ทุ่งรวงทอง 
 
  •  
การปลูกผักบนต้นกล้วย
จำนวนผู้ชม 7,326 คน
 
ศักดา ศรีนิเวศน์
สำนักพัฒนาคุณภาพสินค้าเกษตร
กรมส่งเสริมการเกษตร
Email : sakdasi@doae.go.th
โทรศัพท์ 08-1899-0710

เมื่อเดือน มีนาคม 2550 ที่ผ่านมา ผู้เขียนได้รับเกียรติจากมูลนิธิโครงการหลวงให้เป็นผู้ประสานงานนำคณะเจ้าหน้าที่โครงการหลวง จำนวน 19 คน นำโดย ดร.ไพฑูรย์พลสนะ และ อาจารย์เสียงทอง นุตาลัย ไปศึกษาดูงานด้านการปลูกผักเมืองหนาวตามมาตรฐาน UREPGAP ที่เมืองดาลัท จังหวัดลามด่ง และตลาดกลางสินค้าเกษตรเบิ่นดินห์นครโฮจิมินท์ ประเทศเวียดนาม

ในโอกาสที่ไปเยี่ยมชมการปลูกพืชผักเมืองหนาวที่ “ออการ์นิคฟาร์ม” (Organikfarm) ของ ดร.เหวียน บา ฮุง (Dr. Nguyen Ba Hung) ซึ่งเป็นผู้ปลูกผัก ที่ได้มาตรฐานตามมาตรฐานของยุโรปเพียงรายเดียวในประเทศเวียดนาม คณะของเราได้รับความรู้จาก ดร. ฮุง เป็นอันมาก ดร. ฮุง สำเร็จการศึกษาทางด้านพันธุศาสตร์จากประเทศฝรั่งเศส และมีความสนใจทางด้านการเกษตรมาก

เมื่อสำเร็จการศึกษาก็ไม่ยอมไปเป็นอาจารย์สอนที่มหาวิทยาลัย หันมายึดอาชีพเป็นเกษตรกรเสียเอง ทั้งนี้เพราะท่านมีความรักและสนใจอาชีพการเกษตรประกอบกับท่านอยากจะช่วยเหลือเกษตรกรพี่น้องของท่านที่ยังยากจนและขาดความรู้ทางด้านการพัฒนาเกษตรแผนใหม่ เพื่อพัฒนาให้ทันต่อสถานการณ์ของโลก ท่านได้พัฒนาฟาร์มของท่านเพื่อให้เป็นตัวอย่างแก่เกษตรกรรอบ ๆ ฟาร์ม โดยเริ่มพัฒนาจากสิ่งที่มีอยู่และหาได้ในท้องถิ่น แม้แต่โครงของโรงเรือนปลูกผักก็ทำด้วยไม้ไผ่แต่ท่านก็สามารถได้มาตรฐาน UREPGAP ท่านเพาะปลูกพืชผัก ทั้งผักกินใบและผักกินผล รวมทั้งสิ้น 89 ชนิดโดยเน้นพืชผักที่เก็บเกี่ยวเมื่อมีอายุน้อย ๆ และพืชผักที่มีขนาดเล็กที่เรียกว่า “เบบี้” (baby vegetable) มีเกษตรกรที่อยู่ในเครือ(Contract farmer) ของท่าน จำนวน 12 ครอบครัว โดยแต่ละครอบครัวมีพื้นที่เพาะปลูกผัก ครอบครัวละ 2 เฮกตาร์ หรือประมาณ 12 ไร่เศษ ผลิตผักต่าง ๆ ได้อาทิตย์ละ 5 ตัน เมล็ดพันธุ์ผักส่วนใหญ่นำเข้าจากประเทศไทยและประเทศต่างๆ ทางยุโรป เช่น ฮอลแลนด์ และฝรั่งเศส เป็นต้น


