สวนเงินไร่ทอง 
 
มหัศจรรย์จุลินทรีย์ Vs หน่อกล้วย...ฉบับสมบูรณ์ที่สุดในประเทศไทย!!
รักบ้านเกิดทีม 14 ธันวาคม 2559
จุลินทรีย์หน่อกล้วยเป็นชื่อน้ำหมักที่ผู้เขียนคุ้นหูเป็นอย่างมาก และรับรู้มาตลอดว่าวิธีการผลิตนั้นไม่ได้มีอะไรยุ่งยาก แค่มีเพียงหน่อกล้วยขนาดตามตำรา + กากน้ำตาล หมักปิดฝา ทิ้งไว้ 7 วันก็สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ แม้จะทำงานตรงนี้มาเป็น 10 ปี ผู้เขียนก็ยังรู้เกี่ยวกับจุลินทรีย์หน่อกล้วยไม่มากนัก เพราะเป็นสิ่งที่อยู่นอกเหนือความสนใจ ต่อเมื่อมีความคิดที่จะกลับไปทำเกษตรอินทรีย์แบบจริงจังบนพื้นที่ดินของแม่ จึงต้องกลับมาทบทวนและเริ่มเรียนรู้เกี่ยวกับจุลินทรีย์หน่อกล้วยกันใหม่ ซึ่งทำให้ผู้เขียนค้นพบว่า มีเกษตรกรไทยนำไปประยุกต์ใช้มากมายหลายสูตรและมีประโยชน์หลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการนำไปใช้เร่งขนาด/เร่งโต ปรับปรุงดิน จากชั้นดานแข็งมาเป็นดินดีนุ่มนิ่ม กำจัดวัชพืช กำจัดหมัดเห็บ ทำก๊าซใช้ในครัวเรือน ฯลฯ ตลอดจนนำไปใช้รักษาแผลตามร่างกายคนเราได้อีกด้วย ซึ่งความรู้ที่ค้นพบ ณ ตรงนี้ นั้นมีมากเกินกว่าที่ตัวเองรับรู้มาตลอด เพราะดันไปจำกัดความรู้ของตัวเองไว้เพียงแค่กะลาใบแคบๆ จึงเกิดความสงสัยขึ้นมาตามประสาคนช่างคิดว่า "ทำไมต้องเป็นหน่อกล้วยด้วยนะ?" ทำไมไม่ใช้หน่อไม้ หรือ หน่อพืชชนิดอื่นๆ แล้วหน่อกล้วยมีดีอย่างไร? ดังนั้นจึงไม่รอช้า ผู้เขียนรีบทำการค้นคว้าและเรียบเรียงเนื้อหาเกี่ยวกับจุลินทรีย์ และหน่อกล้วย มาพร้อมเสิร์ฟให้นักอ่านที่ Rakbankerd.com ได้ทำความรู้จักเจ้าจุลินทรีย์หน่อกล้วยนี้ในทันที
แชร์
58,581
1. "กล้วย" ตัวช่วยให้ดินดี















9. การนำจุลินทรีย์หน่อกล้วยไปใช้ประโยชน์










1. "กล้วย" ตัวช่วยให้ดินดี


ตั้งแต่จำความได้ ผู้เขียนเคยพยายามจะปลูกพืชลงบนผืนดินหลังบ้านมาแล้วหลายสิบหน(อาจจะครั้งละไม่กี่ต้นตามเวลาที่เอื้ออำนวย) ไม่ว่าจะลองปลูก ขนุน มะม่วง มะละกอ ไผ่ มะนาว มะกรูด ฯลฯ ก็ไม่เป็นผลสำเร็จ ต่อให้มีการปรับปรุงดิน ด้วยปุ๋ยคอก คลุมหน้าดินด้วยฟางแล้วก็ตามที ด้วยดินชุดที่บ้านในเขต อ.องครักษ์ จ.นครนายก นั้นมีสภาพเป็นดินนา แห้งแข็ง และ เปรี้ยวจัด หากจะขอยกข้อเท็จจริงมาอ้างอิงไว้ให้ได้เห็นภาพกันไปว่า จากการจำแนกชุดดิน ของสำนักสำรวจและวิจัยทรัพยากรดิน กรมพัฒนาที่ดินนั้น พบว่า สภาพดินในถิ่นเกิดของผู้เขียนไม่ค่อยเอื้อต่อการปลูกพืชผักไม้ผลได้หลากชนิดนัก (บรรพบุรุษของผู้เขียนจึงทำแต่นาข้าวมานานหลายชั่วอายุคน) เพราะมีการกำเนิดมาจากตะกอนน้ำกร่อยที่พามาทับถมอยู่บนที่ราบลุ่มน้ำท่วมถึง มีการระบายน้ำเลว น้ำไหลบ่าหรือซึมผ่านชั้นดินได้ช้า ดินบนไปจนถึงดินล่างมีลักษณะเป็นดินเหนียว ภายในระดับความลึก 50 ซม. จากผิวดิน โดยดินทุกชั้นมีความเป็นกรดรุนแรงมาก มีค่า pH 4.0-4.5 [1] สรุป คือ กรดสูงขนาดนี้ ต้องลงปูนมาร์ล หรือ ปูนขาว กันตลอดเลยทีเดียว และจากความรู้พื้นฐานด้านปฐพีวิทยาที่ผู้เขียนอุตสาห์ไปนั่งเรียนมาในรั้วมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ก็พอจะบอกได้แบบไม่ต้องวิชาการจ๋าว่า นี่คือลักษณะเฉพาะของดินที่เหมาะต่อการทำนามากกว่าทำสวนไม้ผล อย่างที่ผู้เขียนอยากให้เป็น ครั้นจะไปลงทุนด้านปูนมาร์ลหรือปูนขาวก็ไม่อยากทำเรื่องให้ใหญ่โตขนาดนั้น เพราะต้องการปลูกไว้เล่นๆ ก่อน ซึ่งในขณะนั้นยังไม่คิดจะจริงจังกับการลงมือทำเกษตรมากมาย ประกอบกับมีเงินทุนน้อยอยู่ด้วย จึงตัดสินใจว่าจะเปลี่ยนไปปลูกพืชอื่นที่ปลูกง่ายๆ แทน น่าจะพอมองเห็นอนาคตที่ไม่คดงอได้มากกว่า


หลังจากที่เริ่มตันแบบที่ไม่รู้ว่าจะปลูกพืชอะไรดี จึงนึกถึงกล้วยขึ้นมาได้ เพราะคิดเอาเองว่าน่าจะปลูกได้ไม่ยากเหมือนชื่อเขานั่นล่ะ จึงไปหาซื้อหน่อพันธุ์กล้วยน้ำว้า (พร้อมบังคับให้คนขายที่สนิทกันแถมหน่อกล้วยหอมและกล้วยไข่มาให้ด้วยอีกเล็กน้อย) ในราคาหน่อละ 15 บาท(พ.ศ.2551) แล้วปลูกไว้เต็มพื้นที่หลังบ้าน แบบทิ่มหน่อแค่พอดีหลุมที่มีแรงจะขุดเจาะด้วยกำลังของตนเอง ผู้เขียนไล่ปลูกกล้วยเต็มพื้นที่ ที่มีอยู่ราวๆ 1 ไร่ 2 งาน ตั้งแต่หลังบ้านไปจนถึงหน้าบ้าน สลับแซมกับต้นมะม่วงหิมพานต์ ที่ทนทานดินกรดได้ดีและยืนนานมาตั้งแต่ผู้เขียนยังเป็นเด็กน้อย (ซึ่งเป็นพืชหลักที่ผู้เขียนคิดจะปลูกอย่างเป็นจริงเป็นจังเพราะเข้ากับวัฒนธรรมการกินอยู่และสภาพดินในท้องถิ่นตัวเองดีมาก ประกอบกับไม่ต้องรดน้ำมันก็โตเอาๆ ดูแลจัดการก็ไม่มากมายอะไร เพราะถนัดปลูกทิ้งๆ ขว้างๆ มากกว่า ด้านการตลาดจึงไม่น่าเป็นปัญหาหนักใจสำหรับผู้เขียนเพราะมีช่องทางพอจะกระจายออกไปได้) สำหรับกล้วย ผู้เขียนก็ปลูกกล้วยแบบทิ้งๆ ไว้ให้แม่ทำข้าวต้มมัดและกล้วยแขกขาย เอาแบบที่ฝากเทวดาเลี้ยง ปุ๋ยไม่เคยตกถึงราก และ น้ำก็ไม่เคยต้องรด (เน้นปลูกในหน้าฝน และ นับจากกล้วยเริ่มแตกใบจริงได้ 4-5 ใบก็บังคับให้อดน้ำแล้วค่ะ) เพราะแค่อาศัยตัดแต่งหน่อและใบออกบ้างก็เหนื่อยแล้ว

ผ่านไป 1 ปี จึงเริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลงขึ้นมาแบบไม่น่าเชื่อเลยว่า ดินรอบๆ อาณาบริเวณต้นกล้วยที่ปลูกไว้ในระยะชิดแบบตามใจฉันของผู้เขียนนั้นเริ่มดีขึ้น!! จากดินเทาๆ แตกๆ แห้งแข็งที่ต้องออกแรงขุดกันเหนื่อยมาก จนมือแตกพองก็กลายเป็นหน้าดินดำๆ นุ่มนิ่ม ที่เริ่มมีหญ้าวัชพืชเข้ามายึดครองผิวหน้าดินมากขึ้น(จากเมื่อก่อนแม้แต่หญ้าวัชพืชก็ยังไม่อยากมาโตในที่ดินของผู้เขียนเลย) ซึ่งนั่นเท่ากับว่าดินที่เป็นผลพลอยได้จากการปลูกกล้วยทิ้งไว้เรี่ยราดของผู้เขียนนั้นเอื้อต่อการลงพืชอื่นๆ เช่น มะม่วง ขนุน และ มะยงชิดแซมได้บ้างแล้ว ครั้งนั้นผู้เขียนจึงถึงบางอ้อแบบไม่ต้องให้ใครพาไปเลยว่า การปลูกกล้วยนั้นทำให้สภาพดินของผู้เขียนดีขึ้นมาภายในเวลาไม่นาน และที่น่าแปลกใจก็คือ ผู้เขียนแทบจะไม่ค่อยได้ทำอะไรกับดินนี้เลย(ขนาดปลูกกล้วยยังไม่ใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักรองพื้นเลยค่ะ) เพราะเกษตรกรที่ผู้เขียนซื้อหน่อเขามาได้ย้ำว่า "ปลูกลงไปเลยนะ You ไม่ต้องใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักรองก้นหลุมนะ เพราะมันจะเป็นต้นเหตุที่ทำให้กล้วยมีหนอนกอเกิดขึ้น" ซึ่งก็เป็นจริงตามนั้น!! สวนกล้วยแบบเทวดาช่วยคุ้มครองของผู้เขียนจึงไม่เคยมีปัญหาเรื่องหนอนกอมารบกวนเลยสักครั้งเดียว!! จะมีเพลี่ยงพล้ำให้บ้างก็กับเพลี้ยหัวดำที่ชอบมาไล่ตัดเครือกล้วยที่แม่ผู้เขียนเก็บไปแปรรูปไม่ทันเท่านั้นเอง

