| พุทธวิธีประเมิณความเจริญก้าวหน้าของตนเอง
เรียบเรียงจากพระธรรมเทศนา
พระเดชพระคุณพระภาวนาวิริยคุณ
วันนี้
พวกเราพร้อมใจมาสร้างบุญส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับความสวัสดีมีชัยในปีใหม่
เพื่อให้การมาสร้างบุญกุศลครั้งนี้ บังเกิดผลกับตัวเองอย่างเต็มที่
หลวงพ่ออยากจะให้เรามองเห็นตัวเองได้ชัดๆ จึงตั้งใจนำวิธีประเมินความเจริญก้าวหน้าของตัวเอง
ตามที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงบำเพ็ญพระองค์เป็นตัวอย่างมามอบให้พวกเรา
เพราะเมื่อพวกเราปฏิบัติตามนี้แล้ว แต่ละวัน ที่ผ่านไป แม้เราจะแก่ด้วยวันเวลา
แต่ว่าบุญบารมีของเราก็แก่กล้าตามไปด้วย แล้วบุญบารมีที่แก่กล้าจะไปผลักดัน
ความเจริญก้าวหน้า ให้เกิดขึ้นมา ตามความคิด ความปรารถนาของเรานั่นเอง
การที่เป็นเช่นนี้
เพราะเราประกอบเหตุบุญไว้ดี เราจึงได้ผลดีตามมา เพราะฉะนั้น
ในปีนี้อีกเหมือนกัน เราอยากรู้ว่า เราเจริญก้าวหน้าได้ดีเพียงไหน
ก็ต้องมาตามประเมินจากหลักประเมิน ๔ ชุดต่อไปนี้ของพระพุทธองค์
ในการประเมินผลนั้น
ขอให้เราทำใจเป็นกลางๆ อย่าเข้าข้างหรือหลอกตัวเอง เพื่อเราจะได้ทราบความจริงเกี่ยวกับ
การประกอบเหตุบุญของตัวเราให้มากที่สุด โดยอาศัยคำสอบถามที่หลวงพ่อจะให้ดังต่อไปนี้
แ บ บ
ท ด ส อ บ ป ร ะ เ มิ น ผ ล ค ว า ม ป ร ะ พ ฤ ติ ตั ว เ อ ง
ในชุดที่
๑ นี้มีทั้งหมด ๑๔ ข้อ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเรียกว่า
กรรมกิเลส แปลว่า การกระทำที่เป็นเครื่องเศร้าหมองของจิตใจ ซึ่งถ้าเกิดขึ้นกับตัวของเราเอง
ก็เรียกว่าเป็นเมฆบังจันทร์ของตัวเรา ถ้าบังเกิดขึ้นในครอบครัวก็เป็นสัญญาณว่า
ครอบครัวของเราได้เข้าสู่วิกฤตการณ์ และถ้าไปเกิดขึ้นในสังคมใด
บอกได้คำเดียวว่าสังคมนั้นมีจุดรั่ว เป็นความพิการของสังคม
สำหรับแบบประเมินชุดแรกนี้
เป็นวิธีการประเมินข้อบกพร่อง ข้อเสียหาย หรือเป็นรอยร้าวฉานของตัวเราเองก็ได้
ของครอบครัว หรือของสังคมก็ได้ รวมทั้งเป็นของประเทศชาติ บ้านเมืองด้วย
แต่ในวันนี้ จะมุ่งมาที่การประเมินตัวเองก่อน เพื่อดูว่าใน ๑
ปีที่ผ่านมานี้ เราไปทำผิดอย่างนั้นใช่หรือไม่ใช่ ให้ตอบตัวเองให้ชัดๆ
ข้อที่ ๑ เรายังมีการฆ่าสัตว์ตัดชีวิตอยู่หรือเปล่า
ตั้งแต่สัตว์เล็กจนกระทั่งสัตว์ใหญ่ เลยไปถึงคนก็ตาม เรามีเจตนาจะทำร้ายใครบ้างไหม
ตอบตัวเองให้ชัด