เมื่อเมล็ดพันธุ์ดีต้องนำเข้าจากต่างประเทศ จึงมีราคาแพงมากอย่างชนิดที่เรียกว่านับเมล็ดขาย ดังนั้น ดร.ฮุง และเกษตรกรเวียดนามทั่วไปในเมืองดาลัท จึงใช้เมล็ดพันธุ์อย่างประหยัดและมีประสิทธิภาพมากที่สุด โดยใช้วิธีการตกกล้าลงในกระบะเพาะ ที่เป็นหลุม ๆ ละ 1 เมล็ด แตกต่างจากเกษตรกรไทยของเรามาก แม้จะรู้ว่าเมล็ดพันธุ์ที่ซื้อมาแพงแต่กลับไม่สนใจแก้ปัญหา ยังคงใช้วิธีเพาะเมล็ดพันธุ์ โดยการหว่านเมล็ดพันธุ์ลงในแปลงกล้า ซึ่งจะได้ต้นกล้าที่มีคุณภาพดีน้อย และมีความเสียหายค่อนข้างมาก ทั้งนี้ เพราะต้นกล้าส่วนหนึ่งจะถูกทำลายโดยด้วงหมัดผัก ซึ่งเป็นศัตรูที่สำคัญมากของผักทุกชนิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระยะกล้า และเมื่อย้ายไปปลูกในแปลงปลูกต้นกล้าก็จะช้ำ หรือเหี่ยวเฉาหรือบางต้นอาจเน่าตายไปเลย ทำให้เกษตรกรไทยมีต้นทุนในการเพาะปลูกผักที่สูงมากเครื่องกดอัดดินในกระบะเพาะ ปุ่มทองเหลืองยึดติดกับแผ่นไม้ด้วยสกูร

ก่อนที่จะไปถึงการปลูกผักไร้ดินบนต้นกล้วย ใคร่ขอกล่าวถึงการเตรียมหรือการเพาะต้นกล้าเสียก่อน เกษตรกรเวียดนามขยันและประณีตมาก ในเรื่องของดินหรืออาจจะเรียกปุ๋ยหมักสำหรับเพาะกล้าก็ว่าได้ เพราะ ดินเพาะกล้า เป็นดินที่ได้จากการหมักมูลสัตว์ผสมกับเศษพืชผักที่เหลือจากการเก็บเกี่ยว ขุยมะพร้าวหรือขี้เลื้อย และหรือเศษวัสดุอื่น ๆ หมักจนได้ที่แล้วจึงนำมาร่อนด้วยตะแกรงที่มีรูขนาดประมาณ 3-5 มิลลิเมตร หรืออาจจะใหญ่กว่า เพื่อแยกเอาเศษวัสดุที่มีขนาดใหญ่ออก หรืออาจทำการแยกโดยลักษณะคล้าย ๆกับการแยกกรวดออกจากทรายที่ใช้ในการฉาบปูนสำหรับก่อสร้างก็ได้ แล้วจึงนำดินปลูกที่ได้มาใส่ในกระบะโฟม หรือพลาสติกที่มีขายโดยทั่วไป และใช้เครื่องอัดดินที่เกษตรกรคิดดัดแปลงทำขึ้นเอง มีลักษณะการทำงานคล้ายกับตะแกรงปิ้งปลา

วางกระบะเพาะให้เข้าล็อกเพื่อให้ตรงกับหัวกด กดแท่นกดดินลงบนกระบะเพาะกล้า โดยทำหัวกดที่เป็นทองเหลืองยึดติดอยู่กับแผงไม้ยึดติดด้วยสกูร ตามจำนวนรูหรือช่องของกระบะเพาะ จากนั้นจึงใส่กระบะที่ได้ใส่ดินเพาะที่มีความชื้นที่เหมาะสมแล้ว ลงให้เข้ากับล๊อก ที่เกษตรกรได้ตั้งไว้แล้ว ซึ่งช่องของกระบะจะตรงกับหัวกดหรือแผ่นกดพอดี และเมื่อกดแท่นหัวอัดลงในกระบะ ดินที่อยู่ในช่องกระบะก็จะถูกกดลงในช่อง โดยการกดต้องไม่กดอัดให้ดินปลูกแน่นจนเกินไป แล้วจึงนำกระบะที่กดดินแล้วออก ก็จะเห็นว่าดินปลูกในกระบะถูกอัดแน่นและมีรูเล็ก ๆ สำหรับหยอดเมล็ดพันธุ์ผักลงไป เนื่องจากหัวกดทองเหลืองนี้จะมีปุ่มเล็ก ๆ คล้าย หัวนมอยู่ตรงปลายด้วย จากนั้นจึงนำเมล็ดพันธุ์ผักหยอดลงในรูเล็ก ๆ ในแต่ละช่องของกระบะ รูละ 1 เมล็ด ซึ่งต้องใช้ความอดทนและความพยายามสูงมาก เมื่อหยอดจนครบทุกช่องแล้ว จึงนำดินปลูกมาโรยปิดหน้าอีกครั้ง เพื่อป้องกันเมล็ดพันธุ์กระเด็นหรือลอยเมื่อรดน้ำ หลังจากนั้นจึงนำกระบะที่หยอดเมล็ดพันธุ์แล้วไปวางเรียงไว้บนชั้นที่ยกเหนือพื้นดินประมาณ 80 เซนติเมตร ในโรงเรือน ทั้งนี้เพื่อป้องกันความเสียหายจากการทำลายของแมลงศัตรูพืชที่อาจจะกระโดดขึ้นมาที่กระบะเพาะกล้าได้จากนั้นจึงให้น้ำตามปกติ โดยลักษณะของการให้น้ำต้องเป็นละอองฝอยขนาดเล็ก หากมีละอองฝอยขนาดใหญ่ เมล็ดพันธุ์หรือต้นกล้าที่งอกอาจจะเสียหาย เนื่องจากแรงกระแทกของน้ำได้ และเมื่อต้นกล้าผักเจริญเติบโตมีใบประมาณ 3-4 ใบ จึงนำออกจากกระบะเพาะโดยการให้น้ำก่อนแล้วจึงค่อย ๆ เคาะออก ต้นกล้าก็จะหลุดออกมามีลักษณะเป็นแท่งตามรูปทรงของรูในกระบะเพาะ
ชั้นวางกระบะเพาะกล้า ต้นกล้าผักพร้อมปลูกจากนั้นจึงนำไปปลูกในแปลงปลูก วิธีนี้แม้ว่าจะใช้เวลามากแต่เกษตรกรสามารถประหยัดค่าเมล็ดพันธุ์ได้เป็นอันมาก และต้นกล้าแข็งแรง ไม่ชะงักหรือเหี่ยวเฉาเมื่อเคลื่อนย้ายลงแปลงปลูก และยังป้องกันความเสียหายของต้นกล้าพันธุ์จากด้วงหมัดผักด้วย