จากประสบการณ์ที่ร่ายมาทั้งหมดประกอบกับความรู้เดิมที่เคยได้เรียนมานานมากจนเกือบลืมเลือนไปแล้ว และจากการไปแสวงหาข้อมูลมาอ่านเพิ่มเติมตามหนังสือและ Internet จึงทำให้ผู้เขียนทราบว่า "กล้วย ไม่ว่าจะเป็นพันธุ์อะไร จะช่วยทำให้ดินดีขึ้นได้ แบบปลูกอะไรก็งอกงาม แต่กล้วยน้ำว้าจะเป็นตัวช่วยปรับปรุงดินที่ดีที่สุด !! ที่มนุษย์หน้าอย่างผู้เขียนนี่ล่ะกล้าการันตีไว้ ณ ที่นี้ แบบไม่กลัวหน้าแหกเลยว่า เพราะกล้วยน้ำว้านั้นมีลำต้นใหญ่ใบกว้าง(ทรงพุ่มใหญ่) แตกกอดี และทนทานต่อสภาพแวดล้อมอันโหดร้ายในพื้นที่ของผู้เขียนได้มากกว่ากล้วยหอมหรือกล้วยไข่ที่จะต้นเล็กกว่า,แตกหน่อช้า,โตช้า,เรียกร้องความใส่ใจจากผู้เขียนเยอะ จึงน่าจะส่งผลให้เกิดการเข้ามาอาศัยของสิ่งมีชีวิตในดินที่อยู่รอบๆ รากกล้วยได้ง่ายกว่า ประกอบกับต้นกล้วยนั้นเป็นพืชที่มีความสามารถในการเก็บกักน้ำไว้ในลำต้นแท้และเทียมได้สูง บริเวณรากพืชหรือในกอกล้วยจึงมีแต่ความชุ่มชื้นที่เป็นสภาพอันเหมาะเจาะ สำหรับการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ดิน จากข้อสังเกตของผู้เขียนเอง จะพบว่า ทุกครั้งที่มุดหัวเข้าไปในดงกล้วย ผู้เขียนจะเจอกับแมลงแกลบ(ญาติแมลงสาบ)ตัวเล็กๆ ไส้เดือนตัวอ้วนพลีและกองทัพกิ้งกือมากมาย ซึ่งน่าจะเหมารวมไปถึงจุลินทรีย์ดินที่ผู้เขียนไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าอีกด้วย"

ยิ่งถ้าสวนกล้วยนั้นมีการจัดการแบบอินทรีย์ ไม่มีเคมีปน(ก็แนวๆ เทวดาเลี้ยงนั่นล่ะค่ะ)ดินจะยิ่งดำดี ร่วนซุยและเกิดชั้นหน้าดินที่ดีได้ในเวลาไม่นาน หากมีการตัดแต่งต้นใบและสับๆ เป็นชิ้นๆ คลุมกอกล้วยเอาไว้ ไม่ปล่อยให้ธาตุอาหารที่ตกค้างอยูในเศษซากส่วนของกล้วยหนีหายไปไหน(หายไปแค่ในผลที่เอาไปขายก็พอแล้ว) ซึ่งเศษซากกล้วยเหล่านั้นจะกลายเป็นแหล่งอาหารชั้นดีให้แก่หน่อรุ่นหลังได้ดียิ่งกว่าปุ๋ยชนิดใดๆ เพราะจากงานวิจัยสมัยนั่งเรียนในห้องเรียน ที่อาจารย์ท่านอ้างถึงในขณะสอนนั้นได้ระบุว่า การนำชิ้นส่วนของพืชชนิดเดียวกันไปบำรุงกันเอง จะเป็นการคืนหรือเติมแร่ธาตุอาหารที่พืชชนิดนั้นๆ ต้องการได้ดีที่สุด ผู้เขียนจึงได้จำและนำมาใช้จนถึงทุกวันนี้ นี่จึงเป็นคำตอบว่า กล้วยของผู้เขียนรอดมาได้อย่างไร ให้ผลใหญ่ๆ ต้นสูงท่วมหลังคาบ้านชั้นสอง ทั้งที่ไม่ได้รดน้ำ ไม่ได้ใส่ปุ๋ย!!

2. จุลินทรีย์ดิน คืออะไร?


แม้จะผ่านการนั่งเรียนมาเป็นเทอมๆ ก็จำเรื่องราวแบบเป๊ะๆ ปังๆ มาได้ไม่มาก จำมาได้แค่เท่าที่จำเป็นต้องใช้ แต่จะอธิบายออกมาตามหลักการ ก็คงจะพากันเข้ารกเข้าพงไปเสียไกล ผู้เขียนจึงขออนุญาตนำข้อมูลจาก แหล่งอื่นมาอ้างอิง เกี่ยวกับเรื่องของจุลินทรีย์ในดินที่มีประโยชน์ทางการเกษตรพอสังเขป ซึ่ง จุลินทรีย์ (Microorganism) เป็นสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กเซลล์เดียว ที่มีขนาดเล็กจนไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ต้องอาศัยกล้องจุลทรรศน์ช่วยขยายให้มองเห็นรูปร่างและลักษณะของเซลล์ จุลินทรีย์สามารถขยายพันธุ์ด้วย การแยกตัว โดยแยกเซลล์ตัวเองจาก 1 เป็น 2 จาก 2 เป็น 4 อย่างต่อเนื่องไปตลอด และจุลินทรีย์จะเจริญเติบโตและเพิ่มจำนวนได้ต้องมีอาหารนั่นก็ คือ น้ำตาล(คาร์บอน)ซึ่งเป็นแหล่งอาหารและพลังงานให้จุลินทรีย์นำไปใช้ทำกิจกรรมของจุลินทรีย์ โดยจุลินทรีย์จะช่วยย่อยสลายวัสดุอินทรีย์ให้มีโมเลกุลเล็กลง จนอยู่ในรูปสารประกอบฮิวมิกหรือกรดอะมิโน เพื่อเปลี่ยนเป็นธาตุอาหารในรูปที่พืชสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ [2] นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมต้องใส่น้ำตาลหรือกากน้ำตาลเข้าไปในน้ำหมักจุลินทรีย์ทุกสูตรด้วยค่ะ

3. กิจกรรมของจุลินทรีย์ดินที่มีประโยชน์ต่อพืช


1.ย่อยสลายอินทรีย์วัตถุ เมื่อใส่อินทรีย์วัตถุชิ้นใหญ่ลงไปในดินจะถูกสิ่งมีชีวิตในดินช่วยกันย่อยสลายให้กลายเป็นแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ กรดอินทรีย์ ฮิวมัส และสารอาหาร พืชจึงได้รับประโยชน์โดยตรงจากสารอาหารที่เกิดขึ้น เช่น ไนเตรด แอมโมเนียม ฟอสเฟต และซัลเฟต เป็นต้น ฮิวมัสช่วยปรับปรุงสมบัติทางกายภาพของดิน เช่น ช่วยให้อนุภาคดินจับตัวกันเป็นเม็ดดินทำให้ดินมีช่องว่างมากขึ้น การซึมซับน้ำและการระบายอากาศดีขึ้น เป็นต้น

2.ตรึงไนโตรเจน จุลินทรีย์บางชนิดสามารถเปลี่ยนไนโตรเจนในอากาศ(N2) ให้เป็นแอมโมเนีย(NH3) โดยใช้เอนไซม์ nitrogenase จากนั้น แอมโมเนีย(NH3) ที่เกิดขึ้นจะถูกเปลี่ยนไปเป็นสารประกอบกรดอะมิโนและโปรตีนตามลำดับ เมื่อจุลินทรีย์เหล่านี้ตายและถูกย่อยสลาย สารประกอบไนโตรเจนภายในเซลล์ก็จะถูกเปลี่ยนเป็นสารอาหารพืชอีกทอดหนึ่ง เกษตรกรจึงสามารถเพิ่มไนโตรเจนลงไปในดินได้โดยใช้กระบวนการนี้แทนการใช้ปุ๋ยไนโตรเจน โดยจุลินทรีย์ที่สามารถตรึงไนโตรเจนได้มีอยู่หลายกลุ่มด้วยกัน ดังนี้

- Symbiotic N fixation bateria เป็นแบคทีเรียที่อาศัยอยู่ร่วมกับพืชตระกูลถั่ว ชนิดที่สำคัญ คือ Rhizobium แบคทีเรียชนิดนี้สามารถตรึงไนโตรเจนได้ประมาณปีละ 20.5-46.7 kg-N/ไร่ จัดเป็นแบคทีเรียตรึงไนโตรเจนอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

- Non-symbiotic N fization bacteria เป็นแบคทีเรียที่อาศัยอย่างอิสระในดิน ตัวอย่างแบคทีเรียในกลุ่มนี้ เช่น Azotobacter, Beijerinckia และ Clostridium เป็นต้น

- สาหร่าย สาหร่ายที่สามารถตรึงไนโตรเจนได้เป็นสาหร่ายชนิดสีเขียวแกมน้ำเงินบางชนิด เช่น Nostoc, Anabaena, Tolypothrix, Cylindrospormum, และ Aulosira เป็นต้น สาหร่าย Anabaena azollae อาศัยอยู่กับแหนแดงในช่องว่างของใบ มีความสามารถในการตรึงไนโตรเจนได้ประมาณปีละ 58 kg-N/ไร่ ดังนั้นแหนแดงจึงเหมาะจะนำมาใช้เป็นปุ๋ยพืชสด โดยเฉพาะในนาข้าว เนื่องจากสาหร่ายเจริญเติบโตได้ดีในพื้นที่น้ำขัง[3]

3.แปลงสภาพสารอินทรีย์ ไปเป็นสารอนินทรีย์ เพื่อให้พืชได้นำไปใช้ประโยชน์

4.จุลินทรีย์หลายชนิดมีบทบาทในการสร้างกรดอินทรีย์(Organic Acid) ที่จะละลายแร่ธาตุอาหารพืชให้เป็นประโยชน์กับพืชได้

5.จุลินทรีย์หลายชนิดมีหน้าที่กำจัดและยับยั้งการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ชนิดอื่นๆ รวมทั้งจุลินทรีย์ที่เป็นสาเหตุของโรคพืช จึงมีผลทำให้ลดการระบาดของโรคพืชบางชนิด

6.บทบาทของจุลินทรีย์บางชนิดในดินสามารถผลิตและปลดปล่อยสารปฏิชีวนะ (Antibiotic Substance) ออกมาทำลายโรคพืช

7. กิจกรรมของจุลินทรีย์มีความสำคัญอย่างยิ่งที่ช่วยในการปรับปรุงดินให้มีโครงสร้างดี มีลักษณะร่วนซุยและมีการระบายน้ำและอากาศดี ทำให้ดินมีความสามารถดูดซับน้ำและธาตุอาหารพืชสูงขึ้นและช่วยรักษาสภาพความเป็นกรด-ด่างของดิน(ค่า PH) ให้มีการเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อย [4]
4. ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์


1. ความชื้นในดิน จุลินทรีย์ต้องการน้ำในการดำรงชีวิต ในขณะเดียวกันน้ำก็ช่วยละลายธาตุอาหารต่าง ๆ ที่อยู่ในดิน โดยแบคทีเรียที่ต้องการออกซิเจนในการทำกิจกรรมต่างๆ (Aerobic bateria) จะเจริญเติบโตได้ดีเมื่อความชื้นอยู่ที่ประมาณ 60-75% ส่วนแบคทีเรียชนิดที่ไม่ต้องการออกซิเจน (Anaerobic bacteria) จะเจริญเติบโตได้ดีในภาวะน้ำขัง

2 อุณหภูมิดิน จุลินทรีย์ดินแต่ละชนิดเจริญเติบโตได้ดีในช่วงอุณหภูมิที่แตกต่างกัน อุณหภูมิดินระดับหนึ่งจะทำให้จุลินทรีย์บางชนิดเจริญเติบโตได้ดีและเพิ่มจำนวนขึ้น ในขณะที่ชนิดที่เจริญเติบโตได้ดีเพิ่มจำนวนขึ้น ชนิดที่เจริญเติบโตได้ไม่ดีจะมีจำนวนลดลง สำหรับภาคใต้ของประเทศไทยอุณหภูมิดินมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ในช่องแคบ ๆ ปัจจัยด้านอุณหภูมิจึงไม่มีผลต่อชนิดและปริมาณของจุลินทรีย์มากนัก

3 การถ่ายเทอากาศในดิน ดินที่โปร่งมีการถ่ายเทอากาศได้ดีจะทำให้ออกซิเจนสามารถแพร่ลงในดินได้เร็ว และคาร์บอนไดออกไซด์แพร่จากดินสู่อากาศได้เร็วเช่นกัน ความเข้มข้นของออกซิเจนในดินจึงอยู่ในระดับที่ไม่ต่ำกว่าอากาศมากนัก ภาวะเช่นนี้เหมาะกับการเจริญเติบโตของ จุลินทรีย์ทีใช้อากาศ (Aerobic bacteria) ชนิดและปริมาณของแบคทีเรียกลุ่มนี้จะมีมาก ในทางตรงข้ามถ้าดินถูกน้ำท่วมขังออกซิเจนไม่สามารถแพร่ลงไปในดินได้ จุลินทรีย์ที่ใช้อากาศ (Aerobic bacteria) จะตาย แต่ชนิดและปริมาณของ จุลินทรีย์ที่ไม่ใช้อากาศ (Anaevobic bacteria) จะเพิ่มขึ้น [5]


5. หน่อกล้วยมีดีอย่างไร? ทำไมต้องใช้หน่อกล้วย?


