ความจริงเรื่องพระเวสสันดร 


สืบเนื่องจากรายการ "ตายแล้วไปไหน" เมื่อต้นเดือนมีนาคม 2552 มีการพูดคุยในภาครายการถึงเรื่องความจริงเกี่ยวกับพระเวสสันดร ซึ่งผู้ดำเนินรายการได้กล่าวถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้น ราว40ปีที่ผ่านมา เพราะหนังสือพิมพ์สยามรัฐ ฉบับวันที่ 22 พฤศจิกายน 2511 ได้ตีพิมพ์ข้อความ ของ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช ในเชิงตำหนิติเตียนพระเวสสันดร บรมโพธิสัตว์ในลักษณะจาบจ้วงรุนแรง เป็นปฏิปักษ์ต่อศรัทธาของพุทธศาสนิกชนชาวไทยโดยทั่วไป และต่อพระราชจริยาวัตรของพระมหากษัตริย์ไทย รวมทั้งพระสงฆ์และวัดวาอารามทั่วราชอาณาจักร อันสืบเนื่องติดต่อกันมาตั้งแต่โบราณกาล ...
โดย : บุญเย็น - [ 01 เม.ย. 52 09:40:26 ]

ความคิดเห็นที่ : 1


รายการ "ตายแล้วไปไหน" ขอนำเสนอบทความของ พ.อ.ปิ่น มุทุกันต์ ซึ่งได้แสดงทัศนะและวิพากษ์อย่างสร้างสรรค์ เป็นประโยชน์ มีคุณค่าต่อพระพุทธศาสนายิ่ง โดยเฉพาะในมุมมองเรื่องพระเวสสันดร ปรากฏ ดังนี้ โดยปกติข้าพเจ้าไม่ชอบทำงานที่ขัดแย้งกับคนอื่นเลยถือคติที่ว่า “ขัดคอเขา เขาก็โกรธพิโรธเรา นักเลงเก่าเขาไม่หาญราญนักเลง” เพราะเมื่อไปขัดคอใครเขาเข้า หากผู้ที่ถูกขัดคอนั้นเป็นพาล ก็อาจใช้ทิฐิมานะต่อล้อต่อเถียงกัน เสียเวลาทำงานเปล่าๆ แต่ในกรณีที่เห็นว่า ถ้าไม่พูดจาอะไรกันบ้างเลยแล้ว จักเป็นภัยต่อความมั่นคงแห่งพระศาสนา ทำให้อนุชนของชาติเสียประโยชน์ที่ควรได้ ก็จำใจต้องเข้าทัดทานไว้ตามหน้าที่ของพุทธศาสนิกชน เช่นกรณีที่ได้โต้ตอบบาทหลวงโรมันคาทอลิก เมื่อ พ.ศ. 2502 ดังที่ปรากฎเป็นหนังสือ “ตอบบาทหลวง” แพร่หลายอยู่จนทุกวันนี้ ครั้งนี้ก็เป็นอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งข้าพเจ้าขอทำหน้าที่พุทธศาสนิกชน เพื่อความสถิตสถาพรแห่งพระพุทธศาสนา และรักษาประโยชน์พุทธศาสนิกชนทั้งมวล กรณีที่จะนำมาปรารถวันนี้ สืบเนื่องมาจากหนังสือพิมพ์สยามรัฐ ฉบับวันที่ 22 พฤศจิกายน 2511 ได้ตีพิมพ์ข้อความตำหนิติเตียนพระเวสสันดร บรมโพธิสัตว์ในลักษณะจาบจ้วงรุนแรง เป็นปฏิปักษ์ต่อศรัทธาของพุทธศาสนิกชนชาวไทยโดยทั่วไป และต่อพระราชจริยาวัตรของพระมหากษัตริย์ไทย รวมทั้งพระสงฆ์และวัดวาอารามทั่วราชอาณาจักร อันสืบเนื่องติดต่อกันมาตั้งแต่โบราณกาล ข้อความดังกล่าวมีสำเนาดังต่อไปนี้;- ตอบ เรื่องพระเวสสันดรนั้นไม่มีในพระไตรปิฎก แต่เป็นนิยายชาดกที่แต่งขึ้นหลังพุทธกาล ผมเองก็เลื่อมใสในพระพุทธเจ้า แต่ไม่เลื่อมใสในพระเวสสันดร เพราะผมเห็นว่านอกจากมีศีลมุสาที่คุณว่ามาแล้ว พระเวสสันดรยังผิดศีลอีกหลายข้อตามฐานะคือ เป็นกษัตริย์ก็ผิดศีลกษัตริย์ช้างเผือกที่ให้ทานแก่พราหมณ์เมืองอื่นไปนั้น ก็รู้อยู่แล้วว่าเป็นอุปกรณ์สำคัญในการชลประทาน เพราะทำให้ฝนตกต้องตามฤดูกาล ราษฎรทำไร่ไถนามีกินมีสุข เมื่อเอาไปให้คนอื่นเสีย ราษฎรก็ต้องรับเคราะห์ผิดศีลกษัตริย์ ที่ราษฎรเดินขบวนขับออกจากเมืองนั้นถูกแล้ว เป็นผัวก็ผิดศีลผัว เพราะมิได้ปกป้องรักษานางมัทรีผู้เป็นภรรยาให้มีความสุข