ่มมีการท้าทายอำนาจและแนวคิดทางศาสนา ทำให้มีผลงานด้านนี้ออกมาเป็นจำนวนมากและหน่วยงานที่ผลิตผลงานศิลปะโป๊เปลือย หรืองานดนตรีที่ล่อแหลมเรื่องเพศที่สำคัญที่สุดก็คือราชสำนัก งานดนตรีเพลงร้องที่บรรยายบทอัศจรรย์ในยุคนั้นจึงถูกเรียกว่า "ลามูร คูรทัวส์" หรือที่แปลว่า รักในราชสำนัก (L'amour courtois) อย่างไรก็ตาม ความตรงไปตรงมาของบทเพลงอัศจรรย์เหล่านี้ก็มีน้ำหนักดีกรีแตกต่างกันไป บางเพลงก็ว่ากันตรงๆ ใช้คำศัพท์แบบไม่ต้องแปลกัน จนไปถึงลักษณะการใช้สิ่งอื่นๆหรือกริยาอื่นๆแทนหรือซ้อนความหมายเพื่อไม่ให้ฟังดูน่าเกลียด หนึ่งในเพลงบทอัศจรรย์ที่เป็นที่รู้จักกันดีที่สุดแต่บางคนอาจไม่ทราบว่าเป็นบทอัศจรรย์คือเพลง กรีนลีฟ(greensleeves) ของอังกฤษ ซึ่งว่ากันว่าเพลงนี้มีทำนองมาแต่โบราณแล้ว แต่กษัตริย์ เฮนรี่ที่ 8 ของอังกฤษ (ซึ่งมีเมีย 8 คน) เป็นผู้แต่งคำร้อง กรีนลีฟ หรือแขนเสื้อสีเขียวนั้นสามารถจะตีความได้ว่าเป็นแขนที่เปื้อนสีเขียว เนื่องจากถูกับหญ้าที่พื้น ซึ่งกิจกรรมที่ทำให้แม่สาวมีแขนเสื้อสีเขียวก็คงมีด้วยกันไม่มากกิจกรรมเท่าไหร่ นอกจากนี้ในภาคพื้นทวีปยุโรปเองก็มีเพลงอัศจรรย์อย่างเป็นเรื่องเป็นราว โดยมีการสร้างสัญลักษณ์สากลต่างๆขึ้นมากมาย เช่น กระต่าย หมายถึงการร่วมเพศ, คำว่าตาย แปลว่าถึงจุดสุดยอด, เด็กปศุสัตว์ มักหมายถึงฝ่ายผู้ชาย บทความโดย อ.คมธรรม ดำรงเจริญ  