ข้อที่ ๒ เราไปลักทรัพย์ใครเขาบ้างไหม
หรือมีเจตนาจะเอาทรัพย์สมบัติใครมาในทางที่ไม่ชอบบ้างไหม
ข้อที่ ๓ เราไปประพฤติผิดในลูกในเมียในสามีของใครเขาบ้างหรือเปล่า
แวะข้างทางไปเรื่อยใช่หรือไม่
ข้อที่ ๔ เราไปพูดเท็จกับใครเขาเอาไว้บ้างไหม
ไม่ว่าจะพูดเท็จกับเพื่อน หรือกับใคร แม้พูดเท็จให้เขาสบายใจ
อย่างนี้ก็ไม่ได้
ทั้ง ๔ ข้อนี้เป็นการประเมินทางด้านกรรมกิเลส ๔ ซึ่งแท้ที่จริงคือศีล
๕ เพียงแต่ตัดข้อสุราออกไป หัวข้อต่อไป หลวงพ่อจะเจาะลึกการประเมินในเรื่องความลำเอียง
ลองพิจารณาดูว่าเรามีนิสัยลำเอียงทั้ง ๔ อย่างนี้หรือเปล่า
ข้อที่ ๕ เราลำเอียงเพราะรักหรือเปล่า
ก็คือ ไม่ว่าเขาจะทำผิดอย่างไร ฉันเป็นเข้าข้างว่าไม่ผิดทุกทีไป
ข้อที่ ๖ เราลำเอียงเพราะชังหรือเปล่า
เจ้าคนนี้ ฉันไม่ค่อยจะชอบหน้า ทำอะไร ผิดนิดผิดหน่อย เป็นเล่นงานทันที
ข้อที่ ๗ เราลำเอียงเพราะโง่หรือเปล่า
คือ ไม่ทันคน โดนเขาหลอกเข้าให้ เลยลำเอียงโดยไม่รู้ตัวหรือเปล่า
ข้อที่ ๘ เราลำเอียงเพราะกลัวหรือเปล่า
บางคนกลัวว่าลูกจะไม่รัก มีอะไรก็ประดังประเดให้ลูกหมด ลูกเลยเป็นลูกบังเกิดเกล้า
เสียผู้เสียคนไป อย่างนี้ก็มี
ลำดับต่อมา ลองมาดูว่า
เราได้ไปยุ่งเกี่ยวกับปากทางแห่งความฉิบหาย ความพินาศ เรียกว่า
อบายมุข ๖ บ้างหรือเปล่า เรามาลองประเมินดูว่า
ข้อที่ ๙ เราดื่มสุรายาเมาหรือสิ่งเสพติดหรือเปล่า
ข้อที่ ๑๐ เรายังไปในสถานที่ที่ไม่ควรไปอยู่อีกไหม
ข้อที่ ๑๑ เราหมกมุ่นในเรื่องบันเทิงเริงรมย์อยู่หรือเปล่า
ข้อที่ ๑๒ เราเล่นการพนันอยู่หรือเปล่า
ข้อที่ ๑๓ เรายังคบคนชั่วเป็นมิตรอยู่ไหม
ข้อที่ ๑๔ เรายังเป็นคนขี้เกียจอยู่หรือเปล่า
ทั้ง ๑๔ ข้อนี้
ถ้าเกิดขึ้นในสังคม ก็บอกว่านี้คือความพิการของสังคม แต่ถ้าเป็นในครอบครัวเรา
นี้คือความพิการในครอบครัวของเรา หรือถ้าตัวเราเป็นเองก็เป็นความพิการในตัวเรา
ที่ทำให้เราห่างจากหนทางพระนิพพานไปทุกทีๆ และทั้ง ๑๔ ข้อนี้
คือ เหตุแห่งความอัปมงคลทั้งหลายในโลกนี้
แ บ บ
ป ร ะ เ มิ น ผ ล เ รื่ อ ง มิ ต ร แ ท้ มิ ต ร เ ที ย ม
หลังจากที่เราได้ประเมินตนเองจากชุดแรกไปแล้ว
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงชี้ประเด็นต่อมาให้เห็นว่า ความเสียหายทั้งหลายของมนุษย์เรา
รวมทั้งความเลวร้ายทั้งหลายในโลกนี้ด้วย ต้นเหตุจริงๆ เริ่มมาจาก
"การคบมิตรชั่ว" ด้วยเหตุนี้จึงทรงสั่งสอนให้เลือกคบคนให้เป็นให้ได้