ความบริบูรณ์ตามควรแก่อัตภาพแต่กลับทำให้ต้องตกทุกข์ได้ยาก ถึงคราวจะยกภรรยาให้แก่ผู้อื่นก็ยกให้โดยง่ายเหมือนกับว่าภรรยานั้นไม่ใช่คน เป็นสรรพพัสดุที่ยกให้คนอื่นได้ตามใจ เป็นพ่อก็ผิดศีลพ่อ เพราะไม่คุ้มครองป้องกันลูกให้มีสุขเติบโตโดยปราศจากภยันตราย เมื่อชูชกมาขอให้ จนเด็กรู้ตัวหนีไปซ่อนอยู่ในบ่อบัวก็ยังอุตส่าห์ไปเอาตัวเด็กมาให้แก่คนอื่นจนได้ ชูชกลากถูลูกของตัวเองไปต่อหน้าจนถึงขั้นทุบตีเอาก็เฉยเสีย การบำเพ็ญทานของพระเวสสันดรเป็นภาระต่อสังคม นอกจากจะทำให้เกิดเสียหาย โดยใช้ของหลวงเงินหลวงหาเสียงแล้ว ตัวพระเวสสันดรนั้นเองก็ยังเป็นภาระต่อสังคม ถึงกับต้องลงทุนจ้างพรานเจตบุตรไปเป็นยามอยู่ในป่า คอยห้ามมิให้ใครเข้าไปขอทานอีกได้ พระพุทธเจ้าทรงถือว่าทานเป็นบารมีอย่างหนึ่ง ทรงสนับสนุนให้คนบริจาคทาน เพื่อชำระจิตให้ปราศจากโลภ แต่ก็ทรงสอนให้คนอยู่ในศีลพร้อมๆกัน ทำทานก็ต้องมีศีลด้วย ขาดศีลก็ไม่ได้ ลักเขา ขโมยเขา หรือโกงเขา มาสร้างตึกในโรงพยาบาลนั้นไม่ได้บุญ เวลาในหลวงเสด็จฯ ทรงดนตรีที่มหาวิทยาลัย ประกาศว่าตนบริจาคเงินโดยเสด็จพระราชกุศล แต่แล้วสั่งให้เอาเงินในมหาวิทยาลัยจ่าย ก็ไม่ได้บุญ ทุกวันนี้บ้านเมืองกำลังพัฒนา การสอนธรรมนั้นควรระมัดระวัง พิจารณาให้รอบคอบเพื่อมิให้เสียผลแก่การพัฒนา รัฐบาลลงทุนพัฒนาทางการเกษตรเป็นเงินหมื่นๆล้าน ถ้าหากชาวนาเอาผลที่ตนได้รับจากการพัฒนาการนั้นไปทำบุญสร้างวัดเสียหมด คงอยู่บ้านหลังคาฝากระแชงต่อไปตามเดิม การพัฒนานั้นก็ไร้ผล คุณลองไปเที่ยวดูตามบ้านนอกเอาเองเถิด ไปเองไม่ไหว มหาวิทยาลัยปิดเทอมมาไปกับผมก็ได้ เลี้ยงดูตลอดทางด้วย แบบพระเวสสันดรนั่นแหละครับ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช เรื่องนี้เมื่อข้าพเจ้าได้อ่านทีแรกก็คิดว่าจะปล่อยให้ผ่านไป เหมือนไฟตกน้ำไม่ช้าก็ดับไปเอง เพราะคนเราย่อมอาจที่จะมีความรู้และความคิดผิดพลาดได้ และท่านผู้เขียนเองก็เป็นพุทธศาสนิกชนคนหนึ่ง คงจะไม่ได้ตั้งใจจะทำให้เกิดความเสื่อมเสียแก่พระศาสนาหรือแก่ใครๆ การเขียนในหนังสือสยามรัฐนั้นก็เป็นอาชีพของท่านเอง เป็นการแสวงหารายได้เลี้ยงชีวิตเหมือนกับเราๆท่านๆนี่เอง แต่ครั้นอยู่มาได้มีผู้มารบเร้าจะเอาความจริงจากข้าพเจ้ามากขึ้นโดยลำดับ เพราะท่านผู้เขียนได้เขียนไว้ภูมิของตนอยู่ในที คือยืนยันว่าเรื่องเวสสันดรชาดกมิได้มีมาในพระไตรปิฎก ท่านผู้ที่มารบเร้าเหล่านั้นก็มีเหตุผลต่างๆกัน เช่นบางท่านก็บอกว่า ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช เป็นคนมีชื่อเสียง ความเห็นของท่านจะผิดหรือถูกประการใด ก็มีนักศึกษาระดับมหาวิทยาลัยสนใจรับฟัง เพราะเชื่อว่าท่านเป็นพหูสูต คนเหล่านี้เมื่ออ่านแล้วก็อาจเป็นมิจฉาทิฐิ ครั้นเติบโตขึ้นเป็นผู้บริหารบ้านเมืองก็จะนำเอามิจฉาทิฐิของตนใช้เป็นอำนาจ แล้วทำลายความดีงามของชาติบ้านเมืองเสียก็ได้ บางคนแสดงอดสูในใจของตนเองที่หลงเชื่อมานานว่าเวสสันดรชาดกเป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า มีมาในคัมภีร์พระไตรปิฎกเพิ่งจะมารู้ความจริงจากหนังสือพิมพ์สยามรัฐนี้เองว่า