ตายแล้วไปไหน... 


เมื่อเราตายแล้วจะไปไหน ถ้าเรานึกถึงบุญได้เราก็จะได้ไปดีๆ ใช่หรือเปล่าค่ะ
โดย : น้ำหวาน - [ 20 ก.พ. 52 18:20:00 ]

ความคิดเห็นที่ : 1


สำหรับผม บุญใดก็ตามที่ผมทำด้วยเงินหรือปัจจัยที่หามาได้ด้วยนําพักนําแรงของผมเอง บุญนั้นจะเป็นบุญที่ผมนึกแล้วปลื้มสุดครับ วิธีการนึกถึงบุญนั้นมีมากมายหลายวิธี บางคนนึกภาพในขณะทำบุญ บางคนก็นึกทบทวนบุญต่างๆไป สำหรับผมจะใช้วิธีดูเหรียญที่ระลึกหรือของที่ได้มาจากการทำบุญ เพราะเวลาผมทำบุญใดๆก็ตามหากได้ของที่ระลึกมาหรือของที่ใช้ในการทำบุญเช่นโบว์สัญลักษณ์ หรือแผ่นป้ายสัญลักษณ์ ผมจะนำมาเก็บใส่กรอบหรือกล่องไว้เป็นคอลเลคชั่น แล้วนำมาเปิดออกดูพิจารณาว่าอันนี้ได้มาจากบุญอะไร อันนี้ทำบุญใดแล้วได้มาครับ
โดย : บุญเย็น - [ 04 มี.ค. 52 10:18:10 ]

ความคิดเห็นที่ : 2
ถ้าทำทานเยอะก็ได้ทานเยอะแล้วแต่สภาพจิตตอนที่ทำทานครับการไปเกิดในชาติภพไดก็ขึ้นอยู่กับกรรมของชาติภพใหนที่ยังไห้ผลไม่สี้นสุดจะไห้ผลก่อน กรรมก็มีหลายประเภทไห้ผลที่แตกต่างกันไป ผมยกตัวอย่างเช่นพระเทวทัต ได้ทำกรรมหนักที่สุดคืออนันตริยกรรมสองประการคือ ทำร้ายพระพุทธเจ้าให้ห้อเลือด และทำสงฆ์ไห้แตกกัน แม้ก่อนตายจะถวายศรีษะเป็นพุทธบูชาแต่เป็นความดีที่เล็กน้อยมากไม่สามาถรต้านทานการไห้ผลของอนนันตริยกรรมได้และคนที่ทำอนนันตริยกรรมแล้วก็ไม่สามาถรที่จะทำกรรมดีที่สูงกว่านี้ได้อีกคือทำทานได้อย่างเดียวครับไม่สามาถรทำจิตไห้ผ่องใสหหรือปฎิบัติธรรมได้แม้แต่ทำไห้เกิดฌาณโลกีย์ชั้นไหนๆก็ไม่สามาถรทำได้เลยจนกว่าจะตกนรกไปชดใช้กรรมจนเกือบหมดแล้วมาเกิดในภพใหม่ที่ดีกว่าอบายแล้วนั่นแหละครับจึงสามาถรที่จะทำความดีที่สูงไปกว่าอนันตริยกรรมได้ เช่นพระเทวทัตนี้ที่มีพระพุทธทำนายว่าหลังจากที่หมดกรรมจากอนันตริยกรรมแล้วจะมาเกิดเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าก็ด้วยความดีที่ทำไว้ก่อนตายแต่ไห้ผลน้อยกว่าอนันตริยกรรมจึงไห้ผลทีหลังและอาจเป็นความดีที่ทำมาต่อเนื่องจากชาติก่อนๆด้วยครับเพราะการที่จะเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าต้องบำเพญบารมีมามากถึง 2 อสงใขย เป็นรองจากพระพุทธเจ้า (เป็นพระพุทธเจ้าประเภท) สงสัยโทร0805866003
โดย : - [ 08 มี.ค. 52 12:23:52 ]