ถ้ากล่าวถึงจุลินทรีย์หน่อกล้วยแน่ล่ะว่า ณ วันนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ในแวดวงการเกษตรแต่อย่างใด เพราะมีความนิยมแพร่หลายมานาน ถ้าผู้เขียนจำไม่ผิดน่าจะฮิตกันมาตั้งแต่ 7-8 ปีที่แล้ว ที่กระแสเกษตรอินทรีย์มาแรงจนกลบเกษตรเคมีไปเสียสิ้น แต่จะมีสักกี่คนที่รู้ลึก-รู้จริงและเข้าถึงแก่นแท้ว่า จุลินทรีย์หน่อกล้วยนั้นสามารถนำมาทำอะไรได้มากมาย และในหน่อกล้วยนั้นมีดีอะไรบ้าง? ซึ่งผู้เขียนจะขอสรุปออกมาเป็นหัวข้อใหญ่ๆไว้ดังนี้

1. เป็นวัตถุดิบที่หาได้ง่ายในท้องถิ่นไทย(ใช้หน่อกล้วยพันธ์ุใดก็ได้ แต่ให้ผลดีสุดคือกล้วยน้ำว้า)

2. มีฮอร์โมนเร่งการเจริญเติบโตสูง(Auxin)

3. มีสารแทนนิน ช่วยในการกำจัดและยับยั้งเชื้อราหรือแบคทีเรีย

4. เป็นพืชที่มีเซลลูโลส และ คลอโรฟิลล์สูง

5. มีสารอาหารมากและให้ค่า CN ratio สูง (CN ratio = สัดส่วนของคาร์บอนต่อไนโตรเจน)

โดยผู้เขียนจะขอเรียบเรียงและอธิบายในหัวข้อที่สำคัญที่ควรรู้ ไว้ดังนี้ ค่ะ

ฮอร์โมนเร่งการเจริญเติบโต(Auxin) : เนื่องจากหน่อกล้วยที่เลือกมาใช้เป็นหน่อที่กำลังเจริญเติบโต จึงอุดมไปด้วยสารออกซิน(Auxins) ซึ่งจะพบมากที่บริเวณส่วนของเนื้อเยื่อเจริญ เช่น ปลายยอด ใบอ่อน ผลอ่อน และ ปลายรากพืช แต่จะพบมากสุดบริเวณปลายยอดและปลายราก โดยฮอร์โมนชนิดนี้ พืชสามารถสังเคราะห์ใช้ได้เอง และมนุษย์ก็สามารถสังเคราะห์เลียนแบบได้ในนามที่เกษตรกรไทยรู้จักกันดี เช่น NAA (1-naphthylacetic acid),IBA (4-(indol-3-yl)butyric acid) 2,4-D (2,4-dichlorophenoxyacetic acid) และ 4-CPA (4-chlorophenoxyacetic acid) ซึ่งนำมาใช้ในการกระตุ้นราก กิ่งตอน กิ่งชำ และ คลุมวัชพืช ตามท้องตลาดทั่วไป

หมายเหตุ : ออกซิน(Auxins ) ในระดับความเข้มข้นสูงมาก ๆ จะยับยั้งการเจริญเติบโตทุกส่วนของพืช ออกซินในระดับความเข้มข้นที่เหมาะสมจะกระตุ้นการเจริญของลำต้น แต่จะมีผลในการยับยั้งการเจริญเติบโตของตาและใบ ซึ่งต้องการความเข้มข้นต่ำกว่า ในขณะที่รากต้องการออกซินในปริมาณที่น้อยมาก และลำต้นต้องการออกซินสูงกว่า ตา และใบ ในขณะที่ตาและใบก็ต้องการออกซินสูงกว่าราก ดังนั้นความเข้มข้นของออกซินที่พอเหมาะต่อการเจริญเติบโตของอวัยวะหนึ่ง จะไปยับยั้งการเจริญเติบโตของอวัยวะหนึ่งได้ [6]
สารแทนนิน (Tannin) ช่วยในการกำจัดและยับยั้งเชื้อราหรือแบคทีเรีย : นอกจากสาร ออกซิน(Auxins )ดังกล่าวแล้ว ในหน่อกล้วยยังมีสาร แทนนิน(Tannin) อยู่ด้วย ซึ่งสารแทนนิน เป็นสารที่มีโมเลกุลใหญ่และโครงสร้างซับซ้อน มีสถานะเป็นกรดอ่อนรสฝาด เป็นสารให้ความฝาดในพืช พบได้ในพืชหลายชนิด แทนนิน มีอยู่ 2 ชนิด คือ คอนเดนส์แทนนิน (condensed tannins)หรือเรียกอีกอย่างว่า โปรแอนโทรไซยานิน (proanthrocyanin) พบได้ในส่วนเปลือกต้น และแก่นไม้เป็นส่วนใหญ่ และ สารไฮโดรไลซ์แทนนิน (hydrolysable tannins) คือ แบบที่สามารถถูกแยกออกเป็นโมเลกุลเล็กๆ ได้ พบมากในส่วนใบ ฝัก และส่วนที่ปูดออกมาจากปกติ เมื่อต้นไม้ได้รับอันตราย (gall) แทนนินมีคุณสมบัติตกตะกอนไขมัน ทำให้หนังสัตว์ไม่เน่าเปื่อย จึงมีการใช้ในอุตสาหกรรมฟอกหนังด้วย นอกจากนี้แทนนินมีฤทธิ์ฝาดสมาน จึงมีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญของแบคทีเรียได้ [7]

จากการวิจัยของสถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดย มณฑาทิพย์ ยุ่นฉลาด กาญจนารัตน์ ทวีสุข ชิดชม ฮิรางะ และช่อลัดดา เที่ยงพุก พบว่า หัวปลีมีปริมาณแทนนินค่อนข้างสูง ทำให้มีผลต่อการเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลแดงในหัวปลี และจากการศึกษาวิจัย เรื่องการสกัดแทนนินจากเปลือกกล้วย โดย วิภา สุโรจนะเมธากุล และชิดชม ฮิรางะ โดยการนำเปลือกกล้วยพันธุ์ต่าง ๆ ได้แก่ กล้วยน้ำว้า กล้วยไข่และกล้วยหอมทอง ซึ่งมีระยะเวลาในการสุกต่างกัน คือ ดิบ (เปลือกกล้วยจะมีสีเขียว ผลแข็ง) ห่าม (เปลือกกล้วยเริ่มเปลี่ยนจากสีเขียวเป็นเหลืองและสีเขียวมากกว่าสีเหลือง) และสุก(กล้วยทั้งผลมีสีเหลือง) ผลการศึกษา สรุปได้ว่า ปริมาณแทนนินในเปลือกกล้วยขึ้นอยู่กับพันธุ์ และระยะเวลาในการสุกของกล้วย กล้วยดิบมีปริมาณแทนนินสูงกว่ากล้วยสุก[8] นอกจากนี้ ศุภิสรา สิงหภาณุพงศ์ได้กล่าวถึงสรรพคุณทางยาสมุนไพรของกล้วยไว้ว่า ในส่วนของ รากและลำต้นแท้ สามารถนำมาทำสมุนไพร ใช้รักษาโรค ตามแผนโบราณ หรือ ใช้รักษาผิวหนังที่แดงปวด เนื่องจากถูกแดดเผา โดยรากและลำต้นจะมีสารแทนนิน ซึ่งช่วยในเรื่องของแผลไฟไหม้น้ำร้อนลวก ส่วนรากของกล้วยตีบ เมื่อนำมาต้มจะช่วยแก้ร้อนในกระหายน้ำได้เป็นอย่างดี [9] ผู้เขียนจึงขอสรุปเอาไว้ ณ ที่นี้ว่า ในทุกส่วนของต้นกล้วยนั้นมีสารแทนนินกระจายอยู่ทั่วไป ซึ่งเป็นผลดีในแง่ของการนำกล้วยมาใช้เป็นส่วนผสมหลักในน้ำหมักจุลินทรีย์หน่อกล้วย เพราะเจ้าแทนนินนี้จะไปช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์บางชนิดที่ก่อให้เกิดโรคในพืชและสัตว์ได้ ตามที่ ผศ.ดร.พิมพ์เพ็ญ พรเฉลิมพงศ์ มีการกล่าวถึง สรรพคุณทางยาของสารแทนนิน ว่า มีสมบัติเป็นสารตกตะกอนโปรตีน มีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญของแบคทีเรียและเชื้อราได้ ใช้เป็นยาแก้ท้องร่วง แก้บิด สมานแผล และ แผลเปื่อย [10]

เซลลูโลส (Cellulose) และ คลอโรฟิลด์(Chlorophyll) สูง : โดยเซลลูโลส นั้นเป็นสารประกอบคาร์โบไฮเดรตที่จะพบได้มากในพืชทุกชนิด เนื่องจากเป็นสารประกอบมีที่สำคัญของผนังเซลล์พืช(Cell wall) มีลักษณะคล้ายแป้ง เนื่องจากประกอบขึ้นจากโมเลกุลของกลูโคสเป็นจำนวนมากมายหรือมากกว่า 1,000 โมเลกุล พบที่เปลือกและใบ มีลักษณะเป็นเส้นใยเหนียว ย่อยสลายได้ยาก เพราะไม่ละลายในน้ำ เมื่อผ่านการย่อยสลายด้วยจุลินทรีย์ แล้วจึงได้สารประกอบคาร์บอนเป็นจำนวนมาก เซลลูโลสที่ได้จากเส้นใยของต้นกล้วยจึงกลายเป็นแหล่งอาหารชั้นดีของจุลินทรีย์ เพราะในกิจกรรมของจุลินทรีย์นั้นจำเป็นต้องใช้พลังงานจากคาร์บอนนั่นเอง และ สำหรับ คลอโรฟิลด์(Chlorophyll) นั้นผู้เขียนจะขออธิบายแบบย่นย่อไว้ว่า เป็นรงควัตถุสีเขียวที่มีอยู่ในทุกส่วนของพืช พบมากสุดบนใบ ซึ่งมีส่วนช่วยในการสังเคราะห์แสงของพืช สำหรับมนุษย์แล้วคลอโรฟิลล์เป็นสารตั้งต้นในการสร้างเม็ดเลือดแดงให้กับร่างกาย หากร่างกายขาดคลอโรฟิลล์ การสร้างเม็ดเลือดแดงจะบกพร่อง ซึ่งคลอโรฟิลด์จะมีทั้งชนิดที่ละลายได้ในน้ำและน้ำมัน คุณประโยชน์ที่สำคัญคือ มีส่วนช่วยในการขจัดพิษจากร่างกายและช่วยบำบัดโรคได้หลายชนิด

**ที่ผู้เขียนร่ายมายาวขนาดนี้ ก็เพื่อจะบอกในตอนท้ายว่า "นี่คือเหตุผลที่ผู้เขียนตกผลึกในการหาคำตอบให้ตนเองที่ว่า ทำไมต้องใช้หน่อกล้วยแทนหน่อไม้หรือหน่ออื่นๆ ค่ะ"

