| ลดความเครียดโดยใช้สติ
- สมาธิ - ปล่อยวาง
การหล่อหลอมหรือช่วยเหลือจากสังคมในสมัยนี้เห็นว่ามีอยู่
แต่ก็ช่วยได้ไม่มาก นักเพราะเรี่ยวแรงของความช่วยเหลือมีไม่
เพียงพอกับความต้องการ และดูว่าผู้ที่ตกอยู่ในสภาวะเครียด ซึมเศร้าขั้นรุนแรงนั้นก็ไม่ทราบ
เสียด้วยซ้ำว่า จะไปพึ่งพาขอความช่วยเหลือจากที่ใดได้บ้าง
ทางด้านครอบครัวปัจจุบันนี้
พ่อแม่อยู่ห่างกันพอสมควรในชีวิตประจำวันด้วยความจำเป็นทางด้านการงาน
ด้านเศรษฐกิจ ด้านสังคม รวมทั้งเด็ก ๆ ในครอบครัวเองก็ต้องแข่งขัน
ต้องเรียนเช้าจรดเย็น และอาจยังต้องกวดวิชานอกเวลาอีกต่างหาก
ทำให้ความรัก ความเอื้ออาทรต่อกันมีน้อย เวลาที่จะอบรมสั่งสอน
ให้ความรัก ให้ความอบอุ่นต่อกันมีไม่มากเพียงพอ แม้แต่ในเด็กเล็กในปัจจุบันจะตกไปอยู่ภายใต้การดูแลของหน่วยอนุบาลของสถานที่ทำงาน
หรือส่วนใหญ่จะถูกส่งเข้าโรงเรียนอนุบาลจึงห่างเหินพ่อแม่ไปพอสมควร
เมื่อเติบโตขึ้นจะไม่เกิดความเข้มแข็ง ทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ
โดยเฉพาะทางด้านจิตใจนั้นไม่สามารถมีสิ่งใดมาทดแทนได้
ในขณะนี้วงการแพทย์จึงมองว่า
ผู้ใหญ่ในวัยทำงาน วัยพ่อแม่ วัยหลักของครอบครัวน่าจะต้องเป็นหลักหรือเป็นตัวตั้งให้กับสถาบันครอบครัวและสมาชิกในครอบครัวให้ได้
สามารถแก้ไขปัญหา แก้ไขความทุกข์ของตนเองและครอบครัวให้ได้ จึงจะต้องมีความเข้มแข็งทั้งทางด้านร่างกาย
จิตใจ สังคม และจิตวิญญาณ หาก ขาดไปอย่างใดอย่างหนึ่ง ก็จะส่งผลกระทบในทางลบสู่บุคคลในครอบครัวและบุคคลแวดล้อมในสังคมทันที
ข้อมูลจากข่าวสารกรมสุขภาพจิต
ISSN 0125-6475 ให้คำแนะนำว่า ทางออกเบื้องต้นโดยไม่ต้องลงทุนแต่ได้ผลคุ้มค่าโดยยึดหลัก
ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน โดยมีแนวทางประพฤติปฏิบัติให้เกิดความสุข
ความราบรื่นในงาน ในครอบครัวและในสังคมรอบข้างอย่างครบถ้วน หลักของ
ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน มีดังนี้
1.
การมีสติ พุทธพจน์ที่ว่า
ดูก่อนภิกษุ คถาคตกล่าวว่า สติช่วยในกิจทั้งปวง และสติสามารถฝึกและควบคุมทุกสิ่งทุกอย่าง
เป็นตัวยับยั้งไม่ให้จิตฟุ้งซ่าน การมีสติเป็นการพัฒนาฝีมือของเราขึ้นมาก
หากแม้จะไม่สงบก็ลดความฟุ้งซ่านได้ เช่น ขณะกำลังพิมพ์งานความวุ่นวายของคนรอบข้างจะเข้ามา
แต่เราอยู่ด้วยใจที่จดจ่อจับกับลมหายใจทุกอย่างจะดีขึ้นเอง
2.
การใช้สมาธิ ลองคิดดูเมื่อรู้สึกเหนื่อยจากการทำงาน
งานก็จะผิดพลาดเป็นประจำ คิดอะไร เขียนอะไร จำอะไรก็ไม่ดี จิตใจหวั่นไหว
ใครมาพูดกระทบแสดงความไม่พอใจ กล่าวกันว่า หากเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้น
ต้องใช้ความอดทน การนั่งเฉย ๆ แล้วเอาจิตมาผูกกับลมหายใจ เพียงแต่รับรู้ลมหายใจเข้าออก
เข้าก็รู้ ออกก็รู้ ที่เป็นจริง ต่อเนื่อง ตามลมหายใจ ความคิดก็ค่อย
ๆ ไตร่ตรองแล้วก็หายใจเงียบ ๆ ประมาณ 5-10 นาที
3.
การอยู่กับปัจจุบัน
คือการแผ่เมตตา ปรารถนาดี ซึ่งมีอยู่จริง ๆ ในจิตของเรา ทำให้น้อมจิตแผ่เมตตา
แบ่งความสุขไปยังทุกคนในที่ทำงานทุกทิศทุกทาง โดยทำความรู้จักกับลมหายใจเข้าออกให้ชัดเจน
ใครที่ทำให้ตนเองทุกข์ใจ ร้อนใจ ขัดเคือง เราก็ให้อภัยเขา ไม่เอามาคิด
ที่จะทำให้ใจของเราเป็นสุข ไม่มีเวรและเป็นภัยต่อกัน
4.
การปล่อยวาง
คือ การไม่จมอยู่กับงานจนมั่นหมายเป็นบ้า ไม่หมกมุ่นอยู่กับอดีตที่ผ่านไป
อนาคตที่ยังมาไม่ถึงและการสลัดตนให้พ้นจากความรู้สึก หรือภาพประทับใจเก่า
ๆ ที่มาเกาะกุมจิตใจโดยไม่รู้ตัว
5.
การสวดมนต์ กล่าวว่า
จะทำให้จิตใจของเรายึดมั่นอยู่ในพระรัตนตรัยเป็นการฝึกจิตให้สงบ
และมีสมาธิ จากการวิจัยของ นายแพทย์อีริค แลนเดอร์ ซึ่งเป็นแพทย์ทหารของกองทัพสหรัฐอเมริกากล่าวว่า
หากรู้จักปลีกเวลาสัก 1 ชั่วโมง หลาย ๆ ครั้งต่อสัปดาห์ เพื่อการสวดมนต์เชื่อว่าจะก่อให้เกิดการเปลี่ยน
แปลงในร่างกายและสุขภาพกายและสุขภาพจิตที่ดี
สิ่งที่แนะนำมาเบื้องต้นไม่ข้อใดข้อหนึ่ง
สามารถกระทำเองได้โดยไม่ต้องลงทุนด้วยเงินทอง จะมีประโยชน์ 2
ส่วน คือ ตัวเราเองมีความสุข ความสัมพันธ์กับเพื่อนรอบข้างก็ดี
งานก็สำเร็จ สัมฤทธิผล มีคุณค่าต่อสังคม เพราะว่ารู้จักนำธรรมะมาใช้กับงานอย่างถูกต้อง.
นายแพทย์สุรพงศ์
อำพันวงษ์ |