เรื่องนี้หาได้มีมาในพระไตรปิฎกไม่ อีกรายเล่าให้ฟังว่า มีวัดวาอารามหลายแห่งคิดจะเลิกจัดให้มีเทศน์มหาชาติประจำปี เพราะมารู้ว่าเรื่องนี้ไม่ได้มีมาในพระไตรปิฎกเหมือนกัน เรื่องที่ข้าพเจ้าคิดว่าเป็นเรื่องเล็กแต่เดิมนั้น ไปๆชักจะกลายเป็นเรื่องใหญ่เสียแล้ว ลางแห่งความเสื่อมโทรมของพระศาสนาได้แสดงออกมาให้เห็นชัดขึ้น ข้าพเจ้าอยากจะคิดเหมือนกันว่า ข้อความที่ปรากฎอยู่ในหน้าหนังสือพิมพ์รายวันนั้นพอล่วงเลยไปวันสองวันก็ละลายหายสูญไปในอากาศหมด แต่มานึกอีกทีว่า สมัยนี้มีการนำเอาข้อความในหน้าหนังสือพิมพ์ไปรวมพิมพ์เป็นเล่มจำหน่ายกันด้วย เมื่อได้รวมพิมพ์เป็นแล้ว หนังสือนั้นจะถูกจัดเข้าไปในประเภทสารคดี ไปปรากฎอยู่ในห้องสมุดและสถานที่ศึกษาทั่วบ้านทั่วเมืองหนักเข้าก็จะกลายเป็น “ลูกระเบิดเวลา”ทำความเสียหายขึ้นได้ในอนาคต ข้าพเจ้าเชื่อว่าท่านผู้เขียนไม่มีเจตนาเช่นนั้น แต่ท่านจะมีเจตนาหรือไม่ก็ตามความเสียหาย ก็ย่อมจะเกิดขึ้นได้อุปมาเหมือนคนที่เป็นโรคติดต่อร้ายแรง ทำให้เชื้อโรคแพร่ออกไปจากตัวโดยไม่มีเจตนาจะให้เชื้อโรคนั้นไปทำอันตรายใคร ความไม่มีเจตนาของท่านนั้น ช่วยให้ท่านพ้นจากการรับผิดไปทั้งทางบาปกรรมและทางกฎหมาย ถ้าเชื้อโรคนั้นไปทำให้ใครเขาตายลง ตัวผู้แพร่เชื้อนั้นก็ไม่มีกรรมและไม่ต้องรับโทษตามกฎหมาย แต่ก็มิได้หมายความว่าเชื้อโรคที่แพร่ออกไปโดยผู้แพร่ไม่มีเจตนานั้นจะไม่เป็นอันตรายแก่ผู้อื่น ฉันใดก็ฉันนั้นความวิปลาสที่ผู้ใดผู้หนึ่งแพร่ออกไป แม้ว่าผู้นั้นจะไม่มีเจตนาเลยที่จะทำให้เกิดความเสียหายแก่ใคร แต่มันก็เป็นอันตรายได้ยิ่งในยุคสมัยนี้ “เขื้อมิจฉาทิฐิ”เกลื่อนกล่นอยู่ทั่วบ้านทั่วเมือง เหมาะเหลือเกินที่มิจฉาทิฐิจะแพร่กระจายออกไปอย่างกว้างขวางและฉับพลัน เพราะฉะนั้นมีอะไรที่อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิด เรารีบซักซ้อมทำความเข้าใจกันไว้เสียก่อนดีกว่า ต่อไปจะหยิบยกเอาข้อปัญหาต่างๆ ที่ท่านผู้ตอบปัญหาสร้างปัญหาขึ้นไว้มาวิจารณ์ทำความเข้าใจซึ่งกันและกันไปตามลำดับ 1. เรื่องที่มาของเวสสันดรชาดก ตามที่ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช เขียนไว้ว่าเรื่องนี้มิได้มีมาในพระไตรปิฎก แต่เป็นนิยายชาดกที่แต่งขึ้นหลังพุทธกาลนั้น ท่านอาจมีความหลงลืมหรือเกิดความสับสนอะไรสักอย่างหนึ่งก็ได้ เพราะความจริงเวสสันดรชาดกนั้น เป็นพระสูตรที่ยาวมากมีมาในพระสุตตันปิฎก ขุททกนิกาย มหานิบาตชาดก ถ้าดูในพระไตรปิฎกบาลีฉบับหลวง ซึ่งพิมพ์เมื่อ พ.ศ. 2470 จะพบในเล่มที่ 28 หน้า 365-453 ถ้าดูพระไตรปิฎกภาษาไทยฉบับหลวง ซึ่งจัดพิมพ์โดยกรมการศาสนา กระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. 