สำหรับการปลูกผักไร้ดินบนต้นกล้วย ไม่ได้ยากเย็นอะไรเลย วิธีนี้เป็นงานทดลองของ ดร.ฮุง กับหุ้นส่วนของท่าน โดยปกติแล้วเกษตรกรจะตัดต้นกล้วยทิ้งทุกครั้งที่ตัดเครือ กล้วยที่แก่แล้วออก แต่ ดร.ฮุง เห็นว่าเป็นการสูญเสียไปเปล่า ๆ โดยที่ไม่ได้อะไรดังนั้น เมื่อตัดเครือกล้วยแล้ว (จะเป็นกล้วยน้ำว้าหรือกล้วยอะไรก็ได้) ท่านจึงได้เจาะรูที่ต้น
กล้วยในลักษณะทแยงลงไป ให้รูมีขนาดเท่ากับแท่งดินที่ยึดรากต้นกล้าที่ย้ายมาจากกระบะเพาะ จากนั้นจึงเอาต้นกล้า (ผักสลัด) ยัดใส่ลงไปในรูของต้นกล้วยที่เจาะไว้ โดยจำนวนรูที่จะเจาะหรือจำนวนผักที่จะปลูกมากหรือน้อย ไม่สามารถบอกได้ ท่านให้ดูขนาดของต้นกล้วยว่าใหญ่หรือเล็ก จากนั้น ก็ไม่ต้องรดน้ำให้ผักที่ปลูก หรือรดน้ำให้ต้นกล้วยแต่อย่างใดจะทำเพียงอย่างเดียว คือ คอยค้ำยันไม่ให้ต้นกล้วยล้มเท่านั้น


หลังจากนั้น ประมาณ 30 วัน (ขึ้นอยู่กับอายุของผักที่ปลูก) ก็เก็บเกี่ยวผักไปขายได้เลยท่านบอกว่าผักสลัดที่ท่านทดลองปลูกมีรสชาติดีมาก หวาน และกรอบ ใบเป็นเงางาม ทั้งนี้เป็นเพราะต้นกล้วยมีธาตุโปรแตสเซียมสูง นั่นเอง วิธีนี้เกษตรกรท่านใดจะเอาไปทดลองปลูกก็ได้ แต่อายุผักที่ปลูกไม่ควรจะยาวนานเกิน 40 วัน เพราะต้นกล้วยจะโทรมและเหี่ยวแห้งตายเสียก่อน ผักที่ปลูกควรเป็นผักกินใบที่ไม่ต้องการแสงแดดที่แรงมากนักเพราะใบของกล้วยจะช่วยพรางแสงแดดได้บางส่วน เพื่อนนักส่งเสริมการเกษตรทุกท่านลองทำดูครับ สนุก แปลกดี ปลอดภัยด้วย