ความคิดเห็นที่ : 3


จิตฺเต อสงฺกิลิฏฺเฐ สุคติ ปาฏิกงฺขา "เมื่อจิตผ่องใส ไม่เศร้าหมอง สุคติเป็นที่หวังได้" และ จิตเต สงฺกิลิฏฺเฐ ทุคติ ปาฏิกงฺขา "เมื่อจิตเศร้าหมอง ไม่ผ่องใส ทุคติเป็นที่หวังได้"
โดย : เด็กวัด - [ 09 มี.ค. 52 11:35:29 ]

ความคิดเห็นที่ : 4
น้ำหวาน .....เมื่อเราตายแล้วจะไปไหน ถ้าเรานึกถึงบุญได้เราก็จะได้ไปดีๆ ใช่หรือเปล่าค่ะ ขอตอบ ๒ นัย ๑. แนวพราหมณ์ วิถีพราหมณ์ เชื่อว่าพระพรหม เป็นผู้สร้างสรรพสิ่งในโลก แบ่งเป็น ๓ ภพภูมิคือ กามภูมิ๑ รูปภูมิ ๑ และอรูปภูมิ๑ กามภูมิ ประกอบด้วย อบายภูมิ๑ มี สัตว์นรก เปรต อสูรกาย และสัตว์เดรัจฉาน มนุษย์ภูมิ๑ ได้แก่คนเรา นี่เอง แบ่งชั้นวรรณะเป็น กษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ และสูทร ลูกที่เกิดต่างชั้นวรรณะเรียก จัณฑาล เทวภูมิ๑ มี ๖ ชั้น รูปภูมิ เป็นคนที่ฝึกอบรมสมาธิ หรือฌาน๔ (มีรูปเป็นอารมณ์) ผู้ได้ฌาน๔ เรียกว่ารูปพรหม อรูปภูมิ คือผู้ผ่านฌาน๔ ได้ณาน๘(เพ่งนามเป็นอารมณ์) เรียกอรูปพรหม รูปภูมิ และอรูปภูมิ แบ่งได้ ๑๖ ชั้น หลักการของพราหมณ์ เน้นบุคคลาธิษฐาน (เป็นตัวเป็นตน) มีอัตตา เป็นที่ตั้ง จิตวิญญาณ เป็นตัวเป็นตน กายตายดับแล้ว แต่จิตวิญญาณ ยังล่องลอยไปเกิด ตามเวรกรรมที่สั่งสมมา จนกว่าจะบำเพ็ญตบะ ตามหลักการของพราหมณ์สูงสุด เมื่กายแตกดับ จิตวิญญาณ จึงไปเกิดชั้นพรหม เรียกว่า ปรมาตมัน เป็นการหลุดพ้น ตามความเชื่อของพราหมณ์ ๒. แนวพุทธ เนื่องจากพระพุทธองค์ ประสูติท่ามกลางศาสนาพราหมณ์ หลังการตรัสรู้ คำสอนของพระบรมศาสดาพยายามอ้างอิง ภพภูมิของพราหมณ์ เพื่อสะดวกในการ สื่อความเข้าใจต่อเวไนยสัตว์ ที่เลื่อมใสในคำสอน พระพุทธองค์ ที่เรียกว่า ธรรมาธิษฐาน หลักการแท้พระพุทธศาสนา เป็น อเทวนิยม ไม่นิยมสิ่งศักดิ์สิทธิ์ จากภายนอก เน้นการบำเพ็ญเพียรทางจิต มีความอดทนต่อทุกข์เวทนา เพื่อค้นพบปรมัตถ์ธรรมที่มีในตน ประกอบด้วย จิต เจตสิก รูป นิพพาน ผู้เข้าถึงปรมัตถ์ธรรม ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่า จิต เจตสิก และรูป อันประกอบเป็นตัวตนเรานี้ อยู่ในกฎไตรลักษณ์ หรือกฎธรรมชาติธรรมดา ได้แก่ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ซึ่งปุถุชน ที่ยังเข้าไม่ถึงไตรลักษณ์ จะมองเห็นอนิจจัง เป็นนิจจัง ด้วยมีสันตติ(ความต่อเนื่อง)มาปิดบังอนิจจัง มองทุกขัง(การทนสภาพเดิมไม่ได้)เป็นสุขขัง เพราะมี อริยาบท(การเคลื่อนไหว)มาปิดบังทุกขขัง จนไม่รู้สึกว่านั่นเป็นทุกขขัง และมองอนัตตา(ความไม่ใช่ตัวตน) เป็น อัตตา(เป็นเรา เป็นของเรา) เพราะมี ฆนสัญญา(ความเป็นกลุ่มเป็นก้อน การรวมตัวกันตั้งแต่ ๒ สิ่งขึ้นไป) มาปิดบัง อนัตตา บุคคลผู้เข้าถึง อริยสัจจ์๔ ได้ชื่อว่า ได้ดวงตาเห็นธรรม เมื่อฝึกปฏิบัติตาม หลักการ ศีล สมาธิ ปัญญา ไปตามลำดับ สามารถละสังโยชน์๑๐ ไปตามขั้นตอน ได้ชื่อว่า เป็นอริยบุคคล ๔ ประเภท เริ่มแต่ โสดาบัน สกทาคามี อนาคามี สูงสุดคือ พระอรหันต์(กิเลส เป็นศูนย์) มีพระนิพพาน