พระองค์ทรงแบ่งเพื่อนออกเป็น
๒ ประเภท คือ มิตรแท้ ๔ ประเภท กับมิตรเทียม ๔ ประเภท แต่ละประเภทมีความประพฤติหลักของตัวเองอยู่
๔ อย่าง รวมเป็นความประพฤติดีของมิตรแท้ ๑๖ อย่าง และความประพฤติชั่วของมิตรเทียม
๑๖ อย่าง สรุปว่าการประเมินผลความเป็นมิตรแท้-มิตรเทียมของคนเราต้องดูจากพฤติกรรม
๓๒ อย่าง
หลวงพ่ออยากให้พวกเราลองส่องดูตัวเองกันว่า เราเป็นมิตรแบบไหนกันแน่
มิตรเทียม ๔ ประเภท
มิตรประเภทนี้
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ว่ามีอยู่ ๔ ประเภท คือ
ประเภทที่ ๑
มิตรปอกลอก ลองดูว่า เรามีนิสัยอย่างนี้ไหม
๑. คิดเอาแต่ได้ฝ่ายเดียว
๒. ยอมเสียแต่น้อย เพื่อหวังเอามาก
๓. ไม่รับทำกิจให้เพื่อนในคราวมีภัย
๔. คบเพื่อนเพราะเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัว
ประเภทที่ ๒
มิตรดีแต่พูด ลองประเมินดูว่า เรามีนิสัยอย่างนี้ไหม
๑. ชอบเอาเรื่องบุญคุณที่เรามีต่อเขามาปราศรัย
ผ่านไปนานแล้วก็ยังพูดอยู่
๒. อ้างเรื่องที่ยังมาไม่ถึงมาปราศรัย เช่น มีอะไรขอให้บอก
จะจัดการให้แจ๋วไปเลย แต่พอถึงเวลาก็ไม่ช่วย
๓. สงเคราะห์ด้วยสิ่งที่หาประโยชน์ไม่ได้ อ้างโน่นอ้างนี่สารพัดจะได้ไม่ต้องให้
๔. เมื่อเพื่อนมีกิจ ก็อ้างเหตุขัดข้องทุกที
ประเภทที่ ๓
มิตรหัวประจบ ลองประเมินดูว่า เรามีนิสัยอย่างนี้ไหม
๑. เพื่อนจะทำชั่วก็คล้อยตาม
๒. เพื่อนจะทำดีก็คล้อยตาม
๓. ต่อหน้าเพื่อนก็สรรเสริญ
๔. ลับหลังเพื่อนก็นินทา
ประเภทที่ ๔
มิตรชักชวนในทางที่ฉิบหาย ลองประเมินดูว่า เราเคยมีนิสัยชักชวนเพื่อนทำนองนี้บ้างไหม
๑. ชักชวนให้เพื่อนดื่มสุรา
๒. ชักชวนไปเที่ยวกลางคืน
๓. ชักชวนไปเที่ยวเตร่เสเพล
๔. ชักชวนเล่นการพนัน
คนเราโดยทั่วไป
ถ้ามาถึงจุดนี้ เราเริ่มจะพบแล้วว่า ที่เราว่าเราดีแสนดี ความจริงยังดีไม่จริง
มันยังมีข้อบกพร่องอยู่ รู้แล้วจะได้แก้ไขกันเสีย
มิตรแท้ ๔ ประเภท
คราวนี้เราหันมาดูฝ่ายดีบ้างว่า
ที่ว่ามิตรแท้นั้น แท้จริงเป็นอย่างไร มิตรแท้หรือมิตรมีอุปการะที่ดีๆ
มีอยู่ ๔ ประเภทอีกเหมือนกัน
ประเภทที่ ๑
มิตรมีอุปการะ ลองประเมินดูว่า เรามีนิสัยอย่างนี้ไหม ดังนี้
๑. เมื่อเพื่อนประมาทก็ตักเตือนช่วยเหลือ
เป็นกัลยาณมิตรให้
๒. เมื่อเพื่อนประมาท ช่วยรักษาทรัพย์ของเพื่อนไว้
๓. เมื่อเพื่อนมีภัย เป็นที่พึ่งพักพิงให้เพื่อนได้
๔. เพิ่มทรัพย์ให้สองเท่า คือให้มากกว่าที่เพื่อนเอ่ยปาก
