--------- ภูมิปัญญาเกษตรกรไทย > การปลูกพืช > พืชผัก
 

การเพาะเห็ดฟางในโรงเรือน

จำนวนคนอ่าน 4,700 คน     พิมพ์หน้านี้
การเพาะเห็ดฟางเป็นอาชีพที่ได้รับความสนใจจากหลายๆท่านเนื่องจากมีราคาดี เป็นที่ต้องการของผู้บริโภค นอกจากนี้ยังเพาะได้ง่ายและมีต้นทุนต่ำอีกด้วย โดยทั่วไปการเพาะเห็ดฟางมักจะทำได้หลายวิธี คุณประเสริฐ ดอนอามาต เกษตรกรที่เพาะเห็ดฟางมายาวนานได้ให้คำแนะนำในการเพาะเห็ดฟางในโรงเรือนดังนี้


เห็ดฟาง

การทำโรงเรือน
- ปลูกแบบหลังคาทรงหน้าจั่ว
- กว้าง 5.80 เมตร ยาว 6.80 เมตร สูงจากพื้นถึงชายล่างของหลังคา 2.50 เมตรและสูงจากพื้นถึงยอดบนสุดของหลังคา 3.50 เมตร
- ประตูหน้า-หลัง ด้านละ 2 บานกว้าง 0.75 เมตร สูง 1.75 เมตร บนประตูทั้ง 4 บาน ทำหน้าต่างกว้างเท่ากับประตู สูง30 เซนติเมตร
- พื้นโรงเรือน อาจเทคอนกรีตหรือไม่เทก็ได้ถ้าจะเทคอนกรีตจะต้องเว้นเป็นช่องใต้ชั้นไว้เพื่อให้โรงเรือนได้รับอุณหภูมิและความชื้นจากดินแต่ถ้าไม่เทคอนกรีตอาจใช้หินคลุกอัดให้แน่นแทนก็ได้

ชั้นสำหรับวางวัสดุเพาะ
- ควรใช้เสาคอนกรีตหรือไม้ไผ่ก็ได้ (เพื่อความคงทนและป้องกันปลวก) ส่วนอื่นๆควรใช้ไม้ไผ่เพียงอย่างเดียว ห้ามใช้ท่อประปาและท่อ พี.วี.ซี.เพราะอาจจะเคลือบสารเคมีที่เป็นอันตรายต่อการเกิดดอกเห็ดได้
- พื้นของชั้นปูด้วยไม้ไผ่ (ไม้รวก) ห่างกันประมาณ 5-10 เซนติเมตร
เครื่องมือวัดอุณหภูมิในโรงเรือน
- ใช้เทอร์โมมิเตอร์ชนิดที่มีสเกลวัดเป็นองศาเซลเซียส 1-2 อัน
หม้อต้มผลิตไอน้ำเพื่อฆ่าเชื้อโรคในโรงเรือน
ใช้ถังน้ำขนาด 200 ลิตรวางถังนอนบนเตา (ที่ทำขึ้นเอง) คู่กัน หันด้านที่เปิดฝาขึ้นด้านบน (ฝาเกลียวเล็กๆ)ต่อท่อหัวเกลียวที่มีขนาดเท่ากับฝาถัง (ประมาณ 2 นิ้ว) ออกมา ทำที่สำหรับเติมน้ำแล้วใช้สายยางต่อจากท่อเหล็กไปยังโรงเรือน โดยให้สามารถเคลื่อนที่ไปได้ทุกโรงเรือนไอน้ำจะออกจากถังต้มผ่านท่และสายยางไปเข้าโรงเรือนเพื่อฆ่าเชื้อต่างๆที่เป็นอันตรายต่อการเกิดดอกเห็ดหม้อต้มอาจดัดแปลงทำได้หลายแบบแล้วแต่ทุนมากหรือน้อย ส่วนเชื้อเพลิงอาจใช้ฟืน แก๊สน้ำมัน หรือเชื้อเพลิงอาจใช้ฟืน แก๊ส น้ำมัน หรือเชื้อเพลิงอย่างอื่นแล้วแต่จะหาได้แต่ต้องเป็นเชื้อเพลิงที่ให้ความร้อนสูง