‘Live House’ คืออะไร?
 320

‘Live House’ คืออะไร? ไลฟ์เฮาส์ หรือ ‘Live house’ เป็นวัฒนธรรมการเสพดนตรีใต้ดินที่มีต้นกำเนิดในประเทศญี่ปุ่น โดยวิวัฒนการมาจาก ‘ongaku-kissa’ (อง-งะ-ขึ-คิส-สะ) ซึ่งแปลว่า คาเฟ่ดนตรี (music cafes) ในยุค 60s-70s ที่ลูกค้าสามารถขอเพลงได้หลังจากสั่งเครื่องดื่ม โดยทางร้านจะเปิดเพลงจากเครื่องเล่นแผ่นเสียงให้ จนเมื่อปี 1976 ที่มีการเปิดร้านชื่อว่า Shinjuku Loft ซึ่งเป็น ongaku-kissa รูปแบบใหม่ คือแทนที่จะมีโต๊ะกาแฟให้คนนั่งฟังเพลงกันแบบเงียบๆ ก็ทำเป็นที่โล่งๆที่ยัดคนยืนอัดๆกันได้ถึง 300 คน กลายเป็นที่กำเนิดของวง punk และ noise หลายๆวง เช่น The Stalin และ Hijokaidan และเป็นที่ๆวงจากต่างประเทศที่แวะเวียนไปญี่ปุ่นจะต้องเข้าไปเล่น อย่าง Einstürzende Neubauten และ Sonic Youth ปัจจุบันนี้ ไลฟ์เฮาส์ในประเทศญี่ปุ่นมีทั้งหมดประมาณ 1,000 แห่ง อยู่ในโตเกียวประมาณ 300 แห่ง โดยมักจะตั้งกันอยู่ในซอกหลืบตามชั้นใต้ดินของร้านอาหารหรือร้านขายของ แต่ละแห่งจะมีการเล่นดนตรีประมาณคืนละ 5 วงทุกคืน แล้วเล่นกันถึงแค่ประมาณ 5 ทุ่มเพื่อไม่ให้เสียงไปรบกวนเพื่อนบ้านตอนดึก เป็นที่ๆคนไปเพื่อเสพดนตรีมากกว่าที่จะไปดื่มกินอย่างผับบาร์ที่เหมือนมีดนตรีเป็นแค่ของแถม ที่มาของข้อมูล http://metropolis.co.jp/features/feature/rock-the-house/ Live House ช่วยให้วงการดนตรีใต้ดินและอินดี้ญี่ปุ่นเติบโต วัฒนธรรมแบบไลฟ์เฮาส์ เป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้วงการดนตรีใต้ดินของญี่ปุ่นเจริญเติบโตเป็นอย่างมาก ทำให้วงเล็กๆมีโอกาสได้เล่นและสร้างกลุ่มแฟนเพลง เป็นที่ๆวงรุ่นพี่จะช่วยดันให้วงรุ่นน้องขึ้นไปเกิดได้ ทำให้มีเพลงใหม่ๆฟัง แถมยังช่วยทำให้วงดนตรีมีรายได้อีกด้วย ถ้าให้ลองคำนวณเล่นๆว่าญี่ปุ่นมีวงอิสระ ใต้ดิน หรืออินดี้ซักกี่วง จากจำนวนไลฟ์เฮาส์ที่มี 1,000 แห่ง เล่นคืนละ 5 วงทุกที่ ก็แปลว่ามีวงเล่นกันคืนละ 5,000 วง เนื่องจากแต่ละวงไม่น่าจะเล่นทุกคืน สมมติว่าเล่นสัปดาห์ละ 3-4 คืน ก็แสดงว่าน่าจะมีวงดนตรีอิสระอย่างน้อย 8,750 ถึง 11,667 วงอยู่กันทั่วประเทศ นอกจากนี้ เนื่องจากไลฟ์เฮาส์เป็นการเน้นประสบการณ์ดนตรีมากกว่าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ทำให้เยาวชนที่อายุไม่ถึงวัยดื่ม สามารถเข้าไปชมดนตรีได้ ต่างกับประเทศอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นอเมริกาหรือไทยเองที่ดนตรีสดมักอยู่ในผับบาร์ การที่เยาวชนสามารถเข้าถึงดนตรีสดเหล่านี้ได้ ทำให้พวกเขาเกิดแรงบันดาลใจที่จะสร้างดนตรีและพัฒนาตัวเองได้ตั้งแต่ยังอายุน้อย ซึ่งพวกเขาจะสามารถกลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของวงการดนตรีต่อไปได้ในอนาคต ภาพ: Zarigani$ at Zher the Zoo in Yoyogi Photos by Kevin Mcgue จาก metropolis.co.jp

การพัฒนาซออู้ในยุคปัจจุบันโดย อ.พลวิทย์ โอภาพันธุ์
 302

อ.พลวิทย์ โอภาพันธุ์  อาจารย์ประจำคณะดุริยางคศาตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร วิชาที่รับผิดชอบ: Saxophone / Music Theory and Composition

วิวัฒนาการของการบันทึกเสียงในอเมริกาและในประเทศไทย
 291

วิวัฒนาการของการบันทึกเสียงในอเมริกาและในประเทศไทย ในปี ค.ศ.1948 บริษัทแผ่นเสียงโคลัมเบีย แห่งสหรัฐอเมริกาพัฒนาแผ่นเสียงชนิดใหม่ในนามว่า แผ่นเสียงลองเพลย์หรืออัลบั้มลองเพลย์ (Long played record) หรือเรียกว่าแผ่นไวนิล (Vinyl) ตามวัสดุซึ่งใช้ทำแผ่นเสียง แผ่นชนิดนี้บางและมีน้ำหนักเบา ตกไม่แตก คุณภาพเสียงทุ้มนุ่มนวลเพราะสามารถลดเสียงรบกวนจากหัวเข็มของเครื่องเล่นแผ่นเสียงได้และใช้บันทึกเพลงได้มากขึ้น (บันทึกเพลงได้หน้าละ 6-7 เพลง) ด้วยขนาด 12 นิ้ว สปีด 33 รอบเศษ/นาที ต่อมาในปี ค.ศ.1949 บริษัท อาร์ซีเอ วิคเตอร์ ทำแผ่นเสียงขนาดเล็ก 7 นิ้ว สปีด 45 รอบ/นาที คุณภาพเสียงด้อยกว่าแผ่นใหญ่เล็กน้อยบันทึกเสียงได้หน้าละไม่เกิน 2 เพลง เรียกกันว่าแผ่นซิงเกิล (single) ใช้สำหรับบันทึกเพลงเด่นจากแผ่นลองเพลย์เพื่อให้ดีเจ นำไปเผยแพร่ตามสถานีวิทยุก่อนวางจำหน่ายอัลบั้มเต็ม วิวัฒนาการของการบันทึกเสียงในประเทศไทย ราวปลายรัชกาลที่ 4 มีการบันทึกเพลงไทยเดิมด้วยกระบอกอัดเสียงเคลือบขี้ผึ้งแบบ เอดิสัน ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 5 เริ่มมีการบันทึกเสียงวงปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์บนแผ่นครั่งขนาด 10-12 นิ้วสปีด 78 รอบ/นาที แผ่นครั่งทั้งหนาและหนักทั้งยังตกแตกง่ายไม่ต่างจากกระเบื้อง จึงเรียกว่าจานเสียง ซึ่งให้เสียงแหบพร่า ข้อมูลจากหนังสือ Art Square / April 2014 / Volume 4 / No.17

