เกษตรกรต้นแบบ
"ประยูร กาญจนารี...เจ้าของแหล่งผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวหอมมะลิ 105 ไร้สารพิษ"
คุณประยูร กาญจนารี  จ. อำนาจเจริญ ปี 2552

นางประยูร กาญจนารี ผู้ก่อตั้งศูนย์เรียนรู้ครูเกษตรกร หรือ ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติฟ้าห่วน-คนลือ ซึ่งเป็นโรงเรียนถ่ายทอดความรู้ให้กับเกษตรกร เพื่อให้สามารถพึ่งพาตนเองได้โดยยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง มุ่งเน้นเรื่องการทำเกษตรผสมผสาน กิจกรรมการอนุรักษธ์รรมชาติ การทำเกษตรปลอดสารพิษ การคัดเมล็ดพันธุ์ข้าว และการเพาะถั่วงอกเพื่อสร้างรายได้ บนพื้นที่กว่า 20 ไร่ ซึ่งเดิมเป็นที่นา แม่ประยูรได้จัดสรรให้เป็นศูนย์เรียนรู้ครบวงจร มีฐานความรู้ต่างๆที่หลากหลาย ถ่ายทอดองค์วามรู้เรื่องการลดรายจ่าย ลดการใช้สารเคมี ส่งเสริมให้สมาชิกทำผลิตภัณฑ์ใช้เอง ทำให้ปัจจุบันมีหน่วยงานเข้ามาให้การสนับสนุน จัดฝึกอบรมกลุ่มผู้สนใจด้านนี้ ซึ่งจากการทำงานด้านการเกษตรอย่างต่อเนื่อง ทำให้แม่ประยูรได้รับเชิญไปเป็นวิทยากรบรรยายให้กับเกษตรกรและนักเรียนนักศีกษาเป็นประจำ หากเกษตรกรท่านไหนสนใจการทำเกษตรแบบผสมผสมผสาน โดยยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง สามารถเดินทางไปศึกษาดูงานที่นี่ได้เลย ทางศูนย์ฯยินดีต้อนรับทุกท่านที่มาเยือน

หลักคิดและการใช้ชีวิต

...

ความสามารถอันโดดเด่น

1. การทำน้ำหมักสมุนไพรหอมระเหย

วัตถุดิบ :
1. ใบกะเพรา, ใบโหรพา, ใบเตย, ตะไคร้หอม และพืชสมุนไพรที่มีน้ำมันหอมระเหยทุกชนิดรวบรวมกันให้ได้ 3 ส่วน
2. หัวเชื้อจุลินทรีย์ 1 ส่วน
3. กากน้ำตาล 1 ส่วน
4. น้ำ 10 ส่วน

วิธีการทำ :
น้ำสมุนไพรทั้งหมดมาสับให้ละเอียด จากนั้นใส่ลงในถังหมัก เติมกากน้ำตาล หัวเชื้อจุลินทรีย์ จากนั้นคลุกเคล้าส่วนผสมให้เข้ากัน แล้วเติมน้ำลงไปพอท่วมวัตถุดิบ จากนั้นหมักทิ้งไว้ประมาณ 7 วัน ก็สามารถนำไปใช้ได้

ประโยชน์/การนำไปใช้ :
ให้กรองเอาน้ำหมักสมุนไพรหอมระเหยเข้มข้น มาเจือจางกับน้ำใน อัตรา 1:1,000 (20 ซีซี/น้ำ 20 ลิตร) แล้วนำไปฉีดพ่นให้ทั่ว น้ำหมักจะช่วยเปลี่ยนกลิ่นของต้นข้าว เพื่อป้องกันไม่ให้แมลงไปกัดกินทำลาย โดยสามารถใช้ได้ตั้งแต่ต้นกล้าจนถึงข้าวออกรวง

2. น้ำหมักชีวภาพจากสมุนไพรรสจืด

วัสดุ/อุปกรณ์ :
1. สมุนไพรรสจืด 3 กิโลกรัม
2. กากน้ำตาล 1 กิโลกรัม
3. หัวเชื้อจุลินทรีย์ 1 ลิตร
3. น้ำเปล่า 10 ลิตร
5. ถังหมักแบบมีฝาปิดมิดชิด

