ศิลปวัฒนธรรม
/ โขน / หน้าแรก
ศิลปวัฒนธรรม
ชมการแสดงโขน
กำเนิดโขน

โขน เป็นศิลปะการแสดงชั้นสูงของไทยที่มีความสง่า งาม อลังการและอ่อนช้อย การแสดงประเภทหนึ่งที่ใช้ท่ารำ ตามแบบละครใน แตกต่างเพียงท่ารำที่มีการเพิ่มตัวแสดง เปลี่ยนทำนองเพลงที่ใช้ในการดำเนินเรื่องไม่ให้เหมือนกับ ละคร แสดงเป็นเรื่องราวโดยลำดับก่อนหลังเหมือนละครทุก ประการ ซึ่งไม่เรียกการแสดงเหล่านี้ว่าละคร แต่เรียกว่าโขน แทน มีประวัติยาวนานตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ...

ประเภทโขน

โขนมักนิยมแสดงเป็นมหกรรมบูชาเจ้านายชั้นสูงเช่น แสดงในงานถวายพระเพลิงพระบรมศพหรือพระศพ แสดงเป็นมหรสพสมโภชเช่น ในงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษก และแสดงเป็นมหรสพเพื่อความบันเทิง นิยมแสดงเพียง 3 ประเภทคือ โขนกลางแปลง โขนหน้าจอและโขนฉาก ต่อมาภายหลังเมื่อมีความต้องการในการแสดงมากขึ้น โขนจึงมีวิวัฒนาการพัฒนาเป็นลำดับ แบ่งเป็น 5 ประเภท คือ ...

โขนในพระราชสำนัก

ในสมัยโบราณข้าราชการ มหาดเล็กที่รับราชการในสำนักพระราชวัง มักได้รับการพิจารณาคัดเลือกให้ ฝึกหัดแสดงโขน เนื่องจากโขนนั้นถือเป็นการละเล่นของผู้มียศถาบรรดาศักดิ์ ใช้สำหรับแสดงในงาน พระราชพิธีเท่านั้น ทำให้ต้องมีการคัดเลือกผู้แสดงที่มีความสามารถ ฉลาดเฉลียว จดจำและฝึกหัดท่ารำ ท่าเต้นต่าง ๆ ให้เข้าใจได้โดยง่าย ดังคำสันนิษฐานของสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ความว่า

"บางทีเกิดมี 'กรมโขน' ขึ้นจะมาแต่การเล่นดึกดำบรรพ์ ในพระราชพิธีอินทราภิเษกนี้เอง โดยทำนองจะมีพระราชพิธีอื่นอันมีการเล่นแสดงตำนานเนืองๆ จึงเป็นเหตุให้ฝึกหัดโขนหลวงนี้ขึ้นไว้ สำหรับเล่นในการพระราชพิธี และเอามหาดเล็ก หลวงมาหัดเป็นโขนตามแบบแผน ซึ่งมีอยู่ในตำราพระราชพิธีอินทราภิเษก"

ลักษณะบทโขน

ในการแสดงโขน เมื่อเริ่มแสดงวงปี่พาทย์จะ บรรเลงเพลงโหมโรง เป็นเพลงเปิด เมื่อจบเพลง จึงจะเริ่มการแสดง ดำเนินเรื่องโดยใช้คำพากย์และ คำเจรจาเป็นหลัก การเล่นโขนแต่เดิมไม่มีบทร้อง ของผู้แสดงเหมือนละครใน ผู้แสดงทุกคนในสมัย โบราณต้องสวมหัวโขน ยกเว้นตัวตลกที่ใช้ใบหน้า จริงในการแสดง

บทละครสำหรับแสดงโขน

รามเกียรติ์คำฉันท์ เป็นบทละครที่ไม่ปรากฏ หลักฐานว่าแต่งขึ้นในสมัยใด แต่งขึ้นสำหรับใช้ใน การแสดงหนังใหญ่ จากจดหมายเหตุลาลูแบร์ที่มี การบันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับโขน ทำให้สามารถระบุ ได้ว่าการแสดงโขนนั้น ต้องมีมาแต่ก่อนในสมัย สมเด็จพระนารายณ์มหาราช ปัจจุบันต้นฉบับคำฉันท์ สูญหายไปเกือบหมดตามกาลเวลา

การคัดเลือกและฝึกหัดโขน

ตัวลิง

การคัดเลือกตัวลิงสำหรับการแสดง จะคัดเลือกผู้ที่มีลักษณะท่าทางไม่สูงมากนัก กิริยาท่าทางคล่องแคล่วว่องไวตามแบบฉบับของลิง มีการดัดโครงสร้างของร่างกายให้อ่อน ซึ่งลีลาท่าทางของตัวลิงนั้นจะไม่อยู่นิ่งกับที่ ตีลังกาลุกลี้ลุกลนตามธรรมชาติของลิง สำหรับผู้ที่จะหัดเป็นตัวลิงนั้น ตามธรรมเนียมโบราณมักเป็นผู้ชาย โดยเริ่มหัดตั้งแต่อายุ 8-12 ขวบ