6. จุลินทรีย์ที่พบในน้ำหมักหน่อกล้วย


อ.อธิศพัฒน์ วรรณสุทธิ์ ผู้ปราชญ์เปรื่องเรื่องเกษตรอินทรีย์ ดีกรีรางวัลเกษตรกรสำนึกรักบ้านเกิด ประจำปี 2558 ได้กล่าวไว้ในหนังสือ "เกษตรอินทรีย์ ภาคปฏิบัติ 2 " ว่า เมื่อเรานำหน่อกล้วยมาหมักกับจุลินทรีย์ ก็จะทำให้ได้ปุ๋ยกึ่งฮอร์โมนกึ่งยาชั้นดี โดยหมักด้วยจุลินทรีย์และกากน้ำตาล เพียง 7 วัน ก็จะได้ของเหลวเป็นสีน้ำตาลดำ ที่เรียกว่า "น้ำหมักชีวภาพ" (Bio-Extract) เมื่อนำไปผสมน้ำในอัตราที่เหมาะสมแล้วฉีดพ่นหรือรดโคนต้นพืชต่างๆ จะช่วยให้พืชเจริญเติบโตได้ดี จุลินทรีย์ หน่อกล้วยที่อยู่ในน้ำหมักชีวภาพ เป็นจุลินทรีย์ช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตของพืช(Plant Growth Pro,oting Micro-Organism) ซึ่งจุลินทรีย์ที่มีบทบาทสำคัญในกระบวนการหมักจุลินทรีย์หน่อกล้วย ได้แก่ แบคทีเรีย เชื้อรา ที่ช่วยย่อยสลายวัสดุอินทรีย์ จนเกิดปฏิกริยาทางชีวเคมี ในการผลิตน้ำหมักชีวภาพ สำหรับจุลินทรีย์ ที่พบในกระบวนการหมักนี้ คือ แบคทีเรีย สกุลบาซิลลัส(Bacillus Sp.),กรดแล็คติก(Lactic Acid Bacteria) ,กรดอะซิติก(Acitic Acid Bacteria) และ เชื้อรา ชนิด ยีสต์ และ ราเส้นใย [11]


7. คุณสมบัติอันโดดเด่นของจุลินทรีย์หน่อกล้วย



คุณสมบัติเด่นหลักๆ ของจุลินทรีย์หน่อกล้วยนี้ก็คือ การนำไปช่วยฟื้นดินดี ระเบิดดินดาน เพิ่มความร่วนซุยให้ดินได้ภายในเวลา6-12 เดือน นอกจากนี้เมื่อนำไปใช้ผสมตามสูตรและสัดส่วนต่างๆ แล้ว จะช่วยกำจัดโรค-แมลงศัตรูพืช ,กำจัดวัชพืช-ข้าวดีดข้าวเด้ง ,ปรับปรุงคุณภาพน้ำในบ่อสัตว์เลี้ยงหรือบ่อน้ำกินน้ำใช้ ,ใช้ล้างทำความสะอาดคอกสัตว์-ดับกลิ่นเหม็น, เร่งการย่อยสลายเศษซากอินทรีย์วัตถุตลอดจนนำไปใช้รักษาแผลสด แผลเน่าปื่อย ผดผื่นคัน และกำจัดหมัด-เห็บในสัตว์เลี้ยงได้ด้วยค่ะ ซึ่งผู้เขียนเองก็เพิ่งกระจ่างใจ ณ วันที่ลงมือเขียนเรื่องนี้ว่า "หน่อกล้วยนั้นมีดีจริงๆ" จึงขอกดไลค์ให้เลยแบบรัวๆ ทั้งนี้ผู้เขียนได้ถอดบทเรียนมาจาก อ.อธิศพัฒน์ วรรณสุทธิ์ วิทยากรผู้เชี่ยวชาญด้านการใช้จุลินทรีย์หน่อกล้วย เกี่ยวกับคุณสมบัติอันโดดเด่นของจุลินทรีย์หน่อกล้วย ที่อาจารย์อธิศพัฒน์ นำประสบการณ์ที่ได้จากการเรียนรู้และทดลองมาแบ่งปัน ในงานสัมมนา เกษตร Start Up Rakbankerd เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2559 ที่ผ่านมา ไว้ดังนี้

1. เป็นจุลินทรีย์ท้องถิ่นที่หาได้ง่าย เหนือจรดใต้สามารถหาต้นกล้วยทุกชนิดทุกสายพันธุ์มาใช้ผลิตจุลินทรีย์หน่อกล้วยได้ทั้งสิ้น (ดีสุดคือกล้วยน้ำว้า)

2. เป็นจุลินทรีย์ที่เจริญได้ดีทั้งในสภาพที่มีอากาศและไม่มีอากาศ

3. ทนความร้อนได้สูงถึง 80 องศาเซลเซียส

4. มีอนุภาคในการเร่งขยายเซลล์พืชและสัตว์ได้ดีมาก

5. ย่อยสลายอินทรีย์วัตถุได้เร็วกว่าจุลินทรีย์ชนิดอื่นๆ หากเทียบกับ จุลินทรีย์ EM ที่ใช้ย่อยสลายปุ๋ยหมัก จะใช้เวลานานเป็นเดือน แต่จุลินทรีย์หน่อกล้วยใช้เวลาเพียง 1-2 สัปดาห์ ก็สามารถย่อยสลายอินทรีย์วัตถุได้หมดและยังสามารถย่อยสลายชั้นหินให้เป็นดินดีได้ภายในเวลาไม่นาน ซึ่งจะเห็นผลได้ตั้งแต่สัปดาห์แรกที่ใช้

6. ใช้ผลิตก๊าสชีวภาพได้ในเวลาเพียง 48 ชม. เมื่อเทียบกับจุลินทรีย์ชนิดอื่นๆ ที่ต้องใช้ระยะเวลานานนับเดือน เพราะมีเซลลูโลสที่ได้จากต้นกล้วยอยู่มาก จึงเกิดก๊าสได้มากและเร็วกว่าการใช้วัสดุชนิดอื่น

7. มีสารสีเขียวหรือคลอโรฟิลด์ ที่ได้จากการย่อยสลายเซลลูโลสจากต้นกล้วยอยู่มาก ในจุลินทรีบ์ย์หน่อกล้วยที่ผลิตได้จึงมีพลังงานและโปรตีนสูง **ซึ่งคลอโรฟิลหรือสารสีเขียวที่อยู่ในพืชนั้นพบมากในหน่อกล้วย และคลอโรฟิลล์ที่ได้จากการหมักหน่อกล้วยนั้นบริสุทธิ์ เมื่อนำมาทานจึงได้คลอโรฟิลที่ไปช่วยบำบัดโรคในคนที่ไม่สบาย ทำให้ดีขึ้นเพราะเม็ดเลือดจะได้ออกซิเย่นเพิ่มขึ้น

8. ในต้นกล้วยและรากกล้วยมีจุลินทรีย์แอคติโนมัยซิส,แทนนิน(ใช้ฆ่าเชื้อราและแบคทีเรียและกำจัดกลิ่นได้) ,เซลลูโลสที่เป็นตัวเดียวกันกับที่อยู่ในกระเพาะสัตว์เคี้ยวเอื้อง และ ฮอร์โมนเร่งการเจริญเติบโต(Auxin) ดังจะเห็นได้จากการลองตัดยอดกล้วยทิ้งไป แล้วทิ้งไว้ 10 นาที ใบหรือยอดชุดใหม่จะงอกขึ้นมาในทันที เพราะมีสารเร่งในการเติบโตอยู่มาก และเป็นพืชที่อวบน้ำ ดังนั้นสารอาหารต่างๆ ในต้นกล้วยจึงมีอยู่มากกว่าพืชชนิดอื่น ๆ

9. ใช้ช่วยปรับปรุงดินเสื่อมที่ปลูกอะไรไม่งอกงามในประเทศไทย แบบรู้ผลได้ภายในเวลา 6 เดือน (สามารถย่อยหินภูเขา ในพื้นที่ปลูก อ.ท่าลี่ จ.เลย ของ อ.อธิศพัฒน์ ให้เป็นดินนุ่มนิ่มได้)

8. การทำจุลินทรีย์หน่อกล้วยสูตรหัวเชื้อและสูตรขยาย


สำหรับการทำจุลินทรีย์หน่อกล้วยตามสูตรดั้งเดิมหรือสูตรต้นตำหรับ ตามแบบฉบับ Originalจะมีอยู่ 2 ขั้นตอนด้วยกันคือ การผลิตจุลินทรีย์หน่อกล้วยสูตรหัวเชื้อ และ การผลิตจุลินทรีย์หน่อกล้วยสูตรขยาย ซึ่งเหตุที่ต้องทำสูตรขยายด้วย ก็เพื่อจะเจือจางความเข้มข้นของน้ำหมักจุลินทรีย์ลงไปให้อยู่ในระดับที่ไม่มีอันตรายต่อพืชปลูกนั่นเอง ด้านวิธีการ จะเริ่มให้ความสำคัญกันตั้งแต่การเลือกใช้หน่อกล้วย ซึ่งผู้เขียนจะขอให้รายละเอียดเกี่ยวกับการเลือกใช้ต้นกล้วยมาเพื่อการผลิตจุลินทรีย์หน่อกล้วย ดังนี้

1. การเลือกใช้หน่อกล้วย : เป็นขั้นตอนที่สำคัญที่จะทำให้ได้จุลินทรีย์หัวเชื้อที่ดีมีคุณภาพ โดยหลักการแล้วควรเลือกใช้

1.1. ต้นกล้วยหน่อใบแคบหรือหน่อใบดาบ โดยลักษณะเฉพาะของหน่อกล้วยแบบนี้ถ้าใครไม่เคยคลุกอยู่กับกล้วยคงจะออกอาการงงนิดๆ ว่าเป็นอย่างไร ผู้เขียนจะขอบรรยายหน่อใบแคบหรือหน่อใบดาบไว้ให้จำกันง่ายๆ ก็คือ หน่ออ่อนที่มีใบเรียวเล็ก เกิดจากโคนต้นเดิม มีขนาดอวบอ้วนสมบูรณ์ เนื่องจากมีการสะสมสารอาหารไว้ในลำต้นเยอะ ซึ่งหน่อลักษณะนี้จะมีรากเยอะมาก จึงให้จุลินทรีย์หน่อกล้วยที่ดีและหน่อชิดนี้ยังหมาะต่อการนำไปขยายพันธุ์ปลูกด้วยค่ะ เพราะจะโตเร็วกว่าหน่อใบกว้างหรือหน่อตาม ที่เกิดจากต้นแม่ที่กำลังจะตกเครือ ซึ่งเป็นหน่อที่ไม่เหมาะต่อการนำไปทำน้ำหมักจุลินทรีย์หน่อกล้วย เพราะต้นเล็ก รากน้อย และ สะสมอาหารได้น้อยและโตช้า แต่ถ้ามีการปาดหน่อสัก 3-4 ครั้งก็จะทำให้มีลำต้นอวบสมบูรณ์และมีรากเยอะขึ้นได้ค่ะ

1.2. เลือกใช้ต้นกล้วยที่มีขนาดความสูงไม่เกิน 1 เมตร โดยขุดมาทั้งเหง้ารากและดินบริเวณราก ซึ่งสาเหตุที่ให้ใช้ต้นที่มีความสูงไม่เกิน 1 เมตรนี่ ผู้เขียนเองก็ไม่กระจ่างใจเหมือนกัน แต่พอจะเข้าใจในระดับสติปัญญาของตัวเองว่าคงจะเปรียบเทียบหน่อกล้วยสูง 1 เมตรนี้ได้กับเด็กน้อยที่กำลังเจริญเติบโต จึงมีพัฒนาการต่างๆ ในร่างกายมาก หน่อกล้วยเด็กๆ นี้จึงมีสารอาหารและฮอร์โมน Auxins ที่ทำให้เจริญเติบโตทางส่วนยอดอยู่สูง เซลล์และเนื้อเยื่อกำลังขยายตัวดี และยังไม่มีการนำสารอาหารที่สะสมไว้ไปสร้างกิ่งก้านใบมาก สารอาหารจึงยังสะสมอยู่ตามลำต้นค่อนข้างสมบูรณ์ จึงเหมาะต่อการนำไปใช้ผลิตจุลินทรีย์หน่อกล้วยนั่นเองค่ะ

1.3. จำนวนหรือสัดส่วนของหน่อกล้วยที่จะใช้กับน้ำตาลทรายแดงหรือกากน้ำตาลนั้นจะมีสัดส่วนเป็น หน่อกล้วย 3 ส่วน ต่อกากน้ำตาลหรือน้ำตาลทรายแดง 1 ส่วนเสมอ หากต้องการใช้ในปริมาณไม่มาก ใช้หน่อกล้วยเพียง 3 กก. ผสมกับน้ำตาลทรายแดงหรือกากน้ำตาลเพียง 1 กก. หรือ ถ้าต้องการใช้ในปริมาณมากก็ปรับไปใช้หน่อกล้วยที่ อัตรา 30 กก. ต่อน้ำตาลทรายแดงหรือกากน้ำตาล 10 กก. หรือ ถ้าต้องการใช้มากกว่านั้นก็ขยับกันไปโดยการอิงสัดส่วน 3:1 ไว้เป็นเกณฑ์หลักได้อีกเช่นกันค่ะ

