| บ้านถืมตอง
อ.เมือง จ.น่าน
ชุมชนแห่งการพึ่งตนเอง
หมู่ที่
1 ตำบลถืมตอง อำเภอเมือง จังหวัดน่าน ตั้งอยู่ห่างจากที่ว่าการอำเภอเมืองน่านไปทางทิศตะวันตกประมาณ
6 กิโลเมตร มีสมาชิก 84 ครัวเรือน ประชากร 264 คน เป็นชาย 129
คน หญิง 135 คน มีเนื้อที่ทั้งหมด 543 ไร่ ใช้สำหรับการเกษตร
496 ไร่ และพื้นที่สาธารณะ 15 ไร่ สภาพพื้นที่เป็นพื้นที่ราบ
95% พื้นที่ดอน 5% ในส่วนของพื้นที่อาศัยจะอยู่บนพื้นที่ราบ
ประชาชนอาศัยอยู่สองข้างถนน มีลำน้ำห้วยสมุนไหลผ่าน และมีลำน้ำล้อมรอบพื้นที่การเกษตร
ชาวบ้านส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ปลูกถั่วเหลือง ข้าว พืชผัก
ไม้ผล ยางพารา เลี้ยงสัตว์ อาชีพรองคือ แปรรูปผลิตภัณฑ์จากเนื้อสัตว์
จักสาน และรับจ้างทั่วไป มีรายได้เฉลี่ย 27,000 บาท/คน/ปี บริการสาธารณะในหมู่บ้านมีโรงเรียนภาคบังคับ
9 ปี วัด สถานีอนามัย ร้านค้าชุมชน ศูนย์บริการและถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรประจำตำบล
ศาลาประชาคมหมู่บ้าน ศูนย์การเรียนรู้ชุมชน ตลาดสด โทรศัพท์สาธารณะ
ประปาหมู่บ้าน หมู่บ้านแห่งนี้มีประวัติการตั้งชื่อหมู่บ้านมาตั้งแต่
ปี พ.ศ. 2453 ได้มีผู้ครองนครน่าน คือ พระเจ้าสุริยพงษ์ผลิตเดช
ได้มาเยี่ยมเยือน ชาวบ้านสวนตองและได้มาพักแรมที่บริเวณหล่มปูนหรือที่บ้านใหม่สุขสันต์
หมู่ที่ 8 (ในปัจจุบัน) ซึ่งในสมัยนั้นเรียกว่า หล่มปูน เมื่อมีผู้นำหมู่บ้านได้ทราบข่าวจึงเอาชาวบ้านไปต้อนรับและแผ้วถางทำการปลูกเพิงพักรับรอง
เป็นที่อยู่อาศัยพักแรมชั่วคราว โดยใช้วัสดุจากใบตองซึ่งมีมากในสมัยนั้น
โดยนำมาสานกับไม้ทำสองชั้นประกบกันเอาใบตองไว้ข้างในไม้และมัดให้แน่น
ทำเป็นหลังคาเพิงที่ทำไว้สำหรับต้อนรับเจ้าผู้ครองนครจึงได้สอบถามความเป็นมาของชื่อบ้าน
สวนตอง ท่านจึงได้ตั้งชื่อใหม่ว่า บ้านถืมตอง มาจนถึงปัจจุบัน
หมู่บ้านแห่งนี้มีประวัติการตั้งชื่อหมู่บ้านมาตั้งแต่ ปี พ.ศ.2453
ได้มีผู้ครองนครน่าน คือพระเจ้าสุริยพงษ์ผลิตเดช ได้มาเยี่ยมเยือนชาวบ้านสวนตองและได้มาพักแรมที่บริเวณหล่มปูนหรือที่บ้านใหม่สุขสันต์
หมู่ที่ 8 (ในปัจจุบัน ) ซึ่งในสมัยนั้นเรียกว่า หล่มปูน เมื่อมีผู้นำหมู่บ้านได้ทราบข่าวจึงเอาชาวบ้านไปต้อนรับและแผ้วถางทำการปลูกเพิงพักรับรอง