เป็นที่สุดของพระพุทธศาสนา พระอัจฉริยะพระพุทธองค์ อันประกอบด้วย พระปัญญาคุณ พระบริสุทธิ์คุณ และพระกรุณาคุณ การค้นพบของพระพุทธองค์ เป็นการต่อยอดความเชื่อ ของพราหมณ์ นั่นคือ "โลกุตตรภูมิ" พระอัจฉริยะพระพุทธองค์ อันประกอบด้วย พระปัญญาคุณ พระบริสุทธิ์คุณ และพระกรุณาคุณ การค้นพบของพระพุทธองค์ เป็นการต่อยอดความเชื่อ ของพราหมณ์ นั่นคือ "โลกุตตรภูมิ" หรือเหนือโลก มีคุณสมบัติของไตรลักษณ์ เป็น นิจจัง(เที่ยงในความไม่เที่ยง) สุขขัง(ความอดทนต่อสภาพที่เคยทนไม่ได้ หรือ ยิ้มได้เมื่อภัยมา) และ อนัตตา(ความหลุดพ้น หรือสูญญตา) หลักการพระพุทธองค์ เน้นปัญญา ในการเข้าถึง ด้วยทรงเห็นว่า คนเราเกิดมา ด้วยกำเนิดที่แตกต่างกัน เมื่อเกิดมาแล้ว มีสภาพอย่างไร(รูป)ไปปรับแก้ไม่ได้ แต่สภาพจิตวิญญาณ(นาม)ที่เป็นเวไนยสัตว์ เท่านั้น ที่ปรับแก้ได้ ตั้งแต่มนุษย์ เทวดา พรหม จนเข้าถึงอริยบุคคล จะเรียกเป็น”โอปปาติกะ” ก็ได้ ฉะนั้น การตรัสรู้ของพระพุทธองค์ ถือเป็นขบวนการ”สิทธิมนุษย์ชน” ขั้นพื้นฐานของโลก ทีเดียว ทรงบูรณาการ ชนชั้ นศูทร จัณฑาล ให้มีที่ยืนในสังคมสมัยนั้นได้ ด้วยการ”บรรพชา”เป็นพระภิกษุใน “ธรรมวินัย”อย่างเคร่งครัด เปรียบเทียบการตรัสรู้ของพระบรมศาสดา(โลกุตตรภูมิ) กับความเชื่อของพราหมณ์(ไตรภูมิ) ดุจดัง ยานอวกาศ กับนกบินได้ ฉันใดฉันนั้น นกแม้จะบินไปได้รอบโลก แต่ยังอยู่ภายใต้แรงโน้มถ่วง ๓๒ ฟุต/วินาที กับรัศมีแรงดึงดูด ๘๐๐ กม.(โดยประมาณ) แต่ยานอวกาศสามารถออกนอกวิถีโลก ไปสู่อวกาศนอกโลกได้ ซึ่งมีประโยชน์ต่อโลกด้านเทคโนโลยี อย่างมหาศาล แล้วทำไม โลกุตตรธรรม ของพระพุทธองค์ จะเป็นประโยชน์ ต่อโลกต่อมหาชนไม่ได้ คำตอบของ คุณน้ำหวาน ตามวิถีพราหมณ์ ตายจากร่างกายแล้ว จิตวิญญาณ ที่ยังมีกิเลศอยู่ ยังต้องเวียนว่ายตายเกิด จนกว่าจะเข้าถึง ปรมาตมัน เพราะพราหมณ์ มีความเชื่อ จิตวิญญาณ มีตัวตน ตอบตาม”วิถีพุทธ” จิตวิญญาณคน ที่ยังไม่ได้พัฒนา ตามหลักการ ศีล สมาธิ ปัญญา จิตคนเหล่านั้นจะเกิดดับ ในกามภูมิ รูปภูมิ อรูปภูมิ ไม่มีที่สิ้นสุด นอกจากภาวะจิตที่ต้องทุกข์ระทม ขณะพฤติกรรมจิตเปลี่ยนในทางชั่วร้าย เขาต้องได้รับผลกระทบทางกฎหมายบ้านเมืองด้วย จนกว่าร่างกายแตกดับ นามจึงดับด้วย (ตามหลักการ อนัตตา ) ชาติหน้าของคนยังมีกิเลส เป็นโซ่ต่อเนื่อง ยังลูกหลานเหลนโหลน ฯลฯ ไม่มีที่สิ้นสุด เช่นกัน ถ้าคนปรับภาวะจิตด้วยศีล สมาธิ ปัญญา เข้าถึง โลกุตตรธรรม เมื่อใด ชาติหน้าของบุคคลเหล่านั้นย่อมสั้นลงๆ จนอาจเข้าถึง นิพพาน ได้ ณ ปัจจุบันชาติก็ได้ บุคคลเหล่านี้แหละ ที่จะยังประโยชน์มหาชน และโลกอย่างไม่มีประมาณ คุณน้ำหวาน กรุณาวิเคราะห์สถานการณ์พุทธศาสนาในเมืองไทย ว่าอยู่ในรูปแบบใด อย่างเที่ยงธรรม เมื่อได้คำตอบแล้ว ถ้าคุณน้ำหวาน เป็นนักปฏิบัติด้วย ก็ปรับสภาพจิตวิญญาณ ให้อยู่กับปัจจุบันอย่างปกติ คิดว่าเมืองไทยเป็น ทิศาปาโมกข์ เช่นอินเดียโบราณ ก็แล้วกัน
โดย : ทวีทรัพย์ - [ 03 พ.ค. 52 20:19:49 ]