ประเภทที่ ๒
มิตรร่วมสุขร่วมทุกข์ ลองประเมินดูว่า เรามีนิสัยดีๆ อย่างนี้ไหม
๑. บอกความลับแก่เพื่อน
เพื่อไม่ให้เพื่อนต้องเสียคนเสียของ
๒. ปิดความลับของเพื่อน
๓. ไม่ละทิ้งในยามอันตราย เมื่อเพื่อนมีอันตราย ไม่ทอดทิ้งเพื่อน
๔. แม้ชีวิตก็สละให้ได้ เป็นยังไงก็เป็นกัน
ประเภทที่ ๓
มิตรมีใจรักใคร่ห่วงใย ลองประเมินดูว่า เรามีนิสัยอย่างนี้ไหม
ดังนี้
๑. ไม่ยินดีในความเสื่อมของเพื่อน
เราเป็นคนอย่างนั้นหรือเปล่า
๒. ยินดีในความเจริญของเพื่อน เมื่อเพื่อนได้ดี เรายินดีกับเพื่อนหรือเปล่า
๓. ห้ามคนที่ติเตียนเพื่อน ใครเขานินทาเพื่อนก็ช่วยห้ามช่วยแก้ไขแทนเพื่อนหรือเปล่า
๔. สรรเสริญคนที่สรรเสริญเพื่อนเรา ใครดีกับเพื่อนเรา ก็นิยมชื่นชมกับคนๆ
นั้นด้วย
ประเภทที่ ๔
มิตรแนะนำประโยชน์ ลองประเมินดูว่า เรามีนิสัยอย่างนี้บ้างไหม
๑. ห้ามเพื่อนจากความชั่ว
๒. แนะนำให้ตั้งอยู่ในความดี
๓. ให้ได้ฟังสิ่งที่เป็นประโยชน์ที่ยังไม่เคยฟัง
๔. บอกทางไปสวรรค์ให้
ตกลงเราก็ได้ตะแกรงมาร่อนดูความดี
หรือว่าความประพฤติดีของมิตรแท้ ว่ามีอยู่ในตัวของเรากี่ข้อ
ครบหมดทั้ง ๑๖ ข้อไหม ถ้าไม่ครบก็ไปทำให้ครบ
แ บ บ
ป ร ะ เ มิ น ผ ล เรื่ อ ง ห ัว ใ จ กั ล ย า ณ มิ ต ร
ชุดนี้เป็นชุดที่
๓ แล้ว พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเห็นว่า พวกเราที่เข้าวัดก็ล้วนมีจิตใจงามทั้งนั้น
อยากจะเป็นกัลยาณมิตรให้กับคนอื่น แต่ครั้นพอไปเป็นกัลยาณมิตรให้กับคนอื่นจริงๆ
ด้วยความที่เราเองยังดูคนไม่เป็น บางทีเขาไม่เข้าใจ เลยด่าเอาให้เสียอีก
บางทีเขาก็ไล่ออกจากบ้าน เพราะเราดูคนไม่เป็น ไม่ทันคน
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงทรงสอนวิธีดูคน
อยากจะรู้ว่าใครเป็นอย่างไร ในทางที่เจาะลึกลงไป พระองค์ทรงให้ทำอย่างไร
สำหรับประเด็นนี้หลวงพ่ออยากจะให้เอาไว้เจาะดูตัวเองว่าได้มีการพัฒนาตัวเองเป็นขั้นเป็นตอนอย่างไรบ้าง
สมกับการที่จะบำเพ็ญหน้าที่กัลยาณมิตรต่อไปหรือไม่ ดังนี้
ข้อที่ ๑ คนๆ
นั้นอยากเห็นพระหรือไม่อยากเห็นพระ ถ้าไม่อยากจะเห็นพระ ก็ต้องมาคิดต่อว่า
ทำอย่างไรเขาจึงจะอยากเห็นพระ แล้วก็มีกุศโลบายที่นุ่มนวล
ข้อที่ ๒ เมื่อเห็นพระแล้ว
อยากฟังท่านเทศน์หรือว่าไม่อยากฟัง ถ้าเขาไม่อยากฟังธรรม ต้องหาทางให้เขาอยากฟังธรรมโดยวิธีการแยบคายให้ได้
ข้อที่ ๓ ตั้งใจหรือไม่ตั้งใจฟังธรรม