------------------ ^ ^ ------------------

2. การทำหัวเชื้อจุลินทรีย์หน่อกล้วย (ตามสูตร 3:1 )

วัสดุ - อุปกรณ์ :

1. ใช้หน่อกล้วยใบธง สูงประมาณ 1 เมตร ทั้งเหง้า ต้น ใบและดินที่ติดมาด้วย จำนวน 3 กิโลกรัม (เท่ากับ 3 ส่วน)

2. กากน้ำตาล หรือ จะใช้น้ำตาลปีบ หรือ น้ำตาลทรายแดง แทนกันก็ได้ จำนวน 1 กิโลกรัม แต่ไม่แนะนำให้ใช้น้ำตาลทรายขาว เนื่องจากต้องผ่านการฟอกเคมี(อาจมีสารตกค้างที่ส่งผลต่อชีวิตจุลินทรีย์)และมีการขัดสีสารอาหารที่เป็นประโยชน์ออกไปมาก(ไม่มีประโยชน์) และน้ำตาลทรายแดงจะให้ความหวานและสารอาหารแก่จุลินทรีย์ได้ดีที่สุด

วิธีการทำ : นำหน่อกล้วยมาหั่น สับ เป็นชิ้นๆ เล็กๆ และไม่ควรสับหยาบมากเพราะจุลินทรีย์จะย่อยได้ช้าลงจากนั้นนำไปใส่ในถังหมัก แล้วคลุกเคล้าให้เข้ากันด้วยกากน้ำตาล หรือ น้ำตาลปี๊บหรือน้ำตาลทรายแดง โดยไม่ต้องใส่น้ำ ในถังพลาสติกขนาด 20 ลิตร แล้วปิดฝาหมักไว้ 7 วัน หมั่นคนทุกเช้าและเย็น เมื่อครบ 7 วันแล้ว ให้คั้นน้ำออกมาใส่ถังหรือขวดพลาสติกหรือขวดแกลลอนแล้วปิดฝาไว้หลวมๆ

วิธีการใช้ : สามารถนำไปใช้ได้ โดยไม่ต้องไปขยายเชื้อต่อ แต่ควรจะใช้ในปริมาณไม่มากและเจือจางกับน้ำในอัตราที่เหมาะสม ตามอัตรา จุลินทรีย์หน่อกล้วยสูตรหัวเชื้อ 20 ซีซี ผสม น้ำ เปล่า 20 ลิตรหรือจะเทียบอัตราการใช้ได้เป็น หัวเชื้อจุลินทรีย์หน่อกล้วย 1 ซีซี/น้ำเปล่า 1 ลิตร (จะใช้มากหรือน้อยให้นำไปปรับใช้กันตามสัดส่วน) และนำไปใช้กับพืชหรือสัตว์ได้ทันที

คำแนะนำเพิ่มเติม :

1.) หากจะนำจุลินทรีย์หน่อกล้วยสูตรหัวเชื้อไปใช้กับพืชปลูก ควรละลายให้เจือจางก่อนนำไปใช้ทุกครั้งในอัตราจุลินทรีย์หน่อกล้วยสูตรหัวเชื้อหรือสูตรขยาย จำนวน 1 ลิตร ต่อ น้ำ 500 ลิตร หรือ 50 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร (ใช้อัตรานี้ในพื้นที่มีพืชปลูก) หากพื้นที่นั้นไม่มีพืชปลูกให้ใช้ในอัตราจุลินทรีย์หน่อกล้วยสูตรหัวเชื้อหรือสูตรขยาย จำนวน 1 ลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร ถ้าใช้มากกว่าอัตราส่วนแนะนำ จุลินทรีย์หน่อกล้วยจะไปทำให้เซลล์พืชขยาย ตัวมากขึ้นจนพืชเหลืองและตายได้ หรือ ถ้าพืชเป็นโรคเยอะให้ในอัตราที่เยอะ ถ้าพืชเป็นโรคน้อยให้ใช้น้อย ห้ามใช้กับพืชผักที่มีขนาดเล็ก เช่น ผักชี ถ้าใช้มากจะเหลืองและตาย ในผักขนาดเล็กให้ใช้เพียง 10 ซีซีต่อ น้ำ 20 ลิตร เพราะพืชต้นเล็กๆ จะใช้น้อยลง และพืชต้นเล็กจะดูดซึมได้เร็ว เนื่องจากรากยังอยู่ตื้นรวมทั้งมีปากใบเยอะมาก ถ้าให้เยอะมากก็จะกินมาจนท้องแตกกตาย จึงไม่ควรให้เยอะ(อธิศพัฒน์,สัมมนา Start Up)

2.) ในระหว่างกระบวนการหมัก ไม่ควรปิดฝาถังหมักสนิทแน่นเกินไป ควรปิดไว้แบบพอให้มีอากาศผ่านเข้าออกได้ เพื่อป้องกันการระเบิด และ ภาชนะที่นำมาหมักไม่ควรเป็นภาชนะที่แตกได้ เช่น โอ่งดิน เพราะจะทำให้ระเบิดได้ง่าย เนื่องจากในขบวนการหมักจุลินทรีย์หน่อกล้วยนั้นจะเกิดก๊าซมาก จึงทำให้เกิดการระเบิดได้ง่าย

3.) ถ้านำชิ้นส่วนของพืชต่างๆ ที่ปลูกไว้ เช่น ปลูกแตงโม ก็นำชิ้นส่วนของแตงโมมาเพิ่มเติมในถังหมักจุลินทรีย์หน่อกล้วยก็จะได้ปุ๋ยสูตรเฉพาะทางสำหรับบำรุงพืชชนิดนั้นๆ ได้ดี เนื่องจากพืชแต่ละชนิดได้คัดเลือกสารอาหารที่จำเป็นต้องใช้ไว้ในชิ้นส่วนต่างๆ ของต้นอยู่แล้ว ดังนั้นการนำชิ้นส่วนของพืชชนิดเดียวกันไปทำปุ๋ย จึงใช้บำรุงกันเองได้ดี

4.) เนื่องจากโปรตีนพืชและสัตว์ จะใช้เวลาในการย่อยสลายไม่เท่ากัน การหมัก จึงควรแยกหมัก พืชส่วนพืช สัตว์ส่วนสัตว์

5.) นอกจากจะนำจุลินทรีย์หน่อกล้วย(สูตรหัวเชื้อ)ที่ได้ไปใช้ประโยชน์โดยตรงได้แล้ว ยังสามารถนำมาขยายให้เป็นสูตรต่างๆ ที่มีความสำคัญต่อการทำการเกษตรนานับประการ ซึ่งเกษตรกรสามารถนำจุลินทรีย์หน่อกล้วย(สูตรหัวเชื้อ) ไปประยุกต์ใช้ได้ตามความเหมาะสม

คุณสมบัติและการเก็บรักษา :

เก็บไว้ในภาชนะที่มีฝาปิด เช่น ขวดน้ำ ถังพลาสติก แต่ไม่ใช้ภาชนะที่เป็นแก้ว หรือ ภาชนะที่แตกได้ ที่สำคัญไม่ควรปิดฝาแน่น เพราะจุลินทรีย์จะทำให้เกิดก๊าซระหว่างการเก็บรักษา หากปิดฝาภาชนะแน่นจะทำให้เกิดการระเบิดได้

------------------ ^ ^ ------------------

3. การทำจุลินทรีย์หน่อกล้วย(สูตรขยาย)

วิธีการทำ : ใช้จุลินทรีย์หน่อกล้วยสูตรหัวเชื้อ จำนวน 1 ลิตร ผสมกับ กากน้ำตาล หรือ น้ำตาลปี๊บ หรือ น้ำตาลทรายแดง จำนวน 1 กก. แล้วนำไปผสมกับน้ำเปล่า จำนวน 40 ลิตร หมักแบบปิดฝาไว้ 7 วัน หมั่นคนทุกเช้าและเย็น ก่อนนำไปใช้ประโยชน์ เช่น หมักฟางข้าว รดน้ำต้นไม้ ดับกลิ่นเหม็น หรือ จัดการปัญหาเรื่องส้วมเต็ม เป็นต้น


4. จุลินทรีย์หน่อกล้วยสูตรขยาย (ปรับปรุงสูตรใหม่ โดย อ.อธิศพัฒน์ วรรณสุทธิ์)

วัสดุ-อุปกรณ์ :

1. ต้นกล้วยขนาดใหญ่ (สับละเอียด/หยาบ)จำนวน 60 กก.

2. น้ำตาลทรายแดง จำนวน 5 กก.

3. ยาคูลท์(นมเปรี้ยว) จำนวน 1 ขวดเล็ก

4. จุลินทรีย์หน่อกล้วยสูตรหัวเชื้อ จำนวน 1 ลิตร

5. ลูกแป้งข้าวหมาก จำนวน 1 ก้อน

6. น้ำสะอาด จำนวน 100 ลิตร

7. ถังหมักขนาด 200 ลิตร จำนวน 1 ใบ

วิธีการทำ : ผสมน้ำและน้ำตาลทรายแดง ลงไปคนจนน้ำตาลละลายหมดแล้ว เติมยาคูลท์ + จุลินทรีย์หน่อกล้วยสูตรหัวเชื้อแล้วบดลูกแป้งข้าวหมาก ลงไปคนให้เข้ากัน ก่อนจะใส่ต้นกล้วยตามลงไป หมักไว้ 7 วัน จะได้น้ำจุลินทรีย์หน่อกล้วยสูตรขยาย ที่สามารถนำมาใช้งานได้โดยปล่อยกากต้นกล้วยไว้ให้ย่อยสลายอยู่ในถังไปจนกว่าจะหมด

------------------ ^ ^ ------------------

5.การทำจุลินทรีย์หน่อกล้วยสูตรปรามโรค

วัสดุ-อุปกรณ์ :

1. จุลินทรีย์หน่อกล้วย(หัวเชื้อ)จำนวน ครึ่งลิตร

2. เหล้าขาว จำนวน ครึ่งลิตร

3. น้ำส้มสายชูกลั่น 5 % จำนวน ครึ่งลิตร

4. กากน้ำตาลหรือน้ำตาลปี๊บจำนวน ครึ่งลิตร

วิธีการทำ :

1. นำทุกอย่างมาผสมเข้าด้วยกัน แล้วหมักไว้ 24 ชั่วโมง จึงนำไปใช้ได้

2. ใช้ป้องกันและกำจัดเชื้อรา ใบจุด ใบเหลือง รากเน่า ในพืช

3. ใช้รักษาแผลสด แผลเปื่อย ฝี ผื่นคัน กำจัดเห็บ หมัด ในสัตว์เลี้ยงและใช้กับคนได้อย่างดีมากเช่นกัน

การนำไปใช้ :

- สำหรับพืชและสัตว์ ใช้ในอัตรา 10-20 ซีซีต่อน้ำ 20 ลิตร [12]

------------------ ^ ^ ------------------

5. การทำฮอร์โมนไข่ (ปรับปรุงสูตรใหม่ โดย อ.อธิศพัฒน์ วรรณสุทธิ์)

วัสดุ-อุปกรณ์ :

1. ไข่ไก่หรือไข่เป็ดทั้งเปลือก จำนวน 5 กก.

2. ยาคูลท์ หรือ นมเปรี้ยว(สูตรที่มีจุลินทรีย์แลคโตบาซิลลัส) จำนวน 1 ขวด

3. ลูกแป้งข้าวหมาก จำนวน 1 ลูก (ถ้าหาไม่ได้ให้ใช้ข้าวหมากแทนได้)

4. น้ำตาลทรายแดง จำนวน 1 กก.