ความคิดเห็นที่ : 5


ตายแล้วก็ไปสู่ที่ชอบครับ(ชอบในที่นี้คือสิ่งที่นึกชอบ ทำชอบทั้งดีและไม่ดีครับ)
โดย : เด็กลำปาง - [ 07 พ.ค. 52 15:11:26 ]

ความคิดเห็นที่ : 6
ยังไม่ค่อยเข้าใจค่ะเพราะเดียวนี้ ไม่เห็นคนกลัวปาบกรรมกันเลยแม้แต่พระก็ยังหลังกิเลส คนที่มีความรู้สูง ๆ ก็โกงกินประเทศชาติแทบทั้งนั้น พวกเขาปาบมากใหมค่ะจะตกนรกจริงหรือเปล่า
โดย : - [ 16 พ.ค. 52 19:40:43 ]

ความคิดเห็นที่ : 7
ความจริงแล้วก็ยังไม่มีใครทราบว่าไปไหน แต่ก็เคยได้ยินว่าไปนรกบ้าง สวรรคบ้าง โดยที่บางคนบอกว่าตายแล้วฟื้นก้มาเล่าให้ฟัง ดูแล้วก็ยังไม่แน่ชัด
โดย : เสรีชน - [ 21 พ.ค. 52 20:42:03 ]