เป็นที่อยู่อาศัยพักแรมชั่วคราว โดยใช้วัสดุจากใบตองซึ่งมีมากในสมัยนั้น
โดยนำมาสานกับไม้ ทำสองชั้นประกบกันเอาใบตองไว้ข้างในไม้และมัดให้แน่น
ทำเป็นหลังคาเพิงที่ทำไว้สำหรับต้อนรับ เจ้าผู้ครองนครจึงได้สอบถามความเป็นมาของชื่อบ้าน
สวนตอง ท่านจึงได้ตั้งชื่อใหม่ว่า บ้านถืมตอง มาจนถึงปัจจุบัน
ชุมชนแห่งการพึ่งพาตนเอง
คนในชุมชนบ้านถืมตอง
มีความขยันขันแข็งในการประกอบอาชีพ มีความสามัคคี มีน้ำใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่
ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน จนทำให้เป็นชุมชนที่เข้มแข็งได้ คนในชุมชนบ้านถืมตองมีความเคารพต่อผู้นำ
โดยที่ผ่านมามีผู้ใหญ่บ้านของบ้านถืมตองที่ทำงานเพื่อชุมชนและประชาชน
จนได้รับการคัดเลือกเป็นผู้ใหญ่บ้านยอดเยี่ยมแนบทองคำ จำนวน
2 คน คือ ผู้ใหญ่อินสมวงค์ ทาปั้น และ ผู้ใหญ่ปั่น นันทสว่าง
ซึ่งต่อมาเมื่อผู้ใหญ่ปั่น นันทสว่าง ได้รับการคัดเลือกเป็นกำนัน
ก็ได้รับการคัดเลือกเป็นกำนันยอดเยี่ยมแหนบทองคำ เมื่อปี พ.ศ.
2545
ผลงานที่เป็นที่ประจักษ์ของผู้นำของชุมชนบ้านถืมตองแห่งนี้ได้พัฒนาหมู่บ้านจนได้รับการคัดเลือกให้เป็นหมู่บ้านดีเด่นหลายด้าน
เช่น ปี 2523 ได้รับการคัดเลือกเป็นหมู่บ้านรองชนะเสิศพัฒนาดีเด่นระดับเขต
5 ปี 2541 ได้รับการคัดเลือกให้คณะกรรมการหมู่บ้านดีเด่นระดับอำเภอ
ปี 2542 เป็นหมู่บ้านเศรษฐกิจชุมชนพึ่งตนเองดีเด่นระดับอำเภอ
และเป็นชุมชนดีเด่นรวมใจสู่ภัยเศรษฐกิจระดับอำเภอ ปี 2545 เป็นหมู่บ้านพัฒนาตัวอย่างระดับอำเภอ
เป็นหมู่บ้านน่าอยู่ชุมชนน่ามอง ของตำบลถืมตอง และกองทุนหมู่บ้านได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ
2 ในการคัดเลือกกิจกรรมพัฒนาชุมชนระดับเขตของ ศพช.เขต 6
เกษตรกรรมนำความคิด
สมัยก่อนชาวบ้านถืมตองประกอบอาชีพเกษตรกรรมทำนาเพียงอย่างเดียว
แต่ต่อมาในปี 25282529 บ้านถืมตองประสบปัญหาเรื่องน้ำไม่พอเพียงต่อการปลูกข้าว
จากการประสบปัญหาครั้งนี้เจ้าหน้าที่ เกษตรตำบลได้แนะนำให้ชาวบ้านหันมาปลูกถั่วเหลืองขึ้นเป็นครั้งแรก
เมื่อปี 2530 โดยภายในหนึ่งปีสามารถปลูกได้ 2 ฤดูกาล คือปลูกในหน้าฝน
และหน้าแล้ง ซึ่งการปลูกถั่วเหลืองเป็นอาชีพหลักที่ทำรายได้ให้แก่ชาวบ้านถืมตองมากที่สุด