เห็ดฟาง


วิธีการหมัก
1. เมื่อได้ทะลายปาล์มมา ถ้ายังไม่ได้รดน้ำให้คลุมทะลายปาล์มไว้ก่อนแต่ถ้าพร้อมที่จะลดน้ำก็หมัก ทะลายปาล์มโดยการใส่ กากน้ำตาล 1 ช้อนโต๊ะ EM ครึ่งลิตรผสมน้ำแล้วราดให้ทั่วกอง จากนั่นหวานปุ๋ยยูเรีย(ปุ๋ยโฟม) ประมาณ ครึ่งกิโลปูนขาว 2 กก. รดน้ำวันเว้นวัน วันละประมาณ 2 ชม. ปิดกองไว้ ( โดยไม่มีการกลับกองเมื่อครบ 7 วันนำเข้าโรงเรือนเพื่อเลี้ยงเชื้อรา
เมื่อเอาทะลายปาล์มวางเรียงบนชั้นแล้วให้ทำการล้างทะลายปาล์มให้สะอาดปิดไว้ 1 คืน
*การใส่กากน้ำตาล+EM ก็เพื่อเร่งการย่อยสลายทะลายปาล์ม
*การใส่ปุ๋ยยูเรียก็เพื่อให้จุลินทรีย์ในกองเพาะเร่งการสร้างก๊าซแอมโมเนียเพื่อให้เชื้อราบางชนิดเติบโต(เชื้อราที่จะเป็นธาตุอาหารของเห็ดต่อไป)
*การใส่ปูนขาวก็เพื่อปรับค่า Ph (ความเป็นกรดด่าง)ให้เหมาะสม
* การรดน้ำกองเพาะก็เพื่อใช้น้ำเป็นตัวเร่งการย่อยสลายของจุลินทรีย์
* การปิดคลุมกองเพาะด้วยพลาสติก ก็เพื่อสร้างความร้อนให้กองเพาะ
2. เช้ามาทำการเลี้ยงรา โดยใช้ รำละเอียด 10 กก. อาหารเสริมเห็ดฟาง 2 ถุง (2กก.)แป้งเห็ด 2 ถุง (2กก.) ส่วนผสมทั้งหมดแบ่งให้ได้เท่าจำนวนชั้นแล้วนำไปหว่าน หว่านเสร็จ ล้างข้างฝาและพื้นให้สะอาด ปิดให้แน่นทิ้งไว้ 3 คืนหลังจากนั้น 3 คืน อบไอน้ำ 70 องศา นาน 1.5-2 ชม. เพื่อทำการฆ่าเชื้อรา
* ส่วนการเลี้ยงเชื้อรานั้น จะเลี้ยงในกองหมัก หรือเลี้ยงในโรงเรือนก็ไม่ต่างกัน(ขอให้มีเชื้อราเกิดขึ้นมากก็ใช้ได้)