ความคิดเห็นที่ : 8


ส่วนผมถ้าญาติตายผมจะทำบุญเกียบทุกวัน
โดย : ทราย - [ 10 ก.ค. 52 10:28:34 ]

ความคิดเห็นที่ : 9
ตายแล้วไปไหนหรอ.....ก้อพอทราบอยู่เหมือนกันแต่มันยาวอยู่น่ะ...ก่อนอื่นการที่เราจะเชื่อว่าตายแล้วไปไหนนั้น..ที่ที่จะไป..เป็นสิ่งที่พอจะเป็นไปได้ไม่ใช่นิยายหรือนิทานแต่มันต้องมีเหตุและผลและพอจะนึกออกได้ว่าจะเป็นไปได้หรือไม่ มนุษย์นั้นมี 4 โลก 1 โลกในครรมารดา 2 โลกที่เราอยู่ 3 โลกหลังความตาย 4 โลกแห่งการฟื้นคืนชีพ โดยโลกสุดท้ายนี้แหละเป็นโลกแห่งการสอบสวนถึงผลแห่งความดีและชั่ว และพระเจ้าหนึ่งเดียวเท่านั้นที่จะเป็นผู้สอบสอนโดยมีทหารของพระองค์คอยรับใช้อยู่โดยแต่ละคนจะมีบัญชีอยู่ 2 เล่มมีดีและไม่ดี โดยในสองเล่มนี้ทหารของพระเจ้าจะเป็นผู้จดบันทึกไว้ในโลกนี้แล้วซึ่งทหารของพระเจ้าจะไม่กินไม่นอน และแต่ละคนก้อจะมีทหารของพระเจ้าอยู่ 2 ท่านคอยจดบันทึกตลอด มนุษย์สิไม่คิดบ้างก้อคิดว่าพระเจ้าไม่มีจริง ถ้ามีมดตัวหนึ่งเกิดมาจากรังใต้ดินชีวิตของมันก้อไปจากรังออกหากินก้อคงไม่ถึง 2-3 ร้อยเมตรชีวิตของมันคงไม่มีโอกาสไปไกลกว่านี้ และมันก้อจะคิดว่าโลกไม่มีที่จบสิ้นแต่ที่จริงมันไม่ใช่เพราะความสามารถของมันไม่มีนั้นเองเพราะมันเป็นผู้ถูกสร้างให้เกิดมาและมันจะต่างอะไรกับมนุษย์ล่ะเราเป็นผู้ถูกสร้างเท่านั้นเราก้อจะคิดว่าโลกนี้จักรวาลนี้ไม่มีที่สิ้นสุด และมันจะต่างอะรัยกับมดที่ยกตัวอย่างมาล่ะ และอีกข้อที่เราคิดว่าจะฟื้นคืนชีพได้ไงใช่ป่ะ เหลือเชื่อ เป็นไปไม่ได้เอ้ามาดู...งั้นเราลองมานั่งคิดดูสิว่าเราเกิดมาทีเเรกยังไง เราเกิดมาจากน้ำหยดหนึ่งใช่ไหม (เราทำได้ก้อแค่มีเพศสัมพันเท่านั้นแต่เราแต่จะให้เป็นชายหรือหญิงนั้นไม่ได้) เราเกิดมาจากน้ำพี่น้องว่านี่มันมหัศจรรค์ไหม ไม่น่าเชื่อเนอะ แล้วพระเจ้าจะทำให้เราฟื้นทำมัยจะทำไม่ได้ ไปล่ะคับสงสัยอยากได้ไรก้อเมลมาได้ santi_ron@hotmail.com
โดย : สันติ - [ 19 ส.ค. 52 15:08:44 ]