ส่วนการทำนาส่วนใหญ่ก็เพียงแต่ทำไว้บริโภคกันภายในครัวเรือนเท่านั้นและจากการทำการเกษตรนั้น
ก็แฝงไปด้วยความสามัคคีกันในหมู่บ้าน เช่น ร่วมกันบำรุงรักษาสาธารณะสมบัติของหมู่บ้าน
ร่วมแสดงความคิดเห็นในการประชาคม ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เช่น
ลงแขกเกี่ยวข้าว ตั้งโรงสีชุมชน นำข้าวสารไปช่วยงานฌาปนกิจศพ
ตั้งกลุ่มออมทรัพย์ฯ ตั้งศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก และที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือ
ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ เช่น นำหอยเชอรี่ กากเมล็ดถั่วเหลือง
มูลสัตว์มาทำปุ๋ยหมักชีวภาพ ลดการปลูกข้าวมาปลูกถั่วเหลือง และ
ประกอบอาชีพเสริมด้านต่าง ๆ
พัฒนาชีวิตด้วยภูมิปัญญา
ร่วมกันสงเคราะห์ชุมชน
เป็นจุดเริ่มต้นที่ชาวบ้านถืมตองคิดที่จะพึ่งตนเอง
โดยในปี 2517 ได้เริ่มต้นให้มีกลุ่มสงเคราะห์ชุมชน โดยคนในชุมชนได้ร่วมกันไปไถที่ดินของบริเวณวัดถืมตอง
เพื่อปลูกถั่วแดง และนำผลผลิตที่ได้ไปขาย และนำเงินไปเป็นกองกลางของหมู่บ้าน
กิจกรรมที่สงเคราะห์ชาวบ้านจากเงินกองกลางของหมู่บ้าน คือนำเงินมาสมทบให้กับครัวเรือนๆ
ละ 600 บาท ในการจ่ายค่าติดตั้งมาตรไฟฟ้า และกิจรรมต่อมาคือการระดมชาวบ้านช่วยกันจับปลาและนำไปขาย
เพื่อนำเงินมาเป็นกองกลางของหมู่บ้านเช่นกัน
ร่วมกันออมเงิน
ปี
2517 ได้เริ่มมีการจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์ขึ้น โดยการออมทรัพย์นั้นเน้นไปที่สมาชิกสภาตำบล
ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน ของตำบลถืมตอง เป็นอันดับแรกก่อน สมาชิกแรกตั้งมีประมาณ
40 คน การดำเนินงานได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบันนี้มีสมาชิกครบทุกคนในหมู่บ้าน
จำนวน 270 คน เงินสัจจะสะสมจำนวน 1,700,000 บาท โดยกลุ่มออมทรัพย์ได้จัดให้มีสวัสดิการฌาปนกิจสงเคราะห์
การให้ทุนการศึกษานักเรียน การให้ยืมยามฉุกเฉินเช่นการรักษาพยาบาล
โดยไม่คิดดอกเบี้ย
ร่วมกันบริหารกองทุน
ในชุมชนบ้านถืมตอง
มีกองทุนของกลุ่มต่างๆ จำนวน 15 กลุ่มได้แก่โครงการ กข.คจ. กลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต
กองทุนหมู่บ้าน กลุ่มสตรีแม่บ้าน กลุ่มแปรรูปผลิตภัณฑ์จากเนื้อสัตว์
กลุ่มถั่วเหลือง โรงสี กลุ่มเลี้ยงสุกร กลุ่มมิยาซาว่า กลุ่มถักตอก
กลุ่มประปาหมู่บ้าน กลุ่มผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวชุมชน และกลุ่มออกกำลังกายของผู้สูงอายุ
มีเงินกองทุนรวมกันประมาณ 3.7 ล้านบาท ซึ่งคนในชุมชนร่วมกันบริหารกลุ่มและกองทุนด้วยความแข็งขัน
ซื่อสัตย์ สุจริต
ร่วมกันผลิตสินค้า
กลุ่มสตรีชาวบ้านถืมตอง
ใช้เวลาว่างหลังจากเสร็จจากฤดูกาลทำไร่นา ได้รวมกลุ่ม และลงหุ้นกันที่จะผลิตแหนม
เนื่องจากแหนมเป็นภูมิปัญญาดั้งเดิมของชุมชนที่สืบทอดกันมา ประกอบกับเป็นอาหารของคนในพื้นที่ที่บริโภคกันมานาน
รวมทั้งวัตถุดิบต่าง ๆ นั้น หาได้ภายในชุมชน โดยตั้งเป็นกลุ่มแปรรูปผลิตภัณฑ์จากเนื้อสัตว์
ปัจจุบันได้ผลิตสินค้าหลายประเภท คือ แหนมห่อใบตอง แหนมหลอด
แหนมซี่โครง ไส้กรอกเวียนนา ไส้กรอกข้าว ลูกชิ้น หมูยอ กุนเชียง
โดยได้รับการรับรองมาตรฐาน อย. และในส่วนของสถานที่ผลิตได้รับมาตรฐานระบบ
GMP ได้รับใบอนุญาตการใช้เครื่องหมายรับรองมาตรฐานระบบการผลิตสินค้าแปรรูปชุมชน
(Q) จึงเป็นต้องการของตลาดทำให้กลุ่มมียอดจำหน่วยอย่างสม่ำเสมอ
จนทำให้กลุ่มได้รับรางวัลชนะเลิศอันดับ 1 กลุ่มแม่บ้านดีเด่นระดับจังหวัด
และในปี 2547 กลุ่มแปรรูปผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ ได้รับการคัดสรรเป็นผลิตภัณฑ์
OTOP ระดับสี่ดาว ปัจจุบันมีสมาชิกกลุ่ม 41 คน มีเงินทุนของกลุ่ม
34,000 บาท
ร่วมกันทำโรงสีข้าว
ชาวบ้านถืมตองได้ร่วมกันสร้างโรงสีข้าวขึ้นมาในหมู่บ้าน
โดยยึดหลักว่า ขาดทุน คือกำไร คือโรงสีจะเก็บเงินค่าสีข้าวจากสมาชิกกระสอบละ
20 บาท ซึ่งถ้าหากสมาชิกนำข้าวไปสีนอกพื้นที่จะต้องเสียค่าใช้จ่ายมากกว่านี้
นี่ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่หมู่บ้านทำเพื่อเป็นสวัสดิการต่อคนในชุมชนโดยไม่หวังผลกำไร
ปัจจุบันมีสมาชิก 77 คน เงินทุน 120,000 บาท
ร่วมกันขาย
ชาวบ้านถืมตองมีการปลูกถั่วเหลืองกันอย่างแพร่
โดยมีการเพาะปลูกหลายปีละ 2 ครั้ง จึงได้รวมตัวกันตั้งเป็นกลุ่มถั่วเหลืองขึ้น
เพื่อรวมกันประกันคุณภาพของถั่วเหลืองให้มีการเพาะปลูกและผลผลิตที่ได้มาตรฐาน