5. น้ำสะอาด จำนวน 4 ลิตร

วิธีการทำ :

นำไข่ไก่หรือไข่เป็ดใส่ในภาชนะแล้วทุบให้แตกทั้งเปลือก เติมยาคูลย์หรือนมเปรี้ยวลงไปคนให้เข้ากัน แล้วบดแป้งข้าวหมากให้แหลกใส่ตามลงไป พร้อมกับน้ำตาลทรายและน้ำ คนให้เข้ากัน หมักไว้ 14 วัน(คนทุกวัน) ปิดฝาไว้ เมื่อครบกำหนดให้กรองเอากากออก แล้วนำน้ำข้นๆ ที่ได้ไปใช้ตามอัตราส่วนต่างๆ ตามสูตร

การนำไปใช้ :

ใช้ในอัตรา 2 ช้อนโต๊ะ + จุลินทรีย์หน่อกล้วย 2 ช้อนโต๊ะ + น้ำ 20 ลิตร รดต้นไม้ได้ทุกชนิด ทุกๆ 7 วัน ใช้เป็นอาหารจานด่วนให้พืชทำให้พืชเจริญงอกงามดีขึ้น

9. การนำจุลินทรียหน่อกล้วยไปใช้ประโยชน์


ผู้เขียนขอรวบรวมการนำจุลินทรีย์หน่อกล้วยไปใช้ประโยชน์ทางการเกษตร จากประสบการณ์จริง ของเกษตรกรที่เจ้าหน้าที่ Rakbankerd.com ลงพื้นที่ไปเก็บข้อมูลมานำเสนอไว้บนเว็บไซต์ www.rakbankerd.com และการถอดบทเรียนมาจาก อ.อธิศพัฒน์ วรรณสุทธิ์ วิทยากรผู้เชี่ยวชาญด้านการใช้จุลินทรีย์หน่อกล้วย ในงานสัมมนา Start Up Rakbankerd เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2559 มาประกอบการนำเสนอไว้เป็นแนวทางการนำไปใช้ประโยชน์ ในแวดวงการเกษตรและในชีวิตประจำวัน เพื่อช่วยลดต้นทุนเรื่องปุ๋ยและสารเคมี หรือ จะนำหลักการที่ได้เรียนรู้ไปประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมต่อพื้นที่หรือพืชปลูกในรูปแบบที่แตกต่างไปก็ได้เช่นกัน

9.1. การนำจุลินทรีย์หน่อกล้วยไปใช้ทำนาข้าว


สูตรที่ 1: ใช้ย่อยสลายตอซังลดขั้นตอนการตีดิน เป็นสูตรที่คุณณรงค์ศักดิ์ แก้วพันธุ์ ชุมชนบ้านเนินถ่าน หมู่ 6 ตำบลเสือโฮก อำเภอเมือง จังหวัดชัยนาท นำไปใช้ย่อยสลายตอซังข้าวในนาแล้วได้ผลดี ชนิดที่ทำให้ลดขั้นตอนการตีดินไปได้เลย ด้วยการนำมาเข้าสูตร

ส่วนผสม :

1.จุลินทรีย์หน่อกล้วยสูตรหัวเชื้อ จำนวน 1 ลิตร

2.ปูนแดง จำนวน 2 กก.

3.ใบสาบเสือสด จำนวน 5 กก.

4.ใบยูคาลิปตัสสด จำนวน 5 กก.

5.กากน้ำตาล จำนวน 10 กก.

วิธีการทำ : สับทุกอย่างให้พอละเอียด ใส่ในถังหมักพลาสติก ขนาด 150 ลิตร ละลายปูนแดงกับน้ำเปล่า ใส่ลงไป เติมน้ำพอท่วม ใส่กากน้ำตาลลงไป แล้วจึงคนให้เข้ากัน หมักทิ้งไว้ 25 วัน คนทุกๆ 7 วัน

วิธีการใช้ :ใช้น้ำหมัก 20 ลิตร / ไร่ ใส่ในนาข้าวที่เปิดน้ำท่วมขังไว้ โดยใส่ทิ้งไว้ 5 วัน ให้เกิดขบวนการย่อยสลายของจุลินทรีย์ แล้วตีย่ำให้ฟางจม จากนั้นอีก 2 วัน จึงทำเทือกพร้อมหว่านข้าวได้เลย ซึ่งวิธีนี้จะช่วยลดขั้นตอนการตีดินลงไปได้ [13]

--------------------

สูตรที่ 2 : ใช้เร่งปฏิกริยาการย่อยสลายตอซังและกำจัดเชื้อราโรคพืชที่ตกค้างในดิน สูตรนี้เป็นวิธีการที่คุณสุนทร สมาธิมงคล ผู้ได้รับรางวัลเกษตรกรสำนึกรักบ้านเกิด ประจำปี พ.ศ.2551ได้แนะนำประสบการณ์การใช้จุลินทรีย์หน่อกล้วยมาใช้กับนาอินทรีย์ ซึ่งเห็นผลดีในการเร่งการย่อยสลายตอซังข้าวและลดปัญหาของโรคพืชที่เกิดจากเชื้อรา

วิธีการใช้ : ใช้จุลินทรีย์หน่อกล้วยสูตรขยาย 100 ส่วน ผสมปูนแดง 1 ส่วน /ไร่ เทลงในพื้นที่นาข้าวที่ปล่อยน้ำท่วมขังในขั้นตอนการเตรียมดิน สำหรับการทำนาอินทรีย์ การผสมปูนแดงเข้าจะไปช่วยเร่งปฏิกริยาในการย่อยสลายตอซังข้าวให้เร็วขึ้นและช่วยป้องกันกำจัดเชื้อราตกค้างในดินได้ด้วย [14]

--------------------

สูตรที่ 3 : ใช้ฟื้นฟูดินเสื่อมโทรมจากการทำนาเคมี ทำให้ได้ผลผลิตข้าวดีขึ้น จาก 60 กก./ไร่ เป็น 1,000 กก./ไร่ สูตรนี้เป็นข่าวโด่งดังอยู่บนโลกออนไลน์พอสมควร จากการนำเสนอข่าวของ ไทยรัฐ ออนไลน์ ซึ่งเป็นสูตรของ คุณผ่าน ปันคำ จากบ้านท่าศาลา ต.ศรีเมืองชุม อ.แม่สาย จ.เชียงราย ที่นำจุลินทรีย์หน่อกล้วยเข้ามาช่วยปรับปรุงดินเสื่อมโทรมทอันเกิดจากการทำนาเคมีมายาวนาน จนปัจจุบันสามารถฟื้นดินให้กลับมาอุดมสมบูรณ์ขึ้นได้อีกครั้งด้วยความมหัศจรรย์ของจุลินทรีย์หน่อกล้วย ทำให้ได้ผลผลิตข้าวเพิ่มขึ้น จากที่เคยได้เพียง 60 กก./ไร่ หลังนำจุลินทรีย์หน่อกล้วยมาช่วยปรับปรุงดินนาที่แข็งเป็นชั้นดินดาน เพราะเกิดจากการกดทับของเครื่องจักรหนักและการใช้สารเคมีในนาข้าวติดต่อกันมานาน ก็ได้ผลผลิตเพิ่มขึ้นเป็น 1,000 กก./ไร่ และปลดหนี้ที่มีได้สบาย

วิธีการใช้ : ใช้จุลินทรีย์หน่อกล้วยสูตรหัวเชื้อในอัตรา 5 ลิตร/ไร่ สาดลงนาที่มีน้ำขัง เพียงแค่ฤดูเดียวดินที่แข็งจะร่วนซุย ความเป็นกรด-ด่างในดิน จากเดิมมีค่า pH อยู่ที่ 7 กว่าๆ ก็ลดลงทำให้ปลูกพืชได้งอกงาม [15]

--------------------

สูตรที่ 4 : แก้ปัญหาข้าวเมาตอซัง ลดก๊าซไข่เน่าในนาข้าว สูตรนี้คุณณรงค์ สิทธิ์พันธุ์ ชาวนา อ.อินทร์บุรี จ.สิงห์บุรี ใช้แก้ปัญหา การเกิดก๊าซไข่เน่าในนาข้าวอินทรีย์ โดยก๊าซดังกล่าวหากเกิดในนาข้าว ที่กำลังโต จะทำให้ "ข้าวเมาตอซัง" ซึ่งป็นอาการที่ต้นข้าวตั้งแต่ระยะต้นกล้า ไปจนถึงแตกกอ มีอาการต้นเหลือง ใบเหลือง อันเป็นผลมาจากก๊าซไฮโดรเจน ซัลไฟด์ หรือ "ก๊าซไข่เน่า" ซึ่งก๊าซนี้เกิดจากการไถกลบฟางและวัชพืช แล้วฟางหรือซากวัชพืชนั้นยังไม่ย่อยสลายไปหมดนั่นเอง

วิธีการใช้ : เริ่มจากปล่อยน้ำออกจากแปลงนาให้หมด แล้วไขน้ำเข้าแปลงนาให้มีความสูง 10 ซม. ใช้จุลินทรีย์หน่อกล้วยสูตรขยายอัตรา 40 ลิตร/ไร่ ฉีดพ่นลงในนา หมักไว้ 7-10 วัน ก่อนจะลงมือทำเทือก เพื่อช่วยย่อยสลายตอซัง ซึ่งจุลินทรีย์หน่อกล้วยจะทำปฏิกิริยากำจัดก๊าซไข่เน่า ให้เกิดการย่อยสลายเร็วขึ้น จึงลดปัญหาข้าวเมาตอซังได้ [16]

--------------------

สูตรที่ 5 : แก้ปัญหาข้าวเป็นโรคใบไหม้ สูตรนี้ อ.พัฒน์ สันทัด ผอ.โรงเรียนชาวนา จ.นครราชสีมา ได้ให้คำแนะนำเกี่ยวกับการแก้ปัญหาเรื่องโรคข้าวใบไหม้ ซึ่งมีสาเหตุมาจากเชื้อรา ด้วยการนำจุลินทรีย์หน่อกล้วยไปประยุกต์ใช้ตามสูตร

ส่วนผสม :

1.จุลินทรีย์หน่อกล้วยสูตรหัวเชื้อ จำนวน 250 ซีซี( 1 แก้ว )

2.เหล้าขาว จำนวน 250 ซีซี (1 แก้ว )

3.น้ำส้มสายชู 5% จำนวน 250 ซีซี (1 แก้ว )

4.กากน้ำตาล จำนวน 250 ซีซี (1 แก้ว )

วิธีการทำและการนำไปใช้ : นำส่วนผสมทั้งหมดมาหมักรวมกันทิ้งไว้ 1 วัน 1 คืน ก่อนนำไปใช้ โดยใช้น้ำหมักตามสูตรดังกล่าว อัตรา 20 ซีซี( 2 ช้อนโต๊ะ) ต่อน้ำ 20 ลิตร นำไปฉีดพ่นในแปลงนาที่เกิดโรค ทุก 3 วัน จะสามารถแก้ปัญหาโรคข้าวใบไหม้ได้ [17]

--------------------

สูตรที่ 6 : เพิ่มน้ำหนักรวง ช่วยให้เมล็ดข้าวเต่งตึง ได้น้ำหนักดี สูตรนี้คุณระพี ช้างนะ เกษตรกรผู้ปลูกข้าว ต.ช่องสะแก อ.เมือง จ.เพชรบุรี ได้นำจุลินทรีย์หน่อกล้วยไปประยุกต์ใช้กับฮอร์โมนไข่ แล้วใช้บำรุงนาข้าว จนได้ผลลัพธ์คือ รวงข้าวที่มีเมล็ดมาก เมล็ดตึง รวงก้ม(น้ำหนักรวงดี) ซึ่งส่งผลให้ ผลผลิตต่อไร่เพิ่มขึ้นด้วย โดยครั้งนี้ผู้เขียนขอแนะนำวิธีการทำฮอร์โมนไข่ ไว้ให้นำไปใช้ผสมกับจุลินทรีย์หน่อกล้วยตามสูตร

ส่วนผสม :

1.ลูกแป้ง ที่ใช้ทำแป้งข้าวหมาก จำนวน 1 ลูก

2.ไข่ทั้งฟอง(ทั้งเปลือก) จำนวน 1 กิโลกรัม

3.กากน้ำตาลหรือน้ำตาลทรายแดง จำนวน 1 กิโลกรัม

วิธีการทำ : นำส่วนผสมทั้งหมดใส่โหลหรือถังพลาสติก ปิดฝาให้สนิท แล้วเขย่าๆ หรือโยน ให้ไข่แตกเองในโหล จากนั้นปิดฝาแล้วหมักทิ้งไว้ 1 เดือน