ความคิดเห็นที่ : 10


ตายแล้วไปไหนนั่นอีกเรื่อง แต่ตายแล้วเป็นยังไงนี่สิน่าคิดนะ ตอนปฏิบัติมีอยู่ครั้งนึงระลึกได้ถึงสภาวะของความตายว่าเป็นอย่างไร อันนี้ไม่ยืนยันนะ เพราอาจเกิดขึ้นเฉพาะบุคคลก็เป็นได้ สิ่งที่เราได้คือสภาวะเรากำลังเป็นอยู่ณ.นั้น ลองหลับตาดู แล้วอยู่อย่างนั้นสักพักก็จะรู้ว่าถ้าเราตายแล้วจะไปยังไง ที่ไหน เราจะรู้ด้วยตัวของเราเองว่า ตอนนั้นจิตเราเป้นอย่างไหร่ โลภ อยู่ โกรธอยู่ หรือหลงอะไรอยู่หรือเปล่า นั่นแหละคือคำตอบ..........
โดย : ป้าพันปี - [ 14 ต.ค. 52 08:41:21 ]

ความคิดเห็นที่ : 11
จากที่ผมใช้ความคิดและเชื่อ1000000%นะครับ การตายคือการเป็น ศูนย์ครับคือการสบายแล้วนั้นเอง แต่ มันก้เหมือนการกลั่นแกล้งนะครับ ให้เราเกิดมามีความโลภ รัก หลง แล้วจะทิ้งยังไงนี้สิครับ มนุษย์เราเอ๋ยเกิดมาทำไม นิพพาลมีสุขอยู่ใยมิไป ตัณหาหนวงหนักหนวงซักหนวงไว้ ฉันไปมิได้ตัณหาผูกพันธ์ จากที่ผมนั้งนอนคิดเป็นเวลานานหลายๆปี และใช้สติปัญญาจากหลักความจริงที่พิสูจได้ ก็เป้นแบบนี้แหละ แหละการตายคือศูนย์ครับ
โดย : กสิกรง - [ 29 ธ.ค. 52 17:12:46 ]

ความคิดเห็นที่ : 12
ดีมากครับผม
โดย : น้องออฟ๊ - [ 08 ม.ค. 53 13:37:27 ]

ความคิดเห็นที่ : 13


การตายบางคนอาจจะหนีความทุกข์บางคนอาจถึงแก่กรรมบางคนกลัวความตายแต่ถ้าเจอทุกข์มากกกกกๆอาจจะนึกถึงความตายดาวก็เป็นคนหนึ่งที่อยากตายและอยากหาทางพ้นทุกข์ให้เร็วที่สุดแม่ดาวเป็นคนกดอารมณ์ไม่อยู่ดาวต้องเจ็บตัวอย่างรุนแรงทุกครั้งแล้วทุกครั้งที่เจ็บก็จะนึกอยากฆ่าตัวตายทุกคั้งอยากหนีความทุกไปไกลแม่ดาวเป็นคนไม่ฟังอะไรตอนนี้ดาวอยากตายแต่อยากให้แม่รู้ว่าดาวไม่เคยลืมบุญคุณแม่เลยดาวอยากถามว่าเคยมีคนเป็นแบบดาวบ้างไหม ข อ บ คุ ญ ค ะ
โดย : กาญจนา รัตนพันธุ์ - [ 29 มี.ค. 53 19:32:58 ]

ความคิดเห็นที่ : 14
ตาย แล้ว จะ เป็น ยัง ไง อ่ะ เรา ชอบ กลุ้ม เสมอ จน นอน ไม่ หลับ ใคร รุ้ ช่วย บอก หน่อย ได้ มั้ย? เรา ถาม แม่ ทุก คืน เลย กลุ้ม ! ! ! ! ! ! ! !! ! ! ! ! อ่า คร่า ช่วย บอก ที เถอะ ขอ ร้อง! ! !
โดย : faye ei ei - [ 04 เม.ย. 53 22:03:01 ]

ความคิดเห็นที่ : 15


ตายไปก็ต้องไปนรก ตั้น gfc
โดย : ตั้น - [ 25 มิ.ย. 53 22:15:56 ]