และประกันราคาของถั่วเหลืองให้มีราคาที่เหมาะสมเป็นธรรมไม่ถูกพ่อค้าคนกลางกดขี่ราคา
ปัจจุบัน
มีสมาชิก 58 คน เงินทุน 101,000 บาท
ร่วมกันคิด
กิจกรรมที่เกิดขึ้นเกิดจากการร่วมกันคิด
ประชาคม ปรึกษาหารือกันตลอดเวลา ชาวบ้านมีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นเพื่อประโยชน์ของชุมชน
โดยมีการกำหนดแผนชุมชน ขึ้นเพื่อแก้ไขปัญหา
ต่างๆ และพัฒนาหมู่บ้านให้ยั่งยืน
ร่วมกันพลิกฟื้นผืนดิน
ชาวบ้านถืมตองได้รับคำแนะนำจากกรมพัฒนาที่ดินและกรมวิชาการเกษตร
ว่าหากใช้ปุ๋ยหมักชีวภาพกับไร่นาแล้วจะทำให้ประหยัดรายจ่ายในการซื้อปุ๋ยวิทยาศาสตร์
ยาฆ่าแมลงและยาฆ่าหญ้า ได้มาก และสุขภาพร่างกายของเกษตรกรก็จะแข็งแรงไม่เป็นโรคภัยจากยาที่ฉีดลงสู่ไร่นาอีกด้วย
นายแทน ไชยยงค์ เหริญญิกกลุ่มอาสาพัฒนาที่ดินบ้านถืมตอง เล่าว่าปุ๋ยหมักชีวภาพหมักไว้
7 วัน ก็นำมาใช้ได้ ส่วนปุ๋ยน้ำต้องหมักประมาณ 50 วันถึงจะใช้ได้
ผลผลิตที่ได้ถ้าเปรียบเทียบสมัยก่อนผลิตข้าวนาปี ได้ 3040 ถังต่อไร่
แต่เมื่อมาใช้ปุ๋ยหมักชีวภาพในปัจจุบันนี้ผลิตข้าวได้ 75-80
ถังต่อไร่ และ สมัยก่อนซื้อปุ๋ยวิทยาศาสตร์เสียค่าใช้จ่ายประมาณ
180 บาทต่อไร่ แต่เมื่อเปลี่ยนมาทำใช้ปุ๋ยหมักชีวภาพใช้เองเสียค่าใช้จ่ายเพียงซื้อรำข้าวและกากน้ำตาล
จะเสียค่าใช้จ่ายประมาณ 20 บาทต่อไร่ จะเห็นได้ว่าใช้ปุ๋ยหมักชีวภาพจะประหยัดทั้งเงินที่จะซื้อปุ๋ย
แถมยังได้ข้าวในปริมาณที่เพิ่มขึ้น ปัจจุบันมีการรวมกลุ่มทำปุ๋ยหมักชีวภาพกันขึ้นในหมู่บ้าน
มีสมาชิกจำนวน 78 ครัวเรือน มีเงินทุนของกลุ่ม 20,000 บาท ในปัจจุบันนี้ชาวบ้านถืมตองได้ผลิตน้ำหมักจากหอยเชอรี่
ผลิตปุ๋ยหมักชีวภาพจากมูลสัตว์ และกากถั่วเหลือง และผลิตปุ๋ยน้ำ
ไว้ใช้เองในครัวเรือน ประโยชน์ของการใช้ปุ๋ยหมักชีวภาพคือจะไม่ทำความเสียหายให้แก่คันนาเพราะถ้าใช้ยาฆ่าแมลงคันนาจะพังทลายเร็วเนื่องจากรากพืชในดินจะยุ้ยสลายทำให้คันนาไม่เกาะตัวและประโยชน์อีกอย่างหนึ่งทำให้ชาวบ้านสามารถเก็บปูนามาทำน้ำปูได้อย่างไม่มีพิษภัย
ต่อผู้บริโภค
ร่วมกันผลิตเพื่อบริโภคและใช้ในครัวเรือน
ในส่วนของการลดรายจ่ายของครัวเรือนชาวบ้านถืมตองทุกครัวเรือนปลูกพืชผักสวนครัว
ไว้บริโภคเอง เช่น ปลูกพริก มะเขือ มะกรูด มะนาว ต้นหอม ผักชี