วิธีการใช้ : ให้ใช้จุลินทรีย์หน่อกล้วยสูตรหัวเชื้อ อัตรา 50 ซีซี ผสมกับ ฮอร์โมนไข่ ในอัตรา 50 ซีซี ผสมน้ำเปล่า จำนวน 20 ลิตร นำไปฉีดพ่นในนาข้าวในช่วงเช้าก่อนแดดออก และห้ามฉีดตอนลมแรงและอากาศชื้น ทุกๆ 20 วัน นับจากเริ่มหว่านข้าว จนกระทั่งข้าวมีอายุได้ 70 วัน จึงหยุดให้

หมายเหตุ : ถ้ามีฝนตกชุกให้ผสมน้ำยาล้างจานลงไปผสมในอัตรา 10 ซีซี.จะช่วยทำให้ปุ๋ยจับใบได้ดีขึ้น [18]

--------------------

สูตรที่ 7 : เสริมความแข็งแรงให้กล้าข้าว ช่วยให้ถอนกล้าได้ง่ายขึ้น สูตรนี้ จะช่วยให้เกษตรกรที่ทำนาดำยิ้มได้ เพราะจะลดขั้นตอนความยากในการถอนกล้าขึ้นมาเตรียมก่อนปักดำไปได้มาก อีกทั้งกล้าข้าวที่ได้ยังมีความแข็งแรงกว่าการเตรียมกล้าแบบปกติ โดยคุณสุกัญญา เจริญพร ผู้ก่อตั้งโรงเรียนชาวนา อาณาจักรโยนกล้านา(โรงเรียนชาวนาป่าสักน้อย) ต.ป่าสักน้อย อ.เชียงแสน จ.เชียงราย ได้แนะนำการนำจุลินทรีย์หน่อกล้วยมาใช้กับการเตรียมกล้า

วิธีการใช้ : ใช้จุลินทรีย์หน่อกล้วยสูตรหัวเชื้อ อัตรา 1ลิตร ผสมกับน้ำเปล่า 20 ลิตร สาดลงในแปลงกล้าที่ทำการปล่อยน้ำออกจากนาให้เหลือความสูงที่ระดับ 10 ซม. ในช่วง 5 วันก่อนครบกำหนดถอนกล้าข้าวไปปักดำ จากนั้นเมื่อครบกำหนด 5 วันแล้ว ให้ลงมือถอนต้นกล้า จะพบว่าต้นกล้าถอนง่ายขึ้น ดินโคลนไม่ติดราก จึงประหยัดเวลา ไม่เปลืองแรง อีกทั้งต้นกล้าข้าวยังมีความแข็งแรงไม่ช้ำง่าย นอกจากนั้นจุลินทรีย์หน่อกล้วย ยังช่วยสร้างภูมิคุ้มกันโรคให้กับกล้าข้าวทำให้เป็นโรคง่ายอีกด้วย [19]

--------------------

สูตรที่ 8 : กำจัดข้าวดีดข้าวเด้งในนาข้าว หรือ หญ้าข้าวนก ข้าวดีด ข้าวเด้ง ที่เกษตรกรรู้จักกันดี กลายเป็นปัญหาหนักอกของชาวนามานานหลายปี เพราะมีอัตราการเติบโตและกระจายพันธุ์ดีมาก จนเป็นเหตุให้ข้าวปลูกโตไม่ทัน ต้นล้มตายผลผลิตลด สร้างความเสียหายให้แก่ผู้ปลูกมากมายจริง ด้วยปัญหาที่หนักข้อขึ้นทุกวันของเจ้าวัชพืชชนิดนี้ อ.อธิศพัฒน์ วรรณสุทธิ์ จากมูลนิธิชัยพัฒนา อ.ท่าลี่ จ.เลย เกษตรกรผู้มากความสามารถที่คว้ารางวัลชะนะเลิศ ในการประกวดเกษตรกรสำนึกรักบ้านเกิด ประจำปี พ.ศ. 2559 ได้ให้คำแนะนำสำหรับการนำจุลินทรีย์หน่อกล้วยมาให้กำจัดข้าวดีด ข้าวเด้ง หรือ ข้าวนกไว้ตามสูตร

วิธีการใช้ :หลังเก็บเกี่ยว หรือ ก่อนทำลายตอซังข้าว ให้ผันน้ำเข้านาสูง ประมาณ 15-20 ซม. แล้วเติมจุลินทรีย์หน่อกล้วยสูตรขยาย 40 ลิตร ผสมกับ**เชื้อราไตรโคเดอร์ม่าสูตรขยาย 5 ลิตร ลงไปในนาข้าว หมักทิ้งไว้ 10-15 วัน แล้วจึงทำการไถกลบ เพียงเท่านี้ ก็จะสามารถกำจัดข้าวดีด ข้าวเด้ง รวมไปถึงเมล็ดหญ้าวัชพืชทุกชนิดที่อยู่ในดินให้ตายลงได้อย่างถาวร แถมยังช่วยย่อยสลายตอซังข้าวให้กลายเป็นปุ๋ยพืชสดลงดินได้ด้วย

**สูตรขยายเชื้อราไตรโคเดอร์มา(ราเขียว) : ใช้หัวเชื้อราไตรโคเดอร์ม่า 1 ซอง หรือ ประมาณ 2 ช้อนโต๊ะ + น้ำ 20 ลิตร + กากน้ำตาลหรือน้ำตาลทรายแดง 1 ลิตร คนให้เข้ากัน หมัก 48 ชม. จึงนำไปใช้เป็นสูตรขยายในสูตรนี้ได้ [20]

--------------------

สูตรที่ 9 : ป้องกันนก หนู แมลง เข้าทำลายเมล็ดพันธุ์ข้าวหลังหว่าน สูตรนี้ อ.อธิศพัฒน์ วรรณสุทธิ์ ได้แนะนำไว้ในหนังสือเกษตรอินทรีย์ ภาคปฏิบัติ 1 โดยแนะให้ใช้ร่วมกับฮอร์โมนไข่ และสมุนไพรบางชนิด เพื่อใช้เป็นเกราะป้องกัน ศัตรูข้าว เช่น นก หนู แมลง เข้าทำลายเมล็ดพันธุ์ข้าวหลังหว่านให้ได้รับความเสียหาย

วิธีการใช้ : ใช้จุลินทรีย์หน่อกล้วย อัตรา 2 ช้อนโต๊ะหรือ 30 ซีซี ผสมกับ ฮอร์โมนไข่ตามที่ให้ไว้ในสูตรที่ 7 ในอัตรา 2 ช้อนโต๊ะ หรือ 30 ซีซี ผงบอระเผ็ด หรือ ฟ้าทะลายโจร หรือ พืชอื่นๆ ที่มีรสขม ฝาด เฝื่อน จำนวน 30 กรัม แล้วนำไปผสมกับน้ำ 20 ลิตร ใช้แช่เมล็ดข้าวก่อนหว่าน อย่างน้อย 6 ชม. [21]

9.2. การนำจุลินทรีย์หน่อกล้วยไปใช้ในการเพาะปลูกพืช


สูตรที่ 1 : ใช้กระตุ้นรากกิ่งตอน สูตรนี้หมอดินประจำตำบลห้วยสัก นางแต้ม ฟูน้อง ต.ห้วยสัก อ.เมือง จ.เชียงราย ได้แนะนำ พร้อมยืนยันเป็นแม่นมั่นว่า ใช้ได้ผลดีพอๆ กับกะปิเลยทีเดียว นอกจากนี้การใช้จุลินทรีย์หน่อกล้วยช่วยกระตุ้นรากกิ่งตอน ยังทำให้รากกิ่งตอนที่ได้นั้นแข็งแรงอีกด้วย

วิธีการใช้ : นำจุลินทรีย์หน่อกล้วยสูตรหัวเชื้อ อัตรา ประมาณ 4 ช้อนโต๊ะ หรือ 60 ซีซี ผสมน้ำเปล่า 10 ลิตร คนให้เข้ากัน จากนั้นนำขุยมะพร้าวลงแช่ไว้ประมาณ 1 คืน เมื่อครบกำหนดเวลาให้นำขุยมะพร้าวไปใช้ตอนกิ่งพืช โดยเฉพาะไม้ผลได้ทุกชนิดด้วยวิธีการตอนกิ่งทั่วไปโดยไม่ต้องใช้กะปิหรือน้ำยาเร่งรากอีกเลย [22]

--------------------

สูตรที่ 2 : กระตุ้นการงอกของเมล็ดและเสริมความแข็งแรงให้พืชผัก สูตรนี้คุณนำพา ขัติกันทา เจ้าของศูนย์เรียนรู้โรงเรียนชาวนา ต.ท่าสาย อ.เมือง จ.เชียงรายได้นำไปใช้กับพืชผักที่เพาะปลูกเพื่อจำหน่ายแล้วพบว่าการใช้จุลินทรีย์หน่อกล้วยร่วมกับฮอร์โมนไข่ จะช่วยกระตุ้นการงอกของเมล็ดพันธุ์ผักให้มีเปอร์เซ็นการงอกดี และเติบโตเร็ว ได้ต้นอวบใหญ่ รสหวานกรอบ

การใช้เพาะเมล็ดพันธุ์ผัก : นำจุลินทรีย์หน่อกล้วย + *ฮอร์โมนไข่ อย่างละ 2 ช้อนแกง ผสมน้ำอุ่นที่อุณหภูมิ 40-50 องศาเซลเซียส แล้วนำเมล็ดพันธุ์ผักห่อผ้าขาวบางแช่น้ำอุ่นทิ้งไว้ 2-3 ชั่วโมง จากนั้นนำไปคลุกกับแป้งมันหรือแป้งข้าวเหนียว/ข้าวเจ้า ก่อนหว่านลงแปลงปลูกเพียงเท่านี้ก็ผักก็จะโตดี มีเปอร์เซ็นต์การงอกสูงและมีรสชาติหวานกรอบขึ้นด้วย [23]

--------------------

สูตรที่ 3 : บำรุงหน้ายางหลังกรีดให้สมบูรณ์ป้องกันรักษาโรคหน้ายางตายนึ่ง สูตรนี้คุณ สุชาติ พระสุวรรณ เกษตรกรผู้ทำสวนยางที่ อำเภอน้ำโสม จ.อุดรราชธานี ใช้เป็นเคล็ดลับในการบำรุงหน้ายางและใช้แก้อาการหน้ายางตายนึ่งอย่างได้ผลดีมาก ทำให้ไม่มีปัญหาเรื่องหน้ายางตาย ด้วยเคล็ดลับที่ได้จากการใช้จุลินทรีย์หน่อกล้วยเข้ามาช่วยในการจัดการ

วิธีการใช้ : โดยคุณสุชาติใช้จุลินทรีย์หน่อกล้วยทาหน้ายางที่เปิดกรีดแล้ว เป็นประจำสม่ำเสมอ หลังจากทำการทดลองแล้วพบว่า หน้ายางพาราที่กรีดแล้วใช้จุลินทรีย์หน่อกล้วยทาหน้ายางหรือบริเวณที่กรีดยาง เปลือกของยางพาราจะหุ้มเร็วขึ้น และหน้ายางจะนิ่มกรีดได้ง่ายขึ้น เพียงใช้จุลินทรีย์หน่อกล้วยสูตรหัวเชื้อมาทาหน้ายางแบบไม่ต้องผสมน้ำ ในวันที่พักหน้ายาง(พักกรีด) ทำให้เห็นเลยว่าน้ำยางที่ได้จากการกรีดนั้นไหลดีไม่สะดุดจึงอยากแนะนำเกษตรกรคนอื่นต่อไป [24]

--------------------

สูตรที่ 4 : ใช้กำจัดหญ้าวัชพืชอาจารย์อธิศพัฒน์ วรรณสุทธิ์ ปราชญ์ชาวบ้านมูลนิธิชัยพัฒนา แห่ง อ.ท่าลี่ จ.เลย ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการใช้จุลินทรีนย์หน่อกล้วยมากำจัดหญ้าวัชพืชไว้กับ เจ้าหน้าที่ ร่วมด้วยช่วยกันสำนึกรักบ้านเกิด ไว้ว่าจุลินทรีย์หน่อกล้วยนั้นมีฤทธิ์ในการกำจัดหญ้าวัชพืชแบบได้ผลชะงัดและลดต้นทุนการผลิตได้อย่างดี