2500 จะพบในเล่มที่ 45 หน้า 527-678 รวมความว่า เนื้อเรื่องเดิมของเวสสันดรชาดก มีมาในพระบาลี เป็นพระพุทธวจนะแท้ ความที่ปรากฎอยู่ในพระไตรปิฎกบาลีนั้นอยู่ในรูปคาถา คือเป็นคำร้อยกรอง ต่อมาบรรพบุรุษเราทั้งฝ่ายราชอณาจักรและศาสนาจักร ได้เห็นพ้องต้องกันว่า เวสสันดรชาดกเป็นเรื่องที่เหมาะสมจะเชิดชูขึ้นเป็นหลัก เป็นประธาน ในการเสริมสร้างอัธยาศัยของชนชาติไทย จึงได้มีการแปลเวสสันดรชาดกออกสู่ภาษาไทยตั้งแต่ยุคกรุงสุโขทัยเป็นราชธานี ครั้นมาในยุคกรุงศรีอยุธยาสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ก็ได้โปรดเกล้าให้ประชุมบรรดานักปราชญ์ราชบัณฑิต แต่งเวสสันดรชาดกเป็นคำกลอน ความในพระราชพงศาวดารจดหมายเหตุไว้ว่าได้กระทำเมื่อ ปีขาล จุลศักราช 844 ตรงกับพุทธศักราช 2025 ทั้งนี้ก็ด้วยมีพระราชประสงค์จะโน้มน้าวจิตใจของประชาชนพลเมือง ให้สนใจเวสสันดรชาดกยิ่งขึ้น ต่อมาในแผ่นดินพระเจ้าทรงธรรมระหว่างพุทธศักราช 2145-2170 ก็ได้โปรดให้แต่งมหาชาติคำหลวงขึ้นอีกชุดหนึ่ง ชะรอยให้เป็นแบบฉบับในทางราชการ น่าสังเกตว่า เวสสันดรชาดกนั้นเป็นที่ทรงเลื่อมใสและเลื่อมใสของบุคคลชั้นนำของชาติไทยอย่างที่สุด เพราะเรื่องราวในเวสสันดรชาดกนั้น สามารถนำมาประยุกต์เข้ากับชีวิตประจำวันได้ทุกระดับเป็นตัวอย่างแห่งการปฎิบัติราชการตลอดจนดำเนินวิเทโศบายระหว่างประเทศ จึงปรากฎว่าได้มีผู้ร่วมกันทรงแปลและแปล ตลอดจนตกแต่งสู่สำนวนเทศนาโวหารหลายท่านคือสมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระปรมานุชิตชิโนรส พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระยาพระคลัง (หน) สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหมื่นชินวรสิริวัฒน์ และพระเทพโมลี (กลิ่น) เป็นต้น บทพระราชนิพนธ์และบทประพันธ์เหล่านั้นกระทรวงศึกษาธิการได้ประกาศให้เป็นหนังสืออ่านกวีนิพนธ์แทบทั้งสิ้น เมื่อปรากฎเป็นที่แน่ชัดว่า เวสสันดรชาดกมีมาในพระบาลี เป็นพระพุทธวจนะปรากฎอยู่ในพระไตรปิฎกอย่างแน่นอนเช่นนี้ ความเห็นของบุคคลที่ว่าเรื่องนี้มิได้มีมาในพระไตรปิฎก จึงเป็นความเห็นผิด ไม่ควรค่าแก่การเชื่อถือของวิญญูชน อนึ่ง เรื่องจะไปตำหนิพระสงฆ์ผู้เทศน์คาถาพันก่อนหมาย ความว่าเอาคาถาพันบทในพระไตรปิฎกมาอ่านเป็นหลักฐานยืนยันแล้ว จึงเทศน์ในภาษาไทยแบบบทร้อยกรอง ต่อไปการที่บรรพบุรุษของเราเพียรพยายามแต่งเรื่องนี้เป็นคำร้อยกรองนั้น ก็เป็นที่น่าเคารพบูชาในพระคุณท่านอย่างยิ่ง เพราะท่านประสงค์จะให้คนสนใจ เพื่อฟังเรื่องเวสสันดรให้ตลอดแต่เรื่องนี้ยาวมากต้องฟังกันทั้งวัน ท่านจึงเอาความเพริดพริ้งทางภาษาเข้ามาช่วย ดังที่ปรากฎอยู่นี้ 2. ตามที่ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช ตำหนิพระเวสสันดรว่า พระองค์ทรงกระทำผิดศีลกษัตริย์ ในการที่พระองค์ได้ทรงช่วยเหลือแก่แคว้นกาฬิงคะ ซึ่งตามเรื่องนั้นว่า แคว้นกาฬิงคะประสบฉาตกภัย คือ เกิดข้าวยากหมากแพงเพราะฝนแล้งมานาน จึงได้ส่งคณะทูตไปกราบทูลขอความช่วยเหลือจากพระเวสสันดรซึ่งเป็นกษัตริย์ต่างแคว้นกัน พระเวสสันดรก็ประทานความช่วยเหลือ โดยะพระราชทานช้างมงคลเชือกหนึ่งไปให้ เพื่อช่วยให้มนุษย์ตาดำๆจำนวนแสน จำนวนล้านพ้นจากความตาย กรณีนี้ท่านผู้ตอบปัญหา ตั้งข้อกล่าวหาเอากับพระเวสสันดรอย่างรุนแรงในทำนองจะให้เห็นว่าพระเวสสันดรทุจริตหรือเป็นคนทุศีลที่ได้เอาของหลวงไปให้แก่แคว้นกาฬิงคะ การพิจารณาข้อผิดถูกในเรื่อง น่าจะแยกเป็นสองประเด็น