วิธีทำ :
1. นำสมุนไพรที่มีรสจืดอย่างใดอย่างหนึ่ง มาสับละเอียด
2. ละลายกากน้ำตาลในน้ำ ในอัตราส่วน กากน้ำตาล 1 กิโลกรัม ต่อน้ำสะอาด 10 ลิตร
3. นำสมุนไพรที่สับละเอียดแล้วใส่ลงไปในถังหมัก แล้วเทน้ำหมักชีวภาพ และน้ำที่ผสมกับกากน้ำตาลตามลงไป คนให้เข้ากัน จากนั้นปิดฝาให้สนิท นำไปตั้งไว้ในที่ร่ม ประมาณ 7 วัน ก็สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้

การนำไปใช้ :
กรองเอาเฉพาะน้ำหมักมาผสมกับน้ำ ในอัตราส่วน น้ำหมัก 1 ลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร นำไปฉีดพ่นในนาข้าวให้ทั่ว ช่วงเช้าหรือเย็น อาทิตย์ละครั้ง โดยสามารถใช้ปรับสภาพดินก่อนการทำนา หรือช่วงที่ปลูกข้าวไปแล้วก็ได้

ประโยชน์ :
นำไปใช้เป็นปุ๋ยน้ำ เพื่อปรับปรุงบำรุงดิน ทำให้ดินในนาข้าวมีความร่วนซุย โปร่ง ดินไม่แข็ง
หรือจะนำไปใช้ในการบำบัดน้ำเสียในบ่อเลี้ยงปลาก็สามารถทำได้เช่นกัน โดยให้เอาน้ำหมักสมุนไพรรสจืด ไปสาดลงในบ่อปลา ตามความเหมาะสม ประมาณ 15 วันครั้ง จะช่วยปรับสภาพน้ำ ทำให้น้ำในบ่อเลี้ยงปลาไม่เน่าเสีย อีกทั้งยังช่วยให้ปลามีสุขภาพดีอีกด้วย

หมายเหตุ : สมุนไพรรสจืด เช่น ใบข้าว ใบกล้วย รางจืด ผักตบชวา ผักบุ้ง ฯลฯ

3. น้ำหมักสมุนไพรสูตรบำรุง และป้องกันกำจัดโรค แมลงศัตรูข้าว

วัตถุดิบ :
1. พืชสมุนไพร เช่น ตะไคร้หอม, ใบมะกรูด, บอระเพ็ด, ใบชะพลู, ใบยูคาลิปตัส, หัวข่า, หัวมันสำปะหลังจำนวน 1 กิโลกรัม
2. ผลไม้สุก เช่น มะม่วง, มะละกอ, ฟักทองแก่จัด, กล้วยน้ำว้า จำนวน 1 กิโลกรัม
3. น้ำหมักชีวภาพเข้มข้น เช่น EM,น้ำหมักหอยเชอรี่,น้ำหมักเศษปลา จำนวน 1 ลิตร
4. กากน้ำตาล จำนวน 1 กิโลกรัม
5. น้ำสะอาด 10 ลิตร

วิธีการทำ :
- นำพืชสมุนไพร รวมกันให้ได้ 1 กิโลกรัม มาสับเป็นชิ้นเล็กๆ
- นำผลไม้สุก รวมกันให้ได้ 1 กิโลกรัม มาสับพอหยาบ
- นำพืชสมุนไพร ผลไม้สุก มาคลุกเคล้ากับกากน้ำตาล และน้ำหมักชีวภาพเข้มข้นที่เตรียมไว้ โดยให้คลุกเคล้าส่วนผสมทั้งหมดในกะละมังพลาสติกให้เข้ากันดีก่อน จากนั้นจึงนำไปเทลงในถังหมัก ปิดฝาให้สนิท ตั้งทิ้งไว้ในร่มเป็นเวลา 7 วัน
- เมื่อหมักครบ 7 วัน ให้เปิดฝาถังหมักเติมน้ำสะอาดลงไปอีก 10 ลิตร จากนั้นปิดฝาถังให้สนิท หมักต่อไปอีกจนครบ 1 เดือน โดยช่วงที่หมักให้เปิดฝาถังคนทุกๆ 7 วัน
- หลังจากหมักครบ 1 เดือน ให้เปิดฝาถังดูจะพบว่ามีฝ้าสีขาวเกิดขึ้นบนผิวน้ำ แสดงว่าน้ำหมักสมุนไพรสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ แต่ถ้าไม่มีฝ้าสีขาวเกิดขึ้น แสดงว่ากระบวนการหมักยังไม่เสร็จสมบูรณ์ ให้เติมกากน้ำตาลงไปอีก 1-2 กิโลกรัม แล้วหมักต่อจนกว่าจะเกิดฝ้าสีขาว จึงจะสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้