ใบกะเพรา ขิง ข่า ตะไคร้ ขมิ้น ครัวเรือนบางส่วนที่มีบริเวณบ้านเหลือจากการปลูกพืชผักสวนครัวก็จะเลี้ยงสัตว์เพื่อการบริโภคในครัวเรือน
โดยชาวบ้านถืมตองเลี้ยงไก่ เป็ด ห่าน จำนวน 60 ครัวเรือน เลี้ยงปลาในบ่อดิน
จำนวน 10 ครัวเรือน และเลี้ยงปลาในบ่อซีเมนต์ จำนวน 18 ครัวเรือน
ส่วนการทำความสะอาดร่างกายและของใช้ในครัวเรือน กลุ่มสตรีของบ้านถืมตองก็
ผลิตแชมพูสระผม น้ำยาล้างจาน ไว้ใช้เองโดยได้รับ ความรู้จากวิทยากรของศูนย์บริการการศึกษานอกโรงเรียน
และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร พืชผักหรืออาหารที่มีมากเกินกว่าที่จะบริโภคชาวบ้านถืมตองก็จะแปรรูปอาหาร
ให้เก็บไว้รับประทานได้นาน เช่น ทำหน่อไม้ดอง หน่อไม้อัดบี๊บ
พริกแห้ง และน้ำปู
ร่วมปลูกฝังลูกหลาน
ในชุมชนบ้านถืมตองได้จัดทำ
โครงการอุ้ยสอนหลาน โดยให้ผู้สูงอายุในหมู่บ้านได้สอนดนตรีพื้นบ้าน
และการจักสานให้แก่เด็กในหมู่บ้านและทางโรงเรียนถืมตองก็ได้สนับสนุนให้นักเรียนได้มีการฝึกซ้อมศิลปะดนตรีพื้นบ้าน
โดยมีอาจารย์ดารี หาญสงคราม เห็นถึงความสำคัญที่จะต้องอนุรักษ์สืบสานวัฒนธรรมศิลปะดนตรีพื้นบ้านไปเรียนกับผู้สูงอายุในหมู่บ้านแล้วกลับมาสอนเด็กนักเรียน
ตั้งแต่ปี 2542 เป็นต้นมาจนในปัจจุบันนี้มีเด็กที่ฝึกซ้อมศิลปะดนตรี
พื้นบ้าน จำนวน 40 คน และสามารถออกแสดงในงานของชุมชนต่าง ๆ ได้
โดยใช้ชื่อว่า คณะตะเกียงน้อย
ร่วมกันสืบทอด
ชาวบ้านถืมตองยังคงสืบทอดประเพณี
ลงแขกเกี่ยวข้าว จากบรรพบุรุษโดยไม่มีการจ้างแรงงาน ยังคงมีการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน
โดยจะมาพูดคุยนัดหมายกันว่าจะลงแขกในแปลงนาใครก่อนหลัง โดยชาวบ้านจะเรียกลงแขกว่า
ไปเอามือต่อมือ ไม่ใช่เฉพาะลงแขกเกี่ยวข้าวเท่านั้น ยังมีการลงแขกปลูกและเก็บเกี่ยวถั่วเหลืองอีกด้วย
ประเพณีที่สืบทอดจากบรรพบุรุษอีกอย่างหนึ่งคือการ นำข้าวสารช่วยงานฌาปนกิจศพ
โดยสมาชิกในหมู่บ้านแต่ละครัวเรือนจะนำข้าวสารคนละประมาณ 2 -3
ลิตร ไปมอบให้กับบ้านเจ้าของงานฌาปนกิจศพซึ่งเป็นการบ่งบอกการเอื้ออาทรต่อกัน
ประเพณี ไหว้ผีปู่ย่าหรือที่ชาวบ้านเรียกว่า เลี้ยงปางลูกปางหลาน
ก็เป็นประเพณีที่สืบทอดกันมากว่า 100 ปีเศษ เป็นวิถีชีวิตของชาวบ้านสมัยก่อน