ความคิดเห็นที่ : 16
ตายแล้วทุกคนจะได้ขึ้นสวรรค์ไหมครับ
โดย : เอฟ - [ 19 ก.ย. 53 01:23:32 ]

ความคิดเห็นที่ : 17
ตายแล้วไปใหนอยู่ที่บาปบุญ
โดย : - [ 11 พ.ย. 53 10:25:57 ]

ความคิดเห็นที่ : 18
ตายแล้วไปไหน ผมหยากให้ทุกคนได้อ่านหนังสือ ตายไม่สูญแล้วไปไหน ของหลวงพ่อฤาษีลิงดำ วัดท่าซุง จังหวัดอุทัยธานี ท่านรู้จริงครับ ท่านเป็นพระโพธิสัตว์แต่ว่าตอนนี้ท่านไปนิพพานแล้ว ท่านตอ้งการช้วยสัตว์โลกให้พ้นทุกข์ ใครไม่อยากเวียนว่ายตายเกิดก็ไปหาอ่านได้ที่วัดท่าซุง จังหัวดอุทัยธานี โดยสั่งซื้อทางไปรษณีย์ สอบถามที่เบอร์ 056560560
โดย : จิระศัก0867548904 - [ 28 ธ.ค. 53 15:47:24 ]

ความคิดเห็นที่ : 19
ตายแล้วไปไหน ผมหยากให้ทุกคนได้อ่านหนังสือ ตายไม่สูญแล้วไปไหน ของหลวงพ่อฤาษีลิงดำ วัดท่าซุง จังหวัดอุทัยธานี ท่านรู้จริงครับ ท่านเป็นพระโพธิสัตว์แต่ว่าตอนนี้ท่านไปนิพพานแล้ว ท่านตอ้งการช้วยสัตว์โลกให้พ้นทุกข์ ใครไม่อยากเวียนว่ายตายเกิดก็ไปหาอ่านได้ที่วัดท่าซุง จังหัวดอุทัยธานี โดยสั่งซื้อทางไปรษณีย์ สอบถามที่เบอร์ 056502506(แก้ไขใหม่) หรือคลิกไปที่ www.luangporruesi.com/book/15.html
โดย : - [ 04 ม.ค. 54 15:28:54 ]

ความคิดเห็นที่ : 20
ผมคิดว่า คนเราตายไป อันดับแรก เจอกับความมืดมิดคับมองไปก้อไม่เห็นอะไรเลย ตามที่เพื่อนบอกมาคับ เพื่อนผมเป็นคน ที่กินเจมาหลายปี เค้ามีสำพัสพิเศษหรืออาจจะเรียกว่าสัมผัสที่6 ก้อว่าได้ แต่ส่วนตัวผม คิดว่า ไม่ว่า ถ้าเราเกิดมาทรมาร ตายก้อทรมาน เปนทุก ร่วมกับสุข แล้วจะเกิดกันมาทำไม เลือกได้ไหมที่จะ ไม่ ต้องเกิดแก่เจ๊บตาย ไม่มีทุกไม่ต้องสุข เพราะยิ่งสุขเท่าไรก้อยิ่ง อยกหาสุขเพิ่มมากขึ้น
โดย : เด็ก วิดวะ - [ 09 มี.ค. 55 18:06:57 ]