- หลังจากเลี้ยงเชื้อราไว้ประมาณ 24 ชั่วโมงให้ทำการอบไอน้ำในโรงเรือนเพื่อฆ่าเชื้อราและเชื้ออื่นๆ ที่อุณหภูมิ 60-65 องศาเซลเซียส ประมาณ 5-6 ชั่วโมง แล้วพักโรงเรือนไว้ 1 คืน
- โรยเชื้อเห็ดฟางให้ทั่วทุกชั้น โดยใช้เชื้อเห็ดฟางชั้นละประมาณ 15-20 ถุงควรเลือกใช้เชื้อเห็ดที่มีคุณภาพดี มีเส้นใยสีขาวเดินเต็มถุง ไม่มีเชื้ออื่นปนเชื้อไม่อ่อนหรือแก่จนเกินไป เมื่อโรยเชื้อเห็ดเสร็จแล้ว ปิดโรงเรือนให้มิดชิดอย่าให้แสงเข้าได้ ควบคุมอุณหภูมิในโรงเรือนไว้ประมาณ 35-36 องศาเซลเซียส ประมาณ 3 วัน ใยเห็ดจะเดินทั่วแปลง
- เมื่อเห็นว่าใยเห็ดเดินทั่วแปลงแล้วให้เปิดวัสดุบังแสงออกให้หมดทุกด้านถ้าวัสดุที่ใช้บังแสงเป็นหญ้าแฝกให้รวบเข้าหากัน แล้วใช้ลวดหรือตอกมัดเป็นช่วงๆปิดไว้ 2-3 วัน
- เปิดประตู หน้าต่างๆ เพื่อไล่แก๊สแอมโมเนียและแก๊สอื่นๆที่เป็นอันตรายแก่การเกิดดอกเห็ด และเป็นอันตรายแก่คนออกจากโรงเรือนให้หมดโดยเปิดโรงเรือนไว้ประมาณ 3-5 นาที ต่อครั้ง
- หลังจากเปิดแสงไว้ 2-3 วันใยเม็ดเมื่อได้รับแสงจะยุบตัวลงและมีการสะสมอาหารที่จะนไปสร้างเป็นดอกเห็ด
การปฏิบัติอื่นๆ หลังโรยเชื้อเห็ด
-ถ้าอากาศร้อน ภายในโรงเรือนร้อนจัดให้เปิดประตูระบายอากาศและความร้อน แต่ถ้าต้องการระบายไม่มากนักให้เปิดเฉพาะหน้าต่างๆ โดยเปิดเป็นช่วงๆ วันละ 4-5 ครั้ง ครั้งละประมาณ 3-5 นาทีห่างกันประมาณ 2 ชั่วโมง จะช่วยให้อากาศภายนอกเข้าไปไล่อากาศเสียในโรงเรือนออกมาและยังเป็นการช่วยให้ดอกเห็ดได้รับแสงบ้างเป็นครั้งคราวด้วย
-ตรวจดูความชื้นภายในโรงเรือน ถ้าหน้ากองเพาะ แห้งเกินไปให้พ่นน้ำเป็นฝอยที่ผิดหน้าให้ซุ่มพอสมควร แต่อย่าให้แฉะ
-เมื่อออกดอกควรเปิดหน้าต่างไว้ตลอด เพื่อไล่อากาศเสีย แต่ต้องคอยควบคุมอุณหภูมิไม่ให้ต่ำกว่า28 องศาเซลเซียส
การปฏิบัติปลีกย่อยทั่วไป
-ก่อนการเพาะเห็ดโรงเรือนจะต้องสะอาด เมื่อเก็บดอกเห็ดหมดแล้ว จะต้องเก็บวัสดุทุกชิ้นออกให้หมดทั้งบนชั้นเพาะและพื้นโรงเรือน ใช้น้ำล้างทำความสะอาด
-ต้องเปิดโรงเรือนทิ้งไว้4-7 วัน เพื่อให้โรงเรือนแห้ง และก่อนจะเพาะเห็ดรุ่นต่อไปต้องฆ่าเชื้อต่างๆด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อโดยใช้หัวฉีดพ่นเป็นฝอยทั้งบนพื้นและบนชั้นเพาะโดยเฉพาะบนชั้นจะต้องทำการฉีดพ่นให้ทั่วทุกซอกทุกมุมแล้วใช้ปูนขาวโรยให้ทั่วอีกครั้งหนึ่งทั้งบนพื้นและบนชั้น
-ถ้ามีปัญหาเรื่องดอกเห็ดมีขน ดอกแตก ดอกเป็นตุ่มคล้ายหนังคางคกแสดงว่าภายในโรงเรือนมีแก๊สมาก มีกลิ่นเหม็นฉุน อุณหภูมิสูงต้องแก้ไขโดยเปิดประตูโรงเรือนออกทุกด้าน ใช้น้ำฉีดล้างพื้นให้สะอาด ดอกเห็ดจะค่อยๆหายเป็นปกติ
-ดอกเห็ดบานเร็ว แสดงว่าความชื้นภายในโรงเรือนสูงให้เปิดประตูระบายอากาศและห้ามใช้น้ำ เมื่อแปลงเพาะเห็ดแห้ง
-ถ้าดอกเห็ดเน่าชุ่มน้ำมากมีสาเหตุมาจากแปลงเพาะแฉะมากเกินไปวิธีแก้ไขนั้นควรปฏิบัติเช่นเดียวกับข้อ 4
-เมื่อดอกเห็ดขึ้นเป็นเม็ดเล็กๆ อย่าฉีดน้ำบนดอกเห็ดเพราะจะทำให้ดอกเห็ดฝ่อและตายได้
การเก็บดอกเห็ด
-ควรใช้ความระมัดระวังเก็บเฉพาะดอกที่ต้องการ อย่าให้ดอกเล็กๆ ติดขึ้นมาด้วยเพราะจะทำให้ได้ผลผลิตน้อยลงเนื่องจากเห็ดดอกเล็กจะเจริญเติบโตเป็นเห็ดขนาดที่ต้องการในวันต่อไป
-เวลาเก็บดอกเห็ดที่เหมาะสมควรเป็นเวลาบ่ายใกล้เย็นเพราะอุณหภูมิภายนอกกับภายในโรงเรือนจะใกล้เคียงกัน คนเก็บจะเก็บได้อย่างสบายเพราะอากาศไม่ร้อนจัด แต่ถ้าท้องถิ่นใดมีความจำเป็นจะต้องเก็บเวลาอื่นก็สามารถทำได้
-หลังจากเก็บดอกแล้ว ควรตัดรากออกให้หมดมิฉะนั้นดอกเห็ดที่เก็บมาจะเจริญเติบโตต่อและเห็ดจะบานเร็วขึ้น ทำให้เสียราคา


แหล่งที่มาของข้อมูล :
คุณประเสริฐ ดอนอามาต
ที่อยู่ : หมู่ที่5 ตำบลถ้ำสิงห์ อำเภอเมืองชุมพร จังหวัดชุมพร