คือในประเด็นแรกว่าจะต้องยอมรับกันก่อนว่าฐานะของกษัตริย์ผู้ปกครองประเทศ สมัยพระเวสสันดรทรงครองราชย์กับสมัยนี้ไม่เหมือนกัน เรื่องราวพระเวสสันดรนั้นเป็นประวัติศาสตร์หรือพงศาวดารโลกเมื่อกี่แสนกี่ล้านปีแล้วไม่ทราบ ฐานะของกษัตริย์ย่อมเป็น ‘เจ้าแผ่นดิน’ จริงๆ ในสมัยหลังๆ คือในระยะพุทธกาลประมาณสามพันปีมานี้ก็ถือว่าทรัพย์สินบนแผ่นดินทั้งหมดเป็นของพระองค์ แม้แต่ชีวิตของคนและสัตว์ทั้งปวง คำที่เราพูดกันว่า “ของหลวงๆ” ในสมัยนั้น ก็คือของพระเจ้าแผ่นดินนั้นเองโดยนัยนี้ การที่พระเจ้าแผ่นดินจะยักยอกของหลวงนั้นจึงมีขึ้นไม่ได้ คุณชาย คึกฤทธิ์ อาจพลั้งเผลอไปนิดหน่อย ที่เอากฎหมายไทยสมัยนี้ไปลงโทษพระเจ้าแผ่นดินเมื่อหลายหมื่นหลายแสนปีมาแล้ว ประเด็นที่สอง ถ้าเราจะคิดถึงความควรกันแล้ว การที่พระเวสสันดรซึ่งเป็น ประมุขของประเทศ ได้ทรงพระกรุณาให้ความช่วยเหลือแก่แคว้นอื่นในกรณีนี้ ข้าพเจ้าคิดว่า พระทัยของพระองค์นั้นน่าบูชามากกว่าที่จะตำหนิติเตียน พระองค์ พระราชทานช้างเชือกเดียวเท่านั้น ไปช่วยมนุษย์ที่กำลังอดตายทั้งแผ่นดิน โดยที่ทาง ฝ่ายพระองค์ยอมลดความมั่งมี หรือความผาสุกลงบ้างไม่น่าจะเสียหายอะไร ควรจะ ได้ถือว่าเป็นทิฎฐานุคติเสียด้วยว่า การช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์นั้นมิใช่ว่าจะคอยให้ตัว เราเองเหลือกินเหลือใช้เสียก่อนแต่ควรจะช่วยกัน ทั้งๆที่ตัวเราเองก็ยังลำบากอยู่ แต่ ก็มีพอที่จะเจียดจ่ายช่วยเหลือกันได้บ้าง วิธีการอย่างนี้ชาติไทยเราก็ทำกันมานาน ซึ่ง เป็นการเอาอย่างพระเวสสันดร เราเคยส่งข้าวสารไปช่วยประเทศอื่น ทั้งๆที่ข้าวสารใน ประเทศเรากำลังขึ้นราคาและแม้ทุกวันนี้เราก็ส่งทหารหลายพันคนไปช่วยประเทศ เกาหลีและประเทศเวียดนาม ทั้งๆที่เราเองก็กำลังรบติดพันอยู่กับผู้ก่อการร้าย ภายในประเทศ ถึงในทางส่วนตัวของแต่ละบุคคลและแต่ละครอบครัว บางทีเราต้อง ยอมอดออมลงเพื่อช่วยเหลือคนอื่น จรรยาบันเหล่านี้ ไทยเราเจริญรอยตามพระ เวสสันดร และแน่นอน ตราบใดที่ชนชาติไทยยังมีน้ำใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่แก่เพื่อนบ้าน อยู่ เอกราชของชาติไทยก็จะยังมั่นคงดีอยู่ตราบนั้น 3. ข้อที่พระเวสสันดรทรงแก้ฝันให้พระนางมัทรี และการที่พระองค์ไม่ทรงแจ้งข่าวการจากไปของพระโอรสและพระธิดาแก่พระนางมัทรีทันใด ซึ่งมีผู้เข้าใจว่าพระองค์ทรงโกหกผิดศีลมุสานั้น ตามเนื้อเรื่องที่แท้จริงหาได้ชวนให้เห็นไปเช่นนั้นไม่ เพราะพระเวสสันดรมิได้ทรงมีเจตนาที่จะรับสั่งให้เห็นเท็จแต่มีพระประสงค์จะรับสั่งเบี่ยงบ่าย เพื่อประวิงเวลาให้พระนางทรงอยู่ในสภาพแห่งพระหทัยพร้อมที่จะรับข่าวเช่นนั้นก่อน แล้วพระองค์ก็ตรัสเล่าความจริงทุกประการ ครั้นเมื่อทรงทราบความจริงแล้ว พระนางก็ทรงอนุโมทนา เรื่องนี้ถ้าจะพูดกันอย่างภาษาชาวบ้านก็ต้องพูดว่า “ผัวเมียเขารู้ใจกัน” เป็นเรื่อง ภายใน ครอบครัว เวสสันดรชาดกตอนนี้ท่านเน้นให้เห็นในทางจิตวิทยาแบบโอนอ่อน ผ่อนตาม คือ พยายามปรับสภาพจิตใจของอีกฝ่ายหนึ่ง ก่อนที่จะให้เขารู้เรื่องอัน อาจสะเทือนใจ พระเวสสันดรบรมโพธิสัตว์นั้นมิใช่จะเป็นเพียงนักสังคมสงเคราะห์ชั้น