------------------------------------------------------------------------------

ขอขอบคุณข้อมูลจาก :

ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย

http://www.co-opthai.com/



สรุปวิธีการปลูกผักบนต้นกล้วย : มีดังนี้

วัสดุ - อุปกรณ์ :

1. เมล็ดพันธุ์ผัก ประเภท กินใบ อายุการเก็บเกี่ยวสั้น เช่น ผักกาดหอม(ไม่ห่อหัว) จำพวกผักสลัด

2. กระบะเพาะกล้า หรือ ตะกร้าสี่เหลี่ยมผืนผ้า

3. ถาดหลุมพลาสติก

4. กระดาษหนังสือพิมพ์

5. ขี้เถ้าแกลบ,ทราย

6. ปุ๋ยคอก/ปุ๋ยหมัก


วิธีการปลูกผักบนต้นกล้วย :

1. การเพาะกล้า

- ปูประดาษหนังสือพิมพ์(แผ่นเดี่ยว)บนตะกร้าพลาสติก แล้วจัดกระดาษให้เข้ารูปกับตะกร้า

- ใส่ทรายลงไปในตะกร้าที่เตรียมไว้ให้ได้ความสูงประมาณ 2 ใน 3 ของความสูง

- ขีดทรายตามแนวยาวของตะกร้าให้เป็นร่องลึกประมาณ 1 ซม. 2-3 แถว โรยเมล็ดพันธุ์ผักลงไปบางๆ แล้วกลบเบาๆ ด้วยทราย จากนั้นนำกระดาษหนังสือพิมพ์(แผ่นเดี่ยว)วางปิดทับด้านบน พร้อมจัดกระดาษให้เข้ารูปกับตะกร้า

- ใช้บัวรดน้ำ ลงบนกระดาษหนังสือพิมพ์ (พอให้มีน้ำขังบนผิวหน้าเล็กน้อย) จัดวางตะกร้าไว้ในที่ร่ม หมั่นรดน้ำเช้า-เย็น

- เมื่อกล้าผักเริ่มงอก ให้เอากระดาษหนังสือพิมพ์ที่ปิดทับด้านหน้าออก แล้วรดน้ำเช้า - เย็น

- เมื่อต้นกล้าเริ่มมีใบจริงใบแรก หรือ เมื่อมีอายุประมาณ 10-14 วัน ให้ย้ายกล้าในกระบะเพาะลงปลูกในถาดหลุมพลาสติก



2.การย้ายกล้าผักลงปลูกในถาดหลุม :

- นำขี้เถ้าแกลบผสมเข้ากับปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักพอใส่ลงถาดหลุมให้เต็มทุกหลุม จากนั้นรดน้ำให้ชุ่ม

- ใช้ไม้แทงนำในขี้เถ้าแกลบให้เป็นรู เพื่อนำต้นกล้าลงปลูก

- ใช้มือจับยอดต้นกล้าผักเบาๆ แล้วนำไม้ขุดแซะรากกล้าผักขึ้นมาจากกระบะเพาะ จากนั้นแยกกล้าลงปลูกในหลุมถาดที่เตรียมไว้ กดปิดบริเวณรูเบา ๆ ทำจนครบทุกหลุมแล้วจัดเรียงถาดหลุมที่ย้ายกล้าเสร็จแล้วไว้ในที่ร่มรำไร พอมีแสงส่องถึง จัดวางไว้บนชั้นให้น้ำไหลผ่านได้โดยสะดวก

- เมื่อต้นกล้ามีใบจริง 2-3 ใบหรือประมาณ 2-3 สัปดาห์หลังปลูก ก็สามารถย้ายกล้าผักไปปลูกบนต้นกล้วยได้แล้ว


3. การปลูกผักลงบนต้นกล้วย :

- เจาะรูบนต้นกล้วยที่ตัดเครือแล้ว โดยกะจำนวนรูที่จะปลูกผักให้เหมาะสมกับขนาดของต้นกล้วย ในลักษณะทแยงลง ให้รูมีขนาดเท่ากับแท่งดินที่ยึดรากต้นกล้าผัก

- จากนั้นจึงเอาต้นกล้าผักยัดใส่ลงไปในรูของต้นกล้วยที่เจาะไว้

- คอยค้ำยันไม่ให้ต้นกล้วยล้ม

- ประมาณ 30 วันก็สามารถเก็บผักที่ปลูกบนต้นกล้วยมารับประทานได้ (ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับอายุของผักที่ปลูก)


------------------------ @ * - * @ ------------------

T_A @MJU 66







  •