ความคิดเห็นที่ : 21
ตามหลักพระพุทธศาสนา มนุษย์ประกอบด้วยขันธ์ 5 ได้แก่กาย (ร่างกาย) เวทนา (ความรู้สึกในสุขทุกข์จากสัมผัสสิ่งที่มากระทบทางตาหูจมูกลิ้นกายใจ) สัญญา (ความจำได้หมายรู้ในสิ่งต่าง ๆที่ได้สัมผัส) สังขาร (ความนึกคิดปรุงแต่งสิ่งที่ได้ประสบมา) วิญญาน (การรู้ตัวในส่งต่าง ๆที่ได้สัมผัส) เมื่อตาย ขันธ์ 5 ที่ประกอบเป็นมนุษย์อยู่ ซึ่งกล่าวโดยย่อได้แก่ รูป-นาม (ขันธ์ที่ 1 กายขันธ์เป็นรูป ขันธ์ที่ 2-5 ที่เหลือดังกล่าวเป็นนาม) ก็จะแตกสลายไปตามเหตุปัจจัยแห่งกรรมที่ทำมาในช่วงที่ผ่านมา นอกจากนี้ขันธ์ 5 ยังเป็นไปตามกฏพระไตรลักษณ์ ได้แก่ อนิจจัง (ความไม่เที่ยง) และทุกขัง (การทนอยู่ไม่ได้) ของสังขธรรม (สิ่งที่อาศัยส่วนประกอบปรุงแต่ง) และอนัตตา (การไม่สามารถยึดถือได้ว่าเป็นของตัวของตน) ของธรรม (สิ่งซึ่งอาศัยส่วนประกอบปรุงแต่งรวมทั้งไม่ใช่สิ่งประกอบปรุงแต่งทั้งหลาย) อนึ่ง จิตซึ่งเป็นส่วนที่เป็นนามธรรมของสังขาร(ชีวิตร่างกาย) จะยังไม่สูญอาจต้องเวียนว่ายตายๆ เกิดๆ รับสุขและทุกข์อยู่ในวัฏฏะสงสาร จนกว่าจะหมดสิ้นกิเลส หรือปราศจาก อวิชชา (ความไม่รู้ในสิ่งที่เป็นจริงหรือสัจจะธรรม)ตัณหา (ความอยากได้อยากมีอยากเป็น) อุปทาน (การยึดติดอยากอยู่ในภพ) ที่จะเป็นผลทำให้จิตหลุดพ้นจากวัฏฏะการเวียนว่ายตายเกิดไม่มีที่สิ้นสุดจิตบริสุทธิ์หมดสิ้นกิเลสเข้าถึงนิพพานและพ้นทุกข์ได้อย่างเด็ดขาด ดังนั้นพระพุทธเจ้าจึงได้เตือนให้มนุษย์อย่าได้ประมาท จงดำรงเพื่อประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่น ทุกเวลาขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ในปัจจุบันเพื่อความหลุดพ้นจากทุกข์ จิตบริสุทธิ์ผ่องใสไม่ถูกกิเลสมาก่อกวนทำให้ธาตุขันธ์ต้องยึดติดอยู่ในวัฏฏะมีทุกข์กันต่อไปไม่สิ้นสุดจากทุกข์
โดย : iee - [ 20 เม.ย. 55 22:17:00 ]

ความคิดเห็นที่ : 22
สงสัยเหมือนกันค่ะว่าตายแล้วจะเป็นอย่างไร รูปร่างหน้าตาจะเหมือนตอนเป็นมนุษย์ไหม จะจำญาติและคนรู้จักได้ไหม จะได้เจอคนที่เราอยากเจอไหม ใครรู้ช่วยตอบทีนะคะ
โดย : ครูบุ๋ม อุตรดิตถ์ - [ 19 ส.ค. 55 17:16:01 ]


ร่วมแสดงความคิดเห็นกับคำถาม ที่นี่ค่ะ

ความคิดเห็น   : 
ชื่อ   : 
    
ไฟล์ประกอบ   :   (ขนาดไม่เกิน 200 Kb.)
    (นามสกุลไฟล์ .gif หรือ .jpg และ ความกว้างของรูปต้องไม่เกิน 620 pixels)

หมายเหตุ
: ความคิดเห็นของท่านเป็นกระทู้สาธารณะ หากมีข้อความหนึ่งข้อความใด ใช้ภาษาไม่สุภาพ ดูถูก หรือ ทำให้บุคคลอื่นให้เสียหาย หรือ กล่าวร้ายบุคคล หรือ หน่วยงานอื่น ๆ อย่างไม่มีหลักฐานหรือที่มาที่ไป และ เป็นข้อความที่ขัดต่อศีลธรรมอันดี กฎหมายของบ้านเมือง ทาง Webmaster ขอลบกระทู้ดังกล่าวได้โดยไม่มีเงื่อนไขใด ๆ