ยอดเยี่ยมเท่านั้น แต่ทรงเป็นยอดแห่งนักจิตวิทยาด้วย การกระทำเช่นนี้ คนที่รักกันก็ ทำกันทั่วไป เช่นบางรายแม่เป็นโรคหัวใจ บังเอิญ ลูกไปถูกรถชนตาย ผู้ที่จะไปบอก ข่าวการตายของลูกให้ผู้เป็นแม่ทราบต้องรีรออยู่ตั้งเดือนก็มี ในระหว่างหนึ่งเดือนนั้น ก็ค่อยๆป้อนข่าวให้ทราบทีละน้อยๆจนเห็นว่าพอจะรับฟังข่าวทั้งหมดได้แล้ว จึงบอก ข่าวจริง บางคนที่เป็นโรคร้ายแรงหมอตรวจพบแล้วญาติพี่น้องก็พากันปกปิดไม่ให้เจ้า ตัวรู้เพราะเกรงจะเสียกำลังใจ เรื่องอย่างนี้เป็นเรื่องการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เรื่อง ของนักสร้างสรรค์นั้น แม้จะตำหนิติเตียนใครก็ใช้วิธีละมุนละม่อมเหมือนหมอที่ ประคับประคองคนเจ็บเพื่อให้หาย ไม่ใช่จะเอาแต่ความผิดไปเที่ยวจู่โจมโถม ใส่ จนกระทั่งคนดีๆก็กลายเป็นคนเสียไปหมด อันเป็น ลักษณะของการทำลาย 4. เรื่องที่ว่าพระเวสสันดรทรงกระทำผิดศีลอะไรต่างๆ มีศีลพ่อ ศีลผัว อะไรเหล่านี้เป็นเพียงสำนวนพูดของท่านผู้ตอบปัญหาเท่านั้น การปกป้องคุ้มครองบุตรภรรยานั้น ย่อมเป็นธรรมะของสามี สำหรับกรณีที่ พระเวสสันดรพระราชทานสองกุมารแก่ชูชกนั้น ถูกแล้ว ในสายตาของเราๆท่านๆรู้สึก ว่าเป็นเรื่องสะเทือนใจมาก แต่ข้าพเจ้ามานึกถึงความจริงสองประการคือประการหนึ่ง ความแตกต่างระหว่างตัวเรากับองค์พระเวสสันดรและระหว่างเมียเรากับพระนางมัทรี สภาพจิตใจของเรากับพระองค์แตกต่างกันมากเหลือเกิน เรานึกดูว่าพระเวสสันดร ทรงบำเพ็ญบารมีแก่กล้าเต็มที่อยู่แล้วเหลืออีกชาติเดียว พระองค์ก็จะตรัสรู้เป็น พระพุทธเจ้า และในชาติที่ทรงเป็นพระพุทธเจ้านั้น พระทัยของพระองค์จะ น้อมไปในเนกขัมมะคือทรงพอพระทัยในชีวิตนักบวช อันเป็นชีวิตสถานเดียวที่จะทรง เป็นที่พึ่งของคนทั้งโลกได้เสมอกัน เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราคิดว่าพระองค์ไม่น่าทรงทำนั้น เป็นเรื่องที่เราเอาใจเราเข้าไปตัดสินเองต่างหาก อาจลืมนึกไปว่าพื้นฐานแห่งจิตใจ ของเรากับพระเวสสันดร ห่างไกลกันมากเหลือเกิน ประการที่สอง เรามาลองคิดอย่างหัวอกคนมีลูกบ้าง ถ้าสมมติเราถูกเนรเทศ ไปอยู่กลางดงกลางป่า ลูกเมียก็ตามไปอยู่ด้วยกัน เรากับเมียนั้นไม่เป็นไร เพราะมัน โตแล้วไม่ช้าไม่นานก็จะตาย ความสุขสบายก็เคยมีมานานแล้ว ลองลำบากดูเสียบ้าง ก็ได้ เหมือนข้าราชการผู้ใหญ่ที่ปลดเกษียณแล้วออกไปทำไร่ในป่าในดงลองดู แต่ลูก เราสิจะทำอย่างไรถ้าเอาแกไปหมกอยู่ในป่าในดง ก็ไม่ต้องได้เล่าเรียนเขียนอ่าน โต ขึ้นคงจะเป็นไอ้ลูกลิงลูกค่างกันเท่านั้น คราทีนั้นอยู่มาวันหนึ่ง เกิดมีตาแก่อะไรสักคน หนึ่ง ซึ่งมีนิวาสถานอยู่ในเมืองหลวงมาขอลูกเราไปช่วยทำงานบ้าน ซักผ้าถูเรือนให้ แกหรือคอยยกสำรับกับข้าว วิ่งซื้อโอเลี้ยงให้เมียสาวแกกิน การที่เราจะให้ลูกไปอยู่กับ ตาแก่คนนั้น กับที่จะกักตัวไว้ในป่าในดง อย่างไหนควรทำกว่ากัน และอย่างไหนเป็น การเห็นแก่ตัวของผู้เป็นพ่อแม่ ข้าพเจ้าเองตรวจดูแล้ว ถ้าตนเองอยู่ในชะตาชีวิตอย่าง องค์พระเวสสันดร ก็จะทำอย่างพระองค์ คือให้ลูกเข้าไปอยู่ในบ้านเมือง เพื่อให้เขา