ที่ทุกตระกูลจะมาไหว้บรรพบุรุษเพื่อเป็นการ รวมญาติ ถามไถ่สารทุกข์สุกดิบ
โดยในรอบปีลูกหลานจะนัดหมายกันนำไก่ 1 คู่ ผลไม้ ข้าวต้มมัด
ดอกไม้ธูปเทียนมาคาระบูชาที่ศาลปู่ย่าของแต่ละตระกูล ซึ่งทำให้คนในชุมชนมีความผูกพันกัน
มีความสัมพันธ์กันแบบเครือญาติ การทำกิจกรรมต่างๆ ร่วมกันในชุมชน
จึงได้รับความร่วมมือ ร่วมใจ เป็นอย่างดี และยังมีการอนุรักษ์ประเพณีและวัฒนธรรม
สืบต่อกันมาอีก เช่น การทานสลากภัตร ทานธรรม ฟังธรรมมหาชาติ
ทานข้าวเปลือกข้าวสาร ถวายเรือนตานห่อฟ้า แด่ผู้ล่วงลับไป ประเพณีสงกรานต์ขนทรายเข้าวัด
ก่อเจดีย์ทราย รดน้ำดำหัวผู้เฒ่าผู้แก่ และการแห่บั้งไฟ
ทรัพยากรธรรมชาติล้ำค่า
ชาวบ้านถืมตองยังได้ร่วมกับชาวหมู่บ้านอื่นในตำบล ทำพิธีกรรมทางศาสนาบวชป่าชุมชนและปลูกต้นไม้ในวันสำคัญต่าง
ๆ เพื่อรักษาป่าไม้ในชุมชนให้คงอยู่ตลอดไป ในด้านเศษวัชพืชและเศษผลผลิตทางการเกษตรที่เหลือใช้ชาวบ้านถืมตองก็นำไปผลิตเป็นปุ๋ยหมักชีวภาพ
ส่วนขยะในครัวเรือนทางโรงเรียนก็ให้เด็กในหมู่บ้าน คัดแยกขยะ
ไปที่โรงเรียนเพื่อขายให้กับผู้รับซื้อและยังอนุรักษ์ลำน้ำห้วยสมุน
ที่ไหลผ่านวัดถืมตอง ชาวบ้านถืมตองเพื่ออนุรักษ์พันธุ์ปลา หลายประเภทที่อยู่ในลำน้ำ
ประกอบด้วย ปลายี่สก ปลาตะเพียน ปลาดุก และปลาอื่นๆมากมาย
พึ่งพาเศรษฐกิจพอเพียง
ชาวบ้านถืมตองมีวิถีการดำรงชีวิตแบบเรียบง่าย
ตามลักษณะของชีวิตแบบเศรษฐกิจพอเพียง ตามแนวพระราชดำริ คนในชุมชนจึงมีลักษณะความผูกพันกัน
มีความสัมพันธ์แบบเครือญาติ ดังนั้นกิจกรรม ในชุมชนตลอดจนประเพณีต่างๆ
จึงได้รับความร่วมมือ ร่วมใจ จากชุมชน ชาวบ้านได้รับการดูแลรักษาสุขภาพอย่างดี
เด็กและเยาวชนได้รับการศึกษาภาคบังคับทุกคน ผู้สูงอายุและผู้พิการได้รับการดูแล
เอาใจใส่เป็นอย่างดี มีการรวมกลุ่มอาชีพที่หลากหลายเพื่อให้สมาชิกในหมู่บ้านได้มีอาชีพและรายได้เสริม
ทั้งนี้เพื่อให้ชาวบ้านได้มีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นเพื่อประโยชน์ของชุมชนและภูมิปัญญา
โดยมีกลุ่มอาชีพต่างๆ ให้คนในชุมชนเป็นสมาชิก รวมทั้งคนในชุมชนมีความขยันขันแข็งในการประกอบอาชีพ
มีความสามัคคี มีน้ำใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน
|