ข้อที่ ๔ ตั้งใจฟังแล้ว
ตั้งใจจำหรือไม่
ข้อที่ ๕ พอจำได้แล้ว
นำมาไตร่ตรองหรือเปล่า
ข้อที่ ๖ นำธรรมะที่ไตร่ตรองนั้นมาปฏิบัติหรือเปล่า
ข้อที่ ๗ บอกพรรคพวกเพื่อนฝูง
ชักชวนกันมาประพฤติปฏิบัติธรรมตามกัน
แ บ บ
ป ร ะ เมิ น ผ ล เรื่ อง ค ว า ม รู้ จั ก จั บ จ่ า ยใ ช้ ส
อ ย
มาถึงอีกเรื่องหนึ่งที่พระพุทธองค์ทรงสั่งให้ประเมิน
คือการประกอบอาชีพ และความรู้จักจับจ่ายใช้สอยของพวกเรา คือมาตรวจสอบดูว่า
อาชีพของเราที่ทำอยู่ขณะนี้ สมควรหรือไม่สมควรอย่างไร ครั้นเมื่อได้ทรัพย์มาแล้ว
เราจะนำทรัพย์นั้น มาเลี้ยง ตัวเองและสร้างบุญสร้างกุศลได้อย่างไรบ้าง
แบบประเมินเรื่องนี้
หลวงพ่อนำมาจากพระไตรปิฎกชุดที่เรียกว่า "กามโภคีสูตร"
เรามาพิจารณากันเป็นข้อๆ ไป ขอให้ตั้งใจพิจารณาให้ดีด้วย
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้ทรงพิจารณาตัวเองในเรื่องของการจับจ่ายใช้สอยไว้ดังนี้
พระองค์ทรงให้พิจารณาพฤติกรรมที่เกี่ยวข้องกับการหาทรัพย์
การใช้ทรัพย์ไว้เป็นข้อๆ ว่า
ข้อที่ ๑
การแสวงหาทรัพย์ เป็นอย่างไร ข้อนี้แบ่งการพิจารณาออกเป็น ๒
พวก
๑.๑) ได้มาแบบชอบธรรม
๑.๒) ได้มาแบบไม่ชอบธรรม
ข้อที่ ๒
การใช้ทรัพย์สำหรับเลี้ยงชีพเลี้ยงชีวิตของเราเป็นอย่างไร ข้อนี้แบ่งการพิจารณาออกเป็นอีก
๒ พวก
๒.๑) เอามาเลี้ยงตัวเองอย่างดี
๒.๒) ไม่เลี้ยงตน ยอมอด ๆ อยาก ๆ
ข้อที่ ๓
การใช้ทรัพย์ทำบุญทำทานของเราเป็นย่างไร ข้อนี้ก็ยังแบ่งเป็นอีก
๒ พวก
๓.๑) ทำบุญ
๓.๒) ไม่ทำบุญ
ข้อที่ ๔ ปัญญาที่จะทำตัวเองให้หลุดให้พ้นจากกิเลสเป็นอย่างไร
สำหรับข้อนี้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงนำพฤติกรรมการหาทรัพย์ การใช้ทรัพย์จาก
๓ ข้อข้างต้นมาประกอบด้วย แล้วแบ่งให้เห็นเป็น ๑๐ กลุ่ม เพื่อให้เราพิจารณาว่าการหาทรัพย์
การใช้ทรัพย์ของเรานั้น ยิ่งมีสมบัติ เรายิ่งมีปัญญา ยิ่งมีบุญ
หรือว่า ยิ่งมีสมบัติ ยิ่งก่อเวร หรือสร้างบาป
กลุ่มที่ ๑
หาทรัพย์มาโดยความไม่ชอบธรรม ได้มาแล้วไม่เลี้ยงตน แล้วก็ไม่ยอมทำบุญทำทานอีกด้วย
พระองค์ทรงเรียกว่า คนประเภททรัพย์สกปรก อดอยาก แล้วก็ตระหนี่ขี้เหนียวไม่ยอมทำบุญทำทาน
เรื่องมีปัญญาไม่มีปัญญา ไม่ต้องพูดแล้ว เพราะว่าไม่มีแน่
ๆ อยู่แล้ว
กลุ่มที่ ๒
ได้ทรัพย์มาแบบไม่ชอบธรรม ได้มาแล้วเลี้ยงตน แล้วไม่ยอมทำบุญ
นั่นคือ ทรัพย์สกปรก กินอิ่ม แต่ว่า ตระหนี่ขี้เหนียว
กลุ่มที่ ๓