เครื่องแต่งกายและเครื่องประดับ

ศิราภรณ์

ศิราภรณ์หรือเครื่องประดับ มาจากคำว่า "ศีรษะ" และ "อาภรณ์" หมายความถึงเครื่องประดับสำหรับใช้สวมใส่ศีรษะเช่น ชฎามงกุฎ ซึ่งเป็นชื่อเรียกเครื่องประดับศีรษะละครตัวพระ ที่มี วิวัฒนาการมาจากการโพกผ้าของพวกชฏิล ชฏาที่ใช้ในการ แสดงโขนละครในปัจจุบัน ช่างผู้ชำนาญงานมักจะนิยมทำเป็นแบบมีเกี้ยว 2 ชั้น มีกรอบหน้า กรรเจียกจร ติดดอกไม้ทัด ดอกไม้ ร้าน ประดับตามชั้นเชิงบาตร ซึ่งลักษณะของชฏานี้ เป็นการจำลอง รูปแบบมาจากพระชฏาของพระมหากษัตริย์ในสมัยรัตนโกสินทร์

หัวโขน

หัวโขนเป็นงานศิลปะชั้นสูง ใช้สำหรับสวมครอบศีรษะปิดบังส่วน หน้าของผู้แสดงอย่างมิดชิด เป็นศิลปวัตถุประเภทประณีตศิลป์ และงาน ศิลปะที่ได้ รับการสร้างสรรค์ขึ้นอย่างวิจิตรตระการตาเช่นเดียวกับเครื่องแต่งกาย ประณีตบรรจงตามแบบช่างไทย มีรูปลักษณะสวยงาม ลักษณะคล้ายหน้ากาก แตกต่างตรงที่เป็นการสร้างจำลองรูปทรงใบหน้า และศีรษะทั้งหมด เจาะช่องเป็นรูกลมที่นัยน์ตาของหัวโขนให้ตรงกับ นัยน์ตาของผู้แสดงเพื่อการมองเห็น

การแต่งหน้าโขน

การแต่งหน้า เป็นอีกหนึ่งสิ่งสำคัญ สำหรับนักแสดงโขนที่ไม่ได้สวมหัวโขน จากข้อมูลในสมุดภาพการต่างหน้าโขน ตามพระราชดำริ ในสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้บอกเล่าวิธีการแต่งหน้าโขน "แนวพระราชนิยม" เป็นการแต่งหน้าโขนตามพระราชเสาวนีย์ของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ

ภาษาโขน

ภาษาโขน เป็นการที่ผู้แสดงใช้ท่าเต้นท่ารำต่างๆ เพื่อให้สื่อผู้ชมได้รู้ถึงบทบาทนั้น ๆ เพื่อให้เกิดความ สนุกสนาน ภาษาโขนโดยทั่วไปมีลักษณะคล้ายกับ ภาษาที่ใช้ในชีวิตประจำวัน เพียงแต่ไม่สามารถสื่อสาร ออกมาด้วยน้ำเสียงได้ จึงใช้ท่าทางและอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกายเช่น ลำตัว มือ แขน ขา เท้า ไหล่ คอ ใบหน้าและศีรษะ ประกอบอากัปกิริยาแทน ทำให้ สามารถสื่อสารภาษาและรู้ถึงความหมายนั้น ๆ ได้ ซึ่งท่าทางบางอย่างของภาษาโขนบ่งบอกความหมายได้ดีกว่าการออกเสียงเช่น เมื่อต้องการปฏิเสธจะส่าย ศีรษะ

ประเพณีไหว้ครูและความเชื่อ

ในพิธีไหว้ครูจะมีการนำหัวโขนหรือศีรษะครู ที่เป็นเสมือนตัวแทนของครูแต่ละองค์มาตั้งประกอบ ในพิธี การจัดตั้งหัวโขนต่าง ๆ มีหลายรูปแบบเช่น การตั้งแบบรวมกับพระพุทธรูป แบ่งเป็นแบบ 12 หน้า 10 หน้า 8 หน้า 6 หน้า 4 หน้าและ 2 หน้า มีการเปลี่ยนแปลงจำนวนของหัวโขนตามแต่รูปแบบในการตั้ง นอกจากการตั้งแบบรวมกับพระพุทธรูป แล้ว ยังมีการตั้งหัวโขนแบบพระพุทธรูปแยกระหว่าง หัวโขนต่างหาก

Your browser is out-of-date!

Update your browser to view this website correctly.Update my browser now

×