จุดเริ่มต้นของเครื่องกลที่ใช้ในการบันทึกเสียง
 316

จุดเริ่มต้นของเครื่องกลที่ใช้ในการบันทึกเสียง ปี ค.ศ.1877 โธมัสเอลวา เอดิสัน ประดิษฐ์เครื่องกลอย่างง่ายที่เขาเรียกว่าสปีคกิ้งโฟโนกราฟ (Speaking Phonograph) ซึ่งสามารถบันทึกเสียงที่เขาพูด แม้เสียงที่ได้จะไม่ชัดเจน แต่นี่คือจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ในวงการดนตรีที่มีผลมาจนถึงทุกวันนี้ เอดิสันนำเครื่องเล่นสปีคกิ้งโฟโนกราฟไปแสดงตามโรงภาพยนตร์ทั่วประเทศ ทำให้นักประดิษฐ์หลายคนสนใจพัฒนาประดิษฐกรรมชิ้นนี้ รวมทั้ง อเล็กซานเดอร์ เกรแฮมเบลล์ ผู้ประดิษฐ์โทรศัพท์ เขาปรับปรุงสิ่งประดิษฐ์ของเอดิสันให้บันทึกเสียงชัดเจนดังยิ่งขึ้น ในเวลาเดียวกันนักประดิษฐ์เชื้อสายเยรมันนามว่า เอมิลี เบอร์ลิเนอร์ พัฒนาสิ่งประดิษฐ์ของเอดิสันจึงได้เครื่องบันทึกเสียงที่เรียกว่า แกรมโมโฟน (Gramophone) ซึ่งมีคุณภาพดีราคาถูกจนผลิตเป็นอุตสาหกรรมได้ เครื่องบันทึกเสียงของเอดิสันและเบอร์ลิเนอร์ใช้พลังงานกลจากการหมุนทำให้ไม่สามารถควบคุมความเร็วในการหมุนได้สม่ำเสมอ ในขณะที่เครื่องบันทึกเสียงของเบลล์ใช้พลังงานมอเตอร์รับพลังงานไฟฟ้ามาจากแบตเตอรี่ที่แพงแสนแพง เบอร์ลิเนอร์ตัดสินใจแก้ปัญหาเรื่องแหล่งพลังงานของเครื่องบันทึกเสียงโดยการไปปรึกษาเจ้าของร้านเครื่องกลในรัฐนิวเจอร์ซี่ที่มีนามว่า เอลดริดจ์ อาร์. จอห์นสัน นักประดิษฐ์เจ้าปัญญาที่เอามอเตอร์มาใช้กับเครื่องบันทึกเสียงของเบอร์ลิเนอร์ เพื่อผลิตจำหน่ายเป็นอุตสาหกรรมภายใต้แบรนด์ เบอร์ ลิเนอร์ แกรมโมโฟน (Berliner Gramophone) ต่อมาในปี ค.ศ.1901 เบอร์ลิเนอร์กับจอห์นสันร่วมกันเปิดบริษัทผลิตแกรมโมโฟนเป็นการค้าชื่อว่าบริษัท เดอะ วิคเตอร์ ทอล์คกิง แมชีน คอมพานี (The Victor Talk Machine Company) ในช่วงเวลานี้มีบริษัทผลิตเครื่องบันทึกเสียงระดับใหญ่อีก 2 บริษัท คือ โคลัมเบียร์ เรคอร์ด (Columbia Record) ซึ่งพัฒนาเครื่องบันทึกเสียงของเบลล์ และบริษัท ดิ เอดิสัน สปีคกิงแมชีน (The Edison Speaking Machine Company) รวมทั้งยังมีบรษัทเล็กๆอีกหลายบริษัทที่ผลิตเครื่องบันทึกเสียงจำหน่าย ข้อมูลจากหนังสือ Art Square / April 2014 / Volume 4 / No.17

Your browser is out-of-date!

Update your browser to view this website correctly.Update my browser now

×