หาทรัพย์โดยไม่ชอบธรรม ได้มาแล้วก็เลี้ยงตน แล้วก็ทำบุญทำทานด้วย
นั่นคือทรัพย์สกปรก กินอิ่ม มีโอกาส ก็ทำบุญทำทาน ประเภทนี้จะเรียกว่าผู้ร้าย-ผู้ดี
ก็เรียกได้
กลุ่มที่ ๔
หาทรัพย์โดยชอบธรรมบ้าง ไม่ชอบธรรมบ้าง แล้วไม่เลี้ยงตน และไม่ทำบุญ
คือ ทรัพย์ก็หากินทั้งสะอาด ทั้งสกปรก แล้วก็อด ๆ อยาก ๆ แถมขี้เหนียวด้วย
นี่เป็นอีกพวกหนึ่ง
กลุ่มที่ ๕
หาทรัพย์โดยชอบธรรมบ้างไม่ชอบธรรมบ้าง แล้วเลี้่ยงตน แต่ไม่ทำบุญ
คือ หาเลี้ยงตัวเองทั้งทรัพย์ที่สะอาด และสกปรกแล้วก็เลี้ยงเสียอิ่มหนำสำราญแต่ว่าก็ขี้เหนียวไม่ทำบุญทำทาน
กลุ่มที่ ๖
หาทรัพย์โดยชอบธรรมบ้าง ไม่ชอบธรรมบ้าง แล้วเลี้ยงตน และทำบุญ
คือ ทรัพย์สะอาดบ้างสกปรกบ้าง เลี้ยงตนให้อิ่มหนำสำราญ แล้วทำบุญทำทานไม่ขี้เหนียว
กลุ่มที่ ๗
ได้ทรัพย์มาโดยชอบธรรม แต่ไม่เลี้ยงตน แล้วก็ไม่ทำบุญ นั่นคือเป็นประเภททรัพย์สะอาด
แต่ยังอดอยากแล้วก็ตระหนี่
กลุ่มที่ ๘
ได้ทรัพย์มาโดยชอบธรรม เลี้ยงตน แต่ไม่ทำบุญ นั่นคือ ทรัพย์สะอาดแล้วก็เลี้ยงตนเอง
ให้อิ่มหนำสำราญ
แต่ว่าตระหนี่
กลุ่มที่ ๙
ได้ทรัพย์มาโดยชอบธรรม แล้วก็เลี้ยงตน และทำบุญ คือ ทรัพย์ก็สะอาดเลี้ยงให้อิ่มหนำสำราญดีทั้งครอบครัว
แล้วก็ใจบุญสุนทานด้วย
กลุ่มที่ ๑๐
ได้ทรัพย์มาโดยชอบธรรม แล้วก็เลี้ยงตน ทำบุญ มีปัญญาเป็นเครื่องหลุดพ้น
นั่นคือทรัพย์สะอาด แล้วก็กินอย่างอิ่มหนำสำราญ ทำบุญด้วย
แล้วก็นั่งสมาธิกันตัวตั้งเลย
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสรรเสริญกลุ่มที่
๑๐ นี้ และหลวงพ่อก็อยากให้พวกเรายึดเอากลุ่มที่ ๑๐ นี้เป็นต้นแบบในการหาทรัพย์
และใช้ทรัพย์ เพราะนั่นหมายความว่าเรายิ่งมีสมบัติก็ยิ่งมีปัญญา
และก็มีบุญบารมีเพิ่มขึ้นอีกด้วย
สำหรับวันนี้
หลวงพ่อคงฝากให้พวกเรานำแบบการประเมินความเจริญก้าวหน้าของตัีวเองตามพุทธวิธีเช็คตัวเองกันอย่างนี้
ไปประเมินตัวเอง ให้คะแนนตัวเอง แล้วเก็บไว้ที่หัวนอน เพื่อจะได้นำมาดูบ่อย
ๆ ใช้เตือนตัวเองด้วย เตือนสมาชิกในครอบครัวด้วย ทั้งเขาและเราจะได้มีความเจริญร่วมกัน
สุดท้ายนี้ ขอให้ลูกของหลวงพ่อทุกคน
จงเป็นผู้ที่ตั้งใจฝึกฝนอบรมตนเองให้มั่นคงอยู่ในเส้นทางโลก
และทางธรรม บำเพ็ญตน เป็นกัลยาณมิตรที่ยอดเยี่ยมให้แก่ชาวโลกเป็นขุนพลกล้าของกองทัพธรรม
เป็นมหาเศรษฐีใจบุญค้ำจุนพระพุทธศาสนา ตราบถึงที่สุดแห่งธรรมเทอญ
วารสาร...อยู่ในบุญ |