วิธีการใช้ :

- สำหรับนาข้าว ให้ใช้จุลินทรีย์หน่อกล้วยสูตรกำจัดหญ้าวัชพืช ในปริมาณ 40 ลิตร/ไร่ ฉีดพ่นในนาข้าวที่มีน้ำประมาณ 10 เซนติเมตร ก่อนปลูกข้าวประมาณ 7-10 วัน แล้วจึงปล่อยน้ำออก

- สำหรับพืชไร่ พืชสวน แปลงปลูกผลไม้ สามารถนำจุลินทรีย์หน่อกล้วยสูตรกำจัดหญ้าวัชพืชนี้ ไปฉีดพ่นกำจัดหญ้าระหว่างร่องปลูกได้โดยไม่ต้องผสมน้ำอีก [25]

--------------------

สูตรที่ 5 : ใช้บำรุงพืชผัก ป้องกันโรคทางดินและกำจัดแมลงในแปลงปลูก สูตรนี้นายสมาน จันเหว่า เกษตรกรผู้ปลูกผักจาก อ.เมือง จ.นครนายก ได้แนะนำว่า ตนนำจุลินทรีย์หน่อกล้วยมาใช้บำรุงพืชผักเป็นประจำ ทำให้ไม่พบปัญหาเรื่องผักเป็นโรคที่เกิดจากเชื้อรา หรือ มีปัญหาเรื่องหนอนผีเสื้อเข้าทำลาย เนื่องจากไข่ของแมลงที่โดนจุลินทรีย์หน่อกล้วยเข้าไปจะเกิดอาการฝ่อไม่สามารถฟักเป็นตัว หรือ ถ้าระยะตัวหนอนโดนจุลินทรีย์หน่อกล้วยเข้าไป จะทำให้หนอนเข้าดักแด้ได้ แต่กลายเป็นผีเสื้อไม่ได้ กลายเป็นการตัดวงจรของแมลงทำให้ แมลงลด จำนวนลงไป จากวงจรชีวิตที่ไม่สมบูรณ์ นอกจากนี้พอใช้ทุกวันยังพบว่าดินในแปลงผักกลับกลายเป็นดินดี ผักโตเร็ว และ ต้นอวบใหญ่กว่าตอนไม่ใช้จุลินทรีย์หน่อกล้วยมาก

วิธีการใช้ : ใช้จุลินทรีย์หน่อกล้วยสูตรหัวเชื้อ 2-3 ช้อนโต๊ะ ต่อน้ำ20 ลิตร ฉีดพ่นผักในแปลงปลูกและดินในแปลงผักทุก 3-5 วัน [26]

--------------------

สูตรที่ 6 : กระตุ้นหน่อไผ่ให้ออกนอกฤดู (กุมภาพันธ์-มีนาคม) คุณสวัสดิ์ อกนิตย์ เกษตรกร บ้านหัวเรือ ต.หัวเรือ อ.เมือง จ.อุบลราชธานี ผู้ปลูกไผ่ มีเคล็ดวิธีดีๆ เกี่ยวกับการใช้จุลินทรีย์หน่อกล้วยกระตุ้นให้ไผ่ออกหน่อนอกฤดู (ก.พ.-มี.ค.) เพื่อเพิ่มรายได้ให้แก่ตัวเองจนประสบความสำเร็จอย่างสวยงาม นอกจากนี้ยังพบว่าการใช้จุลินทรีย์หน่อกล้วยกับไผ่ที่ปลูกไว้ ยังทำให้ไผ่ออกหน่อเร็วและแตกหน่อได้เยอะขึ้น รวมทั้งมีขนาดใหญ่ รสชาติ หวาน กรอบ อร่อย ขึ้นด้วย

วิธีการใช้ : นำจุลินทรีย์หน่อกล้วยสูตรหัวเชื้ออัตรา 20-40 ซีซี ผสมน้ำ 20 ลิตร ราดรดโคนต้น หรือ ถ้าไม่ผสมน้ำก็สามารถนำน้ำหมักจุลินทรีย์หน่อกล้วยสูตรขยายมาราดรดโคนต้นไผ่ได้เลย สำหรับอัตราดังกล่าวจะใช้ทุก 7-10 วัน หรือ จะถี่กว่านี้ก็ได้ (ยิ่งบ่อยเท่าไหร่ยิ่งดี) โดยวิธีนี้จะช่วยย่อยสลายเศษซากวัชพืช ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก รอบโคนกอไผ่ ทำให้ไผ่สามารถดึงธาตุอาหารไปใช้ประโยชน์ได้สะดวกมากขึ้น จึงออกหน่อเร็ว แตกหน่อเยอะ ได้หน่อใหญ่ และ มีรสชาติดี เป็นที่ติดใจผู้บริโภค [27]

--------------------

สูตรที่ 7 : ใช้บำรุงกล้วยและไม้ผลอื่นๆ ให้มีผลใหญ่เต่งตึง อีกหนึ่งคุณประโยชน์ที่ได้จากจุลินทรีย์หน่อกล้วยที่ผู้ใหญ่สงบ หาญกล้า เกษตรกร อ.ประทาย จ.นครราชสีมา แนะนำว่าใช้บำรุงพืชผลแล้วได้ผลใหญ่ ผิวเต่งตึง ได้น้ำหนักได้ราคาดี ด้วยต้นทุนการผลิตที่ลดลง

วิธีการใช้ : เพียงแค่ใช้จุลินทรีย์หน่อกล้วยสูตรขยาย อัตรา 250 ซีซี ผสม น้ำ 20 ลิตร ราดรดโคนต้น ทุก 5-7 วัน ในช่วงที่กล้วยแทงปลีก็จะทำให้กล้วยตกเครือดี เพิ่มขนาดผลให้ใหญ่ขึ้นและมีจำนวนหวีต่อเครือมากขึ้นด้วย หรือ ถ้าใช้กับไม้ผลอื่นๆ ใช้ช่วงที่มีการติดผล ทุก 7 วัน จะทำให้ ติดลูกดกและผลมีขนาดใหญ่ขึ้นได้เช่นกัน 28

--------------------

สูตรที่ 8 : การใช้จุลินทรีย์หน่อกล้วยป้องกันแมลงศัตรูพืช สูตรนี้ อ.อธิศพัฒน์ วรรณสุทธิ์ ปราชญ์เกษตร จาก อ.ท่าลี่ จ.เลย ได้แนะนำให้มีการใช้จุลินทรีย์หน่อกล้วยมาเป็นตัวช่วยเร่งปฏิกริยา ในการย่อยสลายสมุนไพร ที่นำมาใช้ในการป้องกันกำจัดแมลง เช่น พริก สาบเสือ ข่า บอระเพ็ด สะเดาฯลฯ

วิธีการทำและการนำไปใช้ : ใช้พืชสมุนไพร รสขม ฝาด ร้อน จำนวน 30 กก. + กากน้ำตาลหรือน้ำตาลทรายแดง 10 กก. + จุลินทรีย์หน่อกล้วย 1 ลิตร หมัก 15 วัน ปิดฝาแบบไม่ต้องสนิท ตั้งไว้ในที่ร่ม เมื่อครบกำหนดเวลาจะได้ ของเหลวสีน้ำตาลใส ที่มีค่า pH ต่ำกว่า 4 ใช้ในอัตรา 1 ลิตร + น้ำ 500 ลิตร ฉีดพ่นพืชไร่และไม้ผล และ ใช้ในอัตรา 1 ลิตร ต่อน้ำ 1,000 ลิตร ฉีดพ่น พืชผักและไม้ดอก ทุกๆ 15 วัน (คลุมปกติ) หรือ ทุก 3-5 วัน ติดต่อกัน 3 ครั้ง ในช่วงที่มีแมลงศัตรูพืชระบาด [29]

--------------------

สูตรที่ 9 : อาหารจานด่วนสำหรับพืช สูตรนี้คิดค้นโดยภูมิปัญญาและประสบการณ์ที่ผ่านมาของ อ.อธิศพัฒน์ วรรณสุทธิ์ ปราชญ์เกษตร จาก อ.ท่าลี่ จ.เลย ที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์แทนปุ๋ยเคมีได้ 100% ชนิดที่ว่าใช้วันนี้ เห็นผลทันทีใน 3-7 วัน หากใช้เป็นประจำสม่ำเสมอ พืชปลูกจะมีความแข็งแรง ต้านทานโรค-แมลงได้ดี ด้วยส่วนผสมตามสูตร

ส่วนผสม :

1. จุลินทรีย์หนอ่กล้วย (สูตร อ.อธิศพัฒน์ ปรับปรุงใหม่) จำนวน 1 ลิตร

2. ฮอร์โมนไข่ จำนวน 1 ลิตร

3. นมหมัก (สูตร อ.อธิศพัฒน์ ปรับปรุงใหม่) จำนวน 3 ลิตร

วิธีการทำและการนำไปใช้ : ผสมส่วนผสมทั้งหมดในทั้งหมัก คนให้เข้ากัน แล้วหมักแบบปิดฝาทิ้งไว้ 14 วัน ระหว่างการหมักให้คนทุกวัน ใช้ในอัตรา อาหารจานด่วน 2 ช้อนโต๊ะ + น้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นทางใบพืช ทุก 7-10 วัน หรือ ให้ทางดินให้ใช้ในอัตรา 5 ช้อนโต๊ะ + น้ำ 20 ลิตร (หากพืชต้นเล็กให้ลดอัตราส่วนลงมาครึ่งหนึ่ง)

การใช้อาหารจานด่วนปราบโรคใบจุดวงแหวนที่เกิดจากเชื้อไวรัสในมะละกอ : ใช้อาหารจานด่วน 10 ช้อนโต๊ะ + น้ำ 10 ลิตร รดโคนต้นทุกๆ 7 วัน ติดต่อกันประมาณ 3 ครั้ง จะสามารถหยุดยั้งการเกิดโรคได้ และทำให้ต้นมะละกอแข็งแรงขึ้น กลับมาติดผลดกมีรสชาติดี และหลังจากมะละกอกลับสู่ปกติแล้วให้ใช้ในอัตรา 5 ช้อนโต๊ะ+น้ำ 20 ลิตร รดโคนต้นมะละกอ ทุก 7 วัน จะทำให้ต้นแข็งแรงดีไม่อ่อนแอต่อโรคและยืดอายุการเก็บเกี่ยวได้นานขึ้น ผลที่ได้จะทนทานต่อการเน่าเสีย ทำให้เก็บรักษาได้นานขึ้น

การใช้อาหารจานด่วนปราบโรคแคงเกอร์ในพืชตระกูลส้ม เช่น มะนาว ส้ม ส้มโอ มะกรูด ฯลฯ : ใช้อาหารจานด่วน 5 ช้อนโต๊ะ + น้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นทางใบและบริเวณโคนต้นเป็นประจำสม่ำเสมอ จะทำให้ติดผลดกตลอดปี ผลมีขนาดใหญ่ พืชมีภูมิต้านทานโรคได้ดี ใบที่เกิดใหม่จะมีความมันวาว เขียวสดตลอดปี ถ้าเป็นส้ม ผลผลิตที่ได้จะมีรสชาติหวานหอม ติดผลรุ่นต่อรุ่น [30]

--------------------

สูตรที่ 10 : ฟอสเฟตน้ำ หรือ ซุปเปอร์ฟอสเฟต (P2O5) ด้วยคุณสมบัติของจุลินทรีย์หน่อกล้วยที่ผลิตได้นั้นยังสามารถนำไปใช้ต่อยอดอะไรได้อีกมากมาย หากเข้าใจและรู้จักนำไปประยุกต์ใช้ให้เหมาะสม โดยสูตรนี้ อ.อธิศพัฒน์ วรรณสุทธิ์ ปราชญ์เกษตร จาก อ.ท่าลี่ จ.เลย ได้แนะนำไว้เพื่อนำไปใช้แทนปุ๋ยฟอสเฟต ตามสูตร

ส่วนