| ชีวิตหมดปัญหาถ้ารู้จักภาวนา
ผมไม่มีเวลาปฏิบัติธรรมเลยครับ
หลายคนมักพูดเช่นนี้กับหลวงพ่อชา สุภัทโท แห่งวัดหนองป่าพง เวลาท่านแนะให้หัดปฏิบัติธรรมเสียบ้าง
แล้วเธอมีเวลาหายใจหรือเปล่า คือคำตอบของหลวงพ่อ
ผู้คนมักเข้าใจว่าการปฏิบัติธรรมหมายถึงการหลีกเร้นออกไปนั่งหลับตาคนเดียว
แต่ ความจริงแล้วไม่ว่าเราจะอยู่ที่ไหน ตราบใดที่ยังมีลมหายใจอยู่
ก็สามารถปฏิบัติธรรมได้ทุกที่และทุกเวลา เพียงแค่กำหนดใจให้อยู่กับลมหายใจทั้งเข้าและออกขณะนั่งรถหรือคอยเพื่อน
ก็เป็นการปฏิบัติธรรมแล้ว วันหนึ่ง ๆ รวมแล้วยังทำได้เป็นชั่วโมงโดยไม่ต้องปลีกตัวหลีกเร้นไปที่ไหนเลย
จะว่าไปแล้วการปฏิบัติธรรมไม่ใช่เรื่องที่กินเวลาเลยด้วยซ้ำ
เหมือนกับการหายใจซึ่งเราทำอยู่ทุกขณะที่กิน เดิน พูดคุย และเข้าห้องน้ำ
(ใครบ้างที่ต้องเผื่อเวลาไว้หายใจ ยกมือขึ้น!) ในทำนองเดียวกันกิจกรรมเหล่านั้น
เราก็สามารถทำไปพร้อม ๆ กับการปฏิบัติธรรมได้เลย พูดอีกอย่างคือ
เราสามารถทำกิจกรรมเหล่านั้นให้กลายเป็นการปฏิบัติธรรมได้ด้วย
เชื่อหรือไม่ว่าในชั่วชีวิตของเราโดยเฉลี่ยแล้วจะใช้เวลาอยู่ในห้องน้ำรวมแล้วประมาณ
๗ ปี! แค่อยู่ในห้องน้ำอย่างเดียวเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ถ้าคุณรู้จักปฏิบัติธรรมขณะอยู่ในห้องน้ำ
เพียงเท่านี้คุณก็บอกตัวเองได้เลยว่า ในชั่วชีวิตนี้คุณปฏิบัติธรรมได้มากกว่าเพื่อนของคุณที่คอยแต่จะเข้าวัดปฏิบัติธรรมปีละหลาย
ๆ อาทิตย์เสียอีก
คุณอาจไม่สามารถตามลมหายใจไปได้ตลอดเวลาที่เข้าห้องน้ำ
กินข้าว หรือพูดคุยกับเขา แต่หากคุณทำสิ่งนั้นอย่างมีสติ คือรู้ตัวสม่ำเสมอ
ขณะเดียวกันก็ใส่ใจอยู่กับกิจกรรมที่กำลังทำ ไม่ปล่อยใจลอย หรือให้ใจฟูแฟบไปตามเรื่องราวหรือสิ่งที่มากระทบนั่นก็เรียกว่าการปฏิบัติธรรมแล้ว
หรือจะพูดให้เจาะจงกว่านั้นก็คือ เป็นการบำเพ็ญภาวนา ที่พูดเช่นนี้ก็เพราะการปฏิบัติธรรมนั้นมีความหมายที่กว้าง
การทำมาหากินอย่างสุจริตและถูกต้องชอบธรรม ก็เป็นการปฏิบัติธรรมอย่างหนึ่ง
ธรรมที่ว่าคือสัมมาอาชีวะเวลาทำงานด้วยความหมั่นเพียรอดทนอดกลั้น
ก็เรียกว่าเป็นการปฏิบัติธรรมเช่นกัน คือบำเพ็ญวิริยะและขันติธรรม
เป็นต้น แต่ถ้าหากทำงานต่าง ๆ อย่างมีสติรู้ตัว ก็เป็นการปฏิบัติธรรมในขั้นฝึกฝนพัฒนาจิตใจ
ซึ่งเรียกตามภาษาพระว่าจิตภาวนา
ไม่ใช่ว่าเราจะทำสิ่งต่าง ๆ อย่างมีสติรู้ตัวกันได้ง่าย
ๆ ลองสังเกตเวลาคุณกินข้าว บ่อยไหมที่ปากคุณเคี้ยว แต่ใจคุณลอยไปไหนไม่รู้
ในยามนั้นคุณแทบจะไม่รู้ตัวเลยว่ากินอะไรหรือทำอะไรอยู่ ถึงรู้ก็รู้สึกแบบลาง
ๆ คลุม ๆ เครือ ๆ เวลาคุณทำงาน คุณใจลอยบ่อยไหม หงุดหงิดหัวเสียบ้างไหม
คอยเร่งคอยลุ้นให้เสร็จไว ๆ หรือเปล่า ถ้าใช่ นั่นก็แสดงว่าคุณทำสติตกหล่นแล้ว
ใจคุณตอนนั้นกำลังหลุดไปจากการจดจ่องานที่กำลังทำ แต่ไปอยู่กับอะไรสักอย่าง
ที่อาจเกี่ยวข้องกับงานหรือไม่เกี่ยวเลยก็ได้ เช่นจดจ่ออยู่กับแฟนที่กำลังคอยคุณอยู่
หรือวนเวียนอยู่กับเพื่อนร่วมงานที่ไม่รับผิดชอบงาน เลยกลายเป็นภาระให้คุณจัดการแทน
เป็นต้น หรือคอยนึกถึงแต่ผลขั้นสุดท้ายของงานว่าจะออกมาอย่างไร
เรื่องเหล่านี้พอครุ่นคิดไปก็จะเกิดอารมณ์ขึ้นมา เช่น วิตกกังวล
ขุ่นเคืองหงุดหงิด หรือหนักอกหนักใจ สรุปก็คือทุกข์
เวลาคนเรามีความทุกข์มีปัญหา เรามักมองหาสาเหตุข้างนอก
จะเป็นดินฟ้าอากาศ ผู้คน สังคมก็ตาม เคยได้ยินเรื่องนี้ไหม เวลาลูกเดินสะดุดของที่พ่อเผลอวางเอาไว้
พ่อจะตำหนิว่าลูกซุ่มซ่าม แต่ถึงคราวพ่อเดินสะดุดเองบ้าง กลับต่อว่าลูกว่าทำไมไม่เก็บของให้เป็นที่เป็นทาง
นิสัยแบบนี้ทำให้คนเราชอบมองหาแพะรับบาปอยู่เสมอ เศรษฐกิจล่มก็โทษต่างชาติและยอร์จ
โซรอส เวลามีปัญหาอื้อฉาวเกี่ยวกับพระ ก็โทษพวกต่างศาสนา ในทำนองเดียวกันเวลาเกิดเซ็งทดท้อขึ้นมา
ก็โทษเพื่อนร่วมงานหรือที่ทำงานที่กล่าวมาอาจมีส่วนถูก แต่สาเหตุที่เรามักมองข้ามก็คือ
ตัวเราเอง หรือพูดให้ถูกคือ จิตใจของเราเอง เราโกรธและทุกข์ไม่ใช่เพราะเพื่อนนินทาเราหรอก
หากเป็นเพราะเราไปยึดเอาคำพูดของเขามาเป็นอารมณ์ เขาอาจพูดบางประโยคลอย
ๆ ขึ้นมา เราก็เอาตัวตนหรืออัตตาของเราไปออกรับ สำคัญมั่นหมายว่าเขากำลังพูดกระทบเรา
ถ้าก้อนหินกำลังตกมา แทนที่เราจะหลบ กลับเอาหน้าไปรับ ผลคืออะไรหากไม่ใช่เจ็บ
เช่นนี้แล้วควรตำหนิคนทำก้อนหินตก หรือโทษตัวเราเองดี
ทุกครั้งที่เราทุกข์
พึงตระหนักเสมอว่าเราเองมีส่วนรับผิดชอบเสมอ เพราะไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับเรา
คนเรามีทางเลือกเสมอว่าจะทุกข์ หรือไม่ทุกข์
เวลาถูกตำหนิติเตียน นอกจากการโมโหโวยวายแล้ว เรายังมีอีกทางเลือกหนึ่งคือพิจารณาว่าที่เขาพูดนั้นมีประโยชน์ไหม
ทำให้เราเห็นข้อบกพร่องของตัวเราไหม หรือทำให้เห็นนิสัยของเขาชัดเจนขึ้น
ถ้าเราเอาความ ถูกใจ เป็นหลัก เราจะทุกข์ แต่ถ้าเราเอาความ
ถูกต้อง เป็นหลัก เราจะได้ปัญญามาแทนที่ความทุกข์ ความเจ็บไข้ได้ป่วยนั้น
ไม่จำเป็นว่าจะทำให้เราทุกข์เสมอไป ถ้าวางจิตวางใจให้เป็น ก็จะได้ประโยชน์จากความเจ็บป่วยนั้น
และรู้สึกขอบคุณโรคภัยนั้นด้วยซ้ำแปลกไหมที่มีหลายคนพูดว่า ดีใจที่เป็นมะเร็ง
ดีใจที่เป็นเอดส์ ชายและหญิงหลายคนพูดประโยคนี้ เพราะโรคร้ายดังกล่าวทำให้เขาและเธอหันมาทบทวนชีวิต
และค้นพบความหมายที่แท้ของชีวิต หันมาทำสิ่งทรงคุณค่าที่ละเลยไปนาน
เพราะมัวหลงเพลินกับความสนุกสนานหรืองานการก็แล้วแต่ ในทางตรงกันข้าม
หากวางจิตวางใจไม่เป็นเสียแล้ว อย่าว่าแต่เคราะห์เช่นโรคภัยไข้เจ็บเลย
แม้โชคเช่นถูกล็อตเตอรี่ได้เงินสิบล้านก็ยังทำให้ทุกข์หนักได้เลย
ที่พูดมานี้เกี่ยวกับภาวนาอย่างไร
เกี่ยวโดยตรง เพราะความทุกข์ของเรานั้น ส่วนใหญ่เกิดจากความลืมตัว
หรือเป็นเพราะวางจิตวางใจไม่ถูกต้อง เราลืมตัวเพราะขาดสติ เราวางจิตวางใจไม่ถูกต้องเพราะขาดปัญญา
ภาวนาคือการบ่มเพาะจิตใจให้มีสติและเกิดปัญญา ปัญญานั้นจะทำงานได้ดีต้องมีสติเป็นตัวนำหรือกำกับ
ถ้าขาดสติ ปัญญาก็ไม่เกิด หรือมาแบบครึ่ง ๆ กลาง ๆ ไม่ถูกกาละเทศะ
ท่านอาจารย์พุทธทาสชอบเล่าเรื่องหนึ่งเพื่อเป็นอุทธาหรณ์ เด็กน้อยเผลอหยิบเหรียญทองแดงใส่ปาก
แล้วเกิดติดคอขึ้นมา แม่รู้เข้าก็ตกใจ ทำอะไรไม่ถูก สักครู่ก็นึกได้ว่าน้ำกรดนั้นกัดทองแดงได้
ก็เลยรีบคว้าขวดน้ำกรดมากรอกใส่ปากเด็ก เกิดอะไรขึ้นกับเด็กก็พอเดาได้
การรู้ว่าน้ำกรดกัดทองแดงได้นั้นเป็นปัญญาอย่างหนึ่ง แต่เป็นเพราะขาดสติ
ปัญญาจึงถูกเอามาใช้อย่างผิดที่ผิดทาง พูดภาษาสมัยใหม่นี่เป็นการใช้ปัญญาแบบแยกส่วน
คือสนใจอยู่แต่เฉพาะการหาวิธีขจัดทองแดง แต่ไม่ได้ดู บริบท
หรือสภาพแวดล้อมว่าทองแดงนั้นอยู่ที่ไหน และลืมไปว่าเมื่อขจัดทองแดงได้แล้ว
จะเกิดผลข้างเคียงกับปัจจัยแวดล้อมหรือไม่ เป็นการแก้ปัญหาแบบเฉพาะส่วนโดยแท้
สติและปัญญาสามารถบ่มเพาะขึ้นได้ในชีวิตประจำวัน
การพยายามรู้เท่าทันความรู้สึกนึกคิดอยู่เสมอเป็นการฝึกจิตให้มีสติ
อย่างไรก็ตามความรู้สึกนึกคิดนั้นเป็นของละเอียดอ่อน
ถ้าสติไม่ไวพอ ก็เท่าทันมันยาก ดังนั้นครูบาอาจารย์จึงแนะนำให้มีสติรู้กับสิ่งที่หยาบก่อน
นั่นคือลมหายใจหรืออิริยาบถต่าง ๆ ของร่างกาย หากมีสติรู้กายอย่างต่อเนื่องและแคล่วคล่องแล้ว
การมีสติรู้ใจก็ทำได้ไม่ยากและจะดีขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อรู้ทันความคิดแล้ว
ต่อไปก็ลองฝึกคิดฝึกมองในแง่มุมใหม่ ๆ ที่จะไม่พาไปสู่ความทุกข์
เช่น การมองในแง่บวก หรือการมองโดยยึดเอาความถูกต้องมากกว่าถูกใจ
หากรู้จักมองแล้ว ทุกอย่างก็เป็นธรรมะ หรือเพิ่มพูนปัญญาได้หมด
และปัญญาอย่างหนึ่งที่จะช่วยเราได้มากก็คือ การตระหนักรู้ว่า
อะไรเกิดขึ้นกับเราก็ไม่ทำให้เราทุกข์ได้มาก เท่ากับท่าทีหรือการวางจิตวางใจที่ไม่ถูกต้องของเราเอง.
จดหมายข่าวเสขิยธรรม
|