ได้รับการศึกษาบ้าง แม้จะไปช่วยใครเขาทำงานบ้านก็ยอม การทำงานรับใช้ในบ้าน นั้นก็ไม่เห็นจะเสียหายอะไร จะได้ฝึกเด็กไปในตัว โตขึ้นจะได้ไม่เป็นคนมือเท้าบาง ชอบทำงานแบบละเลงขนมเบื้องด้วยปากยิ่งถ้าเหตุการณ์เป็นอย่างที่เกิดแก่พระ เวสสันดรก็ยิ่งวิเศษ คือทางที่ตาชูชกจะนำสองกุมารไปนั้นก็ไม่ใช่จะเข้ารกเข้าป่าไป ไหน แต่หากกลับไปที่กรุงสีพีนั้นเอง ที่เมืองนั้นพระบิดาพระมารดาและพระญาติพระ วงศ์ของพระเวสสันดรก็อยู่กันเต็มบ้านเต็มเมือง สองพระกุมารมีโอกาสดีเหลือเกิน ที่ จะสร้างชีวิตของตนเองได้ในอนาคต สมัยทุกวันนี้คนไทยในชนบทที่ห่างไกลก็เจริญ รอยตามพระเวสสันดรอยู่ทั่วไป ดังจะเห็นได้ว่า พ่อแม่บางรายก็เห็นแต่พระจากเมือง หลวงจาริกไปในหมู่บ้าน เขาก็เอาลูกตัวถวายท่านให้ไปรับใช้เป็นลูกศิษย์พระ บาง รายพระท่านเห็นว่าเด็กคนไหนมีแววดี ก็ออกปากขอเอาก็มี พ่อแม่เขาก็ยกให้เพราะ คิดว่าอย่างไรเสียเมื่อเข้าไปอยู่ในบ้านเมืองแล้ว ก็คงจะได้เล่าเรียนได้ดิบได้ดี กับเขาบ้าง ส่วนการที่จะไปทำตัวเหมือนคนรับใช้ให้คนอื่นบ้างนั้น ก็ถือเสียว่าเป็นการ ฝึกการลงทุนก็ได้ ถ้าสำรวจคนใหญ่คนโตในเมืองไทย ทั้งทางโลกทางธรรมก็จะพบคน ประเภทที่ได้ดีเพราะพ่อแม่ยกให้ อย่างพระชาลีพระกัณหาอยู่มากมาย การที่คุณชายคึกฤทธิ์ ท่านห่วงคนอื่นที่เป็นพ่อเป็นผัวจะผิดศีลพ่อศีลผัวนั้น ก็ นับว่าเป็นผู้มีน้ำใจที่น่าบูชา ควรสรรเสริญได้ว่าท่านเป็นผัวตัวอย่างพ่อตัวอย่างคน หนึ่ง ไม่เหมือนกับพ่อผัวบางผัว ซึ่งวุ่นวายจนกระทั่งลูกเมียอยู่ด้วยกันไม่ติด แต่ สำหรับความเห็น ซึ่งท่านนำมาวิจารณ์พระราชจริยาวัตรของพระเวสสันดรนั้น ก็ถือ เสียว่าเป็นความเห็นของท่านซึ่งเป็นนักหนังสือพิมพ์คนหนึ่ง และแสดงออกจาก พื้นฐานจิตใจของท่านด้วยความบริสุทธิ์ใจ ซึ่งในวันต่อมาจากที่ท่านเขียนวิจารณ์พระ เวสสันดรแล้วเพียง 10 กว่าวัน หมาที่ท่านเลี้ยงไว้ตัวหนึ่งเกิดหายไป ท่านก็ได้เกิด ความทุกข์วิปโยคโสกาดูรอย่างน่าเวทนา ตัวท่านเองได้เขียนระบายความทุกข์ในใจ ลงหนังสือสยามรัฐนั่นเอง (ฉบับลงวันที่ 11 ธันวาคม 2511) ว่า “….เลยหมด เยื่อใยในชีวิตขึ้นมาเฉยๆ เพราะเยื่อใยเท่าที่มีอยู่ก็บางเต็มที่แล้ว” และว่า “….และ คงจะไม่มีปัญญาเขียนอะไรไปอีกนาน ถ้าจะเขียนให้ได้ก็ต้องฝืน….” เหตุการณ์ที่ เกิดขึ้นแก่ท่านครั้งนี้ คงจะเป็นไปด้วยเทวานุภาพบันดาลให้ท่านได้สารภาพต่อ ศาสนิกชนว่า อันที่จริงพื้นฐานจิตใจของท่านแตกต่างห่างไกลจากพระเวสสันดรมาก เพียงแต่หมาหายตัวเดียวก็หมดกำลังใจที่จะทำคุณประโยชน์แก่ผู้ที่เคารพนับ ถือในตัวท่านมานมนานเสียแล้ว จึงเป็นเรื่องที่น่าเห็นใจโดยประการทั้งปวง 5. มีอยู่อีกข้อหนึ่งที่คุณชายคึกฤทธิ์ ตำหนิพระเวสสันดรอย่างร้ายแรง ว่าพระองค์ทรงประพฤติเป็นภาระแก่สังคมคือ ในระหว่างที่พระองค์พร้อมด้วยพระชายาและพระโอรสไปประทับอยู่ในป่า ท้องที่ประเทศเจตราฐ รัฐบาลประเทศนั้นได้แต่งตั้งนายพรานป่าคนหนึ่งคอยถวายอารักขา ตาพรานนั้นก็มีธนูเป็นอาวุธ และมีสุนัขฝูงหนึ่งเป็นลูกมือเรื่องนี้ ดูตามเนื้อเรื่องในเวสสันดรแล้ว พระเวสสันดรมิได้ทรงขอร้องรบกวนอะไรเลย