การต่อเชื้อน้ำหมักสมุนไพรเพื่อนำไปใช้ :
หัวเชื้อน้ำหมักสมุนไพร 3 ช้อนโต๊ะ + กากน้ำตาล 3 ช้อนโต๊ะ + น้ำสะอาด 20 ลิตร ผสมให้เข้ากัน จากนั้นสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ทันที

การนำไปใช้ :
- นำไปฉีดพ่นเพื่อบำรุงต้นข้าวทุกๆ 15 วัน ในตอนเช้า หรือ เย็น ช่วงแดดอ่อนๆ โดยสามารถใช้ได้ตั้งแต่ระยะกล้า ระยะแตกกอ ระยะสร้างข้อปล้อง ให้หยุดใช้เมื่อข้าวเข้าสู่ระยะออกดอก เพื่อให้ข้าวผสมเกษร และฉีดพ่นอีกครั้งเมื่อข้าวอยู่ในระยะน้ำนม
- ในช่วงที่มีปัญหาโรค และแมลงศัตรูข้าว ให้ฉีดพ่นทุกๆ 7 วัน ต่อเนื่องกัน 3 ครั้ง ในตอนเช้าหรือเย็น ช่วงแดดอ่อนๆ เพื่อให้ข้าวต้านทานต่อโรค และแมลงศัตรูข้าว

ประโยชน์ :
- เป็นฮอร์โมนบำรุงข้าวช่วงเจริญเติบโตทางลำต้น ทำให้ข้าวแตกกอดี ต้นข้าวแข็งแรง ทั้งราก ลำต้น และใบ
- ช่วยบำรุงข้าวช่วงสร้างเมล็ด ทำให้ข้าวเต็มเมล็ด น้ำหนักดี เมล็ดไม่ลีบ
- เป็นสารสมุนไพรป้องกันกำจัดโรคและแมลงศัตรูข้าว โดยเฉพาะโรคที่เกิดจากเชื้อราที่มักเกิดในช่วงฤดูฝน และแมลงศัตรูข้าว เช่น เพลี้ย บั่ว หนอน เป็นต้น
- ช่วยลดต้นทุนการผลิตได้เป็นอย่างดี เนื่องจากเน้นใช้วัตถุดิบที่หาง่ายในท้องถิ่น

4. เทคนิคการทำน้ำหมักสมุนไพรรสเบื่อเมา

วัตถุดิบ :
1. หัวกลอย 3 ส่วน
2. กากน้ำตาล 1 กิโลกรัม
3. น้ำสะอาด 10 ลิตร

วิธีทำ :
-นำหัวกลอยสดมาสับเป็นชิ้นเล็ก ให้ได้ปริมาณ 3 กิโลกรัม เตรียมไว้
-ละลายกากน้ำตาล 1 ลิตร ใส่น้ำ 10 ลิตร เทลงในถังพลาสติกมีฝาปิด
-จากนั้นเทหัวกลอยที่สับเป็นชิ้นแล้ว ตามลงไปในถังที่เตรียมไว้
-ปิดฝาถังให้สนิท ตั้งในที่ร่ม 30 วัน ก็สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้

การนำไปใช้ :
- ใช้ในอัตราส่วนเดียวกันสำหรับพืชผัก นาข้าว และไม้ผลทุกชนิด คือ
- น้ำหมัก 1 ลิตร+น้ำเปล่า 20 ลิตร ฉีดพ่นให้ทั่ว
- ถ้าเป็นพืชผักทั่วไปฉีดพ่นทุก 3 วัน / ถ้าเป็นไม้ผลฉีดพ่นทุก 7 วัน

ประโยชน์ : ฆ่าเพลี้ย, หนอน และแมลงในนาข้าวและพืชผักทุกชนิด

5. การทำปุ๋ยหมักชีวภาพเอนกประสงค์

วัตถุดิบ :
- มูลสัตว์ 1 กระสอบ
- แกลบดำ 1 กระสอบ
- แกลบดิบ 1 กระสอบ
- พืชสด 1 กระสอบ
- รำอ่อน 2 กิโลกรัม
- น้ำหมักชีวภาพ 5 ช้อนโต๊ะ
- กากน้ำตาล 5 ช้อนโต๊ะ
- น้ำเปล่า 10 ลิตร

วิธีทำ :
- นำน้ำหมัก+ กากน้ำตาล + น้ำเปล่าผสมกันใส่ถังน้ำแล้วตั้งไว้ก่อน
- นำส่วนผสมที่เหลือทั้งหมดมาคลุกเคล้าให้เข้ากัน
- นำน้ำหมักที่ผสมกันแล้วราดลงให้ทั่วกองปุ๋ย ใช้บัวรดน้ำค่อยๆราดลงไป จนกองปุ๋ยได้ความชื้นเหมาะสมที่ 60% นั่นคือ กำดูแล้วปุ๋ยเป็นก้อนไม่แตก และไม่มีน้ำไหลออกมาตามง่ามนิ้วมือ ก็ถือว่าได้ความชื้นที่เหมาะสมแล้ว
- จากนั้นตักปุ๋ยใส่กระสอบในปริมาณ 3 ส่วน 4 ของกระสอบแล้วตั้งเรียงกองไว้ไม่เกิน 5 ชั้น โดยใช้ไม้รองพื้นก่อนวางกระสอบปุ๋ยด้วย โดยต้องตั้งกระสอบปุ๋ยไว้ในที่ร่มหรือโรงเรือนที่เหมาะสม
- ในระยะ 7 วันแรก ปุ๋ยจะมีความร้อนสูง ต้องพลิกกระสอบปุ๋ยทุก 2 – 3 วัน
- จนครบ 15 วันขึ้นไป ปุ๋ยเย็นแล้วจึงนำไปใช้ได้

อัตราส่วนในการผสมน้ำหมักชีวภาพ :
- นำกากน้ำตาล 5 ช้อนโต๊ะ ลงผสมกับน้ำหมัก 5 ช้อนโต๊ะ ต่อน้ำ 10 ลิตร สามารถใช้น้ำเปล่า,น้ำซาวข้าว หรือน้ำมะพร้าวแทนได้ เพราะน้ำซาวข้าวและน้ำมะพร้าวนี้ จะเป็นอาหารที่ดีให้กับ จุลินทรีย์ด้วย จากนั้นคนให้เข้ากันแล้วนำไปราดบนกองปุ๋ยหมัก โดยจะใส่มากหรือน้อยก็ได้ตามความต้องการ

การใส่ปุ๋ยหมักสำหรับพืชแต่ละชนิด :
1. สำหรับข้าวนาหว่าน
- ใส่นาหว่านช่วงเตรียมพื้นที่เพาะปลูก ในอัตรา 100 กิโลกรัม/ไร่
2. สำหรับข้าวนาดำ
- หว่านช่วงเตรียมกล้า อัตรา 25 -50 กิโลกรัม/ไร่
- หว่านช่วงเตรียมกล้าพื้นที่เพาะปลูก อัตรา 100 กิโลกรัม/ไร่ หลังการเก็บเกี่ยวเดือนธันวาคม –มกราคม แล้วไถกลบ
- ถ้าไม่หว่านปุ๋ยหมัก หลังเก็บเกี่ยวข้าวให้หว่านในช่วงเดือน เมษายน – พฤษภาคม ในอัตรา 100 – 150 กิโลกรัม/ไร่ แล้วไถกลบ
- ประโยชน์ คือ จะทำให้ข้าวไม่ลีบ หนอนกอและโรคข้าว จะค่อยๆหมดไป
3.สำหรับไม้ผล
- ช่วงปลูกให้เตรียมดินรองก้นหลุมในอัตรา 1 กิโลกรัม/หลุม
- ช่วงก่อนให้ผลผลิตให้หว่านรอบทรงพุ่ม อัตรา 1-3 กิโลกรัม/ต้น ทุก 3 – 4 เดือน
- ช่วงให้ผลผลิต ใช้หว่านรอบทรงพุ่ม อัตรา 5 – 10 กิโลกรัม/ต้น/ปี โดยแบ่งให้เป็นระยะ ขึ้นอยู่กับชนิดและอายุของพืช
4.สำหรับไม้ดอกไม้ประดับ
- ผสมดินช่วงเตรียมแปลง ในอัตรา 1 กิโลกรัม/ 1 ตารางเมตร
- ผสมดินใส่กระถาง ในอัตรา ดิน 2 ส่วน ปุ๋ยหมัก 1 ส่วน
5.สำหรับพืชผักสวนครัว
- ผสมเตรียมแปลงในอัตรา 1 กิโลกรัม / 1 ตารางเมตร
- โรยปุ๋ยหมักผิวหน้าแปลง หลังการปลูก 7 วัน อัตรา 2 – 3 กำมือ / 1 ตารางเมตร
6.สำหรับบ่อเลี้ยงกุ้ง
- หว่านปุ๋ยหมักในขั้นตอนการตากบ่อ ในอัตรา 100 กิโลกรัม/ไร่ ในขณะที่ดินหมาดๆ