แต่หากเป็นการแสดงอัธยาศัยไมตรีของรัฐบาลเจ้าของประเทศนั้น จัดขึ้นถวายเองจะยกเอาความข้อนี้มาตำหนิพระเวสสันดรได้อย่างไร ก็ในสมัยทุกวันนี้ เวลาคนสำคัญต่างประเทศแม้เพียงคนเดียว แม้จะมีฐานะด้อยกว่าพระเวสสันดรก็ตามผ่านเข้าไปในเขตประเทศอื่น เจ้าของประเทศก็จัดกำลังอารักขา มีตำรวจล้อมหน้าล้อมหลังกันมากมายก็ไม่เห็นมีใครยกมาลำเลิก กลับถือว่าเป็นอัธยาศัยไมตรีอันดีงาม และเป็นความรอบคอบของทางราชการเสียด้วยซ้ำ ก็นี่พระมหากษัตริย์ทั้งองค์ พร้อมทั้งพระราชินีและพระเจ้าลูกเธอ-พระเจ้าลูกยาเธอ มาประทับอยู่ในประเทศอันเป็นถิ่นกันดาร รัฐบาลเจ้าของประเทศเสียกำลังเจ้าหน้าที่อารักขาเพียงคนเดียวกับหมาฝูงเดียวเท่านั้นยังจะนำมาค่อนขอดกันอีกหรือ ถ้าพิจารณาอย่างเป็นธรรมแล้วเรากลับจะเห็นว่าพระเวสสันดรทรงบำเพ็ญพระองค์เป็นภาระสังคมน้อยที่สุดฝ่ายรัฐบาลเมืองเจตราฐนั้น ก็ทำถูกแล้วที่ไม่ใจจืดดูดายต่อแขกบ้านแขกเมือง เป็นการทำทางสัมพันธไมตรีระหว่างประเทศไปภายหน้า ทั้งเป็นตัวอย่างอันดีของผู้มีคุณธรรม ซึ่งมิใช่จะคอยพินอบพิเทาเอาใจใส่เมื่อฝ่ายหนึ่งมีอำนาจวาสนา แต่เมื่อเขาหมดอำนาจวาสนาแล้ว ตาเดียวก็ไม่แล ยังแถมคอยเหยียบย่ำซ้ำเติมกันเสียอีกด้วย
โดย : บุญเย็น - [ 01 เม.ย. 52 09:44:50 ]

ความคิดเห็นที่ : 2
ครับเห็นด้วย กับท่ามหาปิ่น มุทุกัน มีหลักฐานอ้างอิงสมกับที่ท่านเป็นนักปราชญ์ทางพุทธศาสนาท่านหนึ่ง
โดย : วิวัฒน์ - [ 12 ก.ค. 52 10:06:43 ]

ความคิดเห็นที่ : 3
ได้ความรู้ดีคับ
โดย : 0021252456 - [ 20 ส.ค. 52 23:40:42 ]

ความคิดเห็นที่ : 4


ท่านเปรียบประดุจ "พระนาคเสนและท่านคุณานันทะ" ผู้ประเสริฐ ดั่งทนายแห่งพระพุทธสาสนาโดยแท้ ขออนุโมทะนาสาธุการ ด้วยความปลาบปลื้มล้นใจยิ่ง สาธุ สาธุ สาธุ
โดย : p.rut - [ 13 ก.พ. 55 16:03:37 ]

ความคิดเห็นที่ : 5
ดี สนับสนุน นับว่า เป็นคนเก่ง นักปราชญ์หาตัวจับยากจริงๆ โดยเฉพาะไม่ได้พูดลอยๆ มีหลักฐาน ชัดเจน และอธิบายได้ดีมากๆ
โดย : เด็กวัดฝั่งธนบุรี - [ 31 ธ.ค. 55 08:07:05 ]

ความคิดเห็นที่ : 6
ผู้ที่เข้าถึงหัวใจพระพุทธศาสนา ยอมไม่มีข้อสงสัย... ถ้ารู้ว่ามีฐิทิ ควรปฎิบัติเพื่อละทิ้งเสีย ขอขอบคุณข้อความชี้แจงของ พ.อ.ปิ่น มุทุกันต์ มากครับ
โดย : ภู - [ 03 พ.ค. 56 01:00:47 ]

ความคิดเห็นที่ : 7
vlvbluhn ตายแล้วไปไหน? rgvlhpbsk prada outlet uk http://www.itbagone.com
โดย : prada outlet uk - [ 14 ส.ค. 56 14:44:39 ]


ร่วมแสดงความคิดเห็นกับคำถาม ที่นี่ค่ะ

ความคิดเห็น   : 
ชื่อ   : 
    
ไฟล์ประกอบ   :   (ขนาดไม่เกิน 200 Kb.)
    (นามสกุลไฟล์ .gif หรือ .jpg และ ความกว้างของรูปต้องไม่เกิน 620 pixels)

หมายเหตุ
: ความคิดเห็นของท่านเป็นกระทู้สาธารณะ หากมีข้อความหนึ่งข้อความใด ใช้ภาษาไม่สุภาพ ดูถูก หรือ ทำให้บุคคลอื่นให้เสียหาย หรือ กล่าวร้ายบุคคล หรือ หน่วยงานอื่น ๆ อย่างไม่มีหลักฐานหรือที่มาที่ไป และ เป็นข้อความที่ขัดต่อศีลธรรมอันดี กฎหมายของบ้านเมือง ทาง Webmaster ขอลบกระทู้ดังกล่าวได้โดยไม่มีเงื่อนไขใด ๆ