6. เทคนิคการทำน้ำข้าวกล้องงอก

วัตถุดิบ :
- ข้าวกล้องงอกเจ้า จำนวน 1 ถ้วยตวง
- ข้าวกล้องงอกเหนียว จำนวน 0.5 ถ้วยตวง
- ถั่วเหลืองแช่น้ำ จำนวน 2 ช้อนโต๊ะ
- งาดำ จำนวน 2 ช้อนโต๊ะ
- น้ำตาล จำนวน 1 ถ้วยตวง
- น้ำเปล่า จำนวน 1,400 มิลลิลิตร

อุปกรณ์ :
- เครื่องปั่นสำหรับทำน้ำข้าวกล้องงอก 1 เครื่อง
- เหยือกน้ำขนาด 250 มิลลิลิตร 1 ใบ
- กระชอนสำหรับกรอง 1 อัน
- ทัพพีสำหรับคน 1 อัน

วิธีการทำ :
- นำส่วนผสมทุกอย่างลงในเครื่องปั่นยกเว้นน้ำตาลทราย และเครื่องปั่นนั้นต้องเป็นเครื่องปั่นเฉพาะที่ใช้สำหรับทำน้ำข้าวกล้องงอกเท่านั้น จากนนั้นเครื่องปั่นก็จะทำงานเองประมาณ 20 นาทีก็เสร็จ
- เมื่อปั่นน้ำข้าวกล้องงอกเสร็จแล้ว เทออกจากเครื่องปั่นโดยผ่านกระชอนกรองลงในเหยือกน้ำ จะได้ปริมาณน้ำข้าวกล้องประมาณ 1,300 มิลิลิตร
- กรองเสร็จแล้วจึงเทน้ำตาลทรายจำนวน 1 ถ้วยตวงลงไป หรือปรุงรสตามใจชอบ แล้วคนให้เข้ากันอีกครั้ง รอให้น้ำข้าวกล้องงอกอุ่นก่อนจึงดื่มได้

ประโยชน์ของน้ำข้าวกล้องงอก :
1. ช่วยให้ผ่อนคลาย นอนหลับได้ดี
2. ช่วยกระตุ้นฮอร์โมนที่ช่วยในการเจริญเติบโต เหมาะสำหรับเด็กที่กำลังเจริญเติบโต
3. ให้เกิดการ สร้างเนื้อเยื่อ กล้ามเนื้อเกิดความกระชับ ป้องกันไขมัน
4. ป้องกันการทำลายสมอง สาเหตุของโรคสูญเสียความทรงจำ
5. มีการนำสาร GABA มาใช้ในวงการแพทย์ เพื่อการรักษาโรค เกี่ยวกับระบบประสาทต่างๆ หลายโรค เช่น โรควิตกกังวล โรคนอนไม่หลับ โรคลมชัก
6. มีสารต้านอนุมูลอิสระที่ดีกว่าวิตามินซี ดี และ เบต้าแคโรทีน
7. มีวิตามินอี และ บีรวม
8. แอนโทไซยานิน ช่วยลบล้างสารที่ก่อมะเร็ง ออกฤทธิ์ทางขยายหลอดเลือด หลอดเลือดมีความอ่อนนิ่ม ลดไขมันแอลดีแอล ช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจ และ อัมพาต

เกียรติประวัติและผลงาน

- เกษตรกรสำนึกรักบ้านเกิด ปี 2552
- ปราชญ์ชาวบ้าน ปี 2550
- ได้รับรางวัลการจัดการแปลงนาดีเด่น จากศูนย์ขยายพันธุ์พืชอุบลราชธานี ปี 2549
- เป็นวิทยากรอาสาด้านเกษตรกรพันธุ์ใหม่
- ปราชญ์เกษตรของแผ่นดิน สาขาปราชญ์เกษตรผู้นำชุมชนและเครือข่าย จากสำนักงานเกษตรและสหกรณ์ จ.อำนาจเจริญ
- ประธานศูนย์เรียนรู้ปราชญ์ชาวบ้าน
- ผู้ก่อตั้ง ศูนย์เครือข่ายกสิกรรมธรรมชาติฟ้าห่วน-คนลือ
- ผู้ก่อตั้ง ศูนย์ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวบ้านฟ้าห่วน

ประยูร กาญจนารี
ข้อมูลการติดต่อ

46 ม.6 ต.ไร่ขี อ.ลืออำนาจ จ.อำนาจเจริญ 37000

เรื่อง/ภาพโดย: ทีมงานรักบ้านเกิด
   
Your browser is out-of-date!

Update your browser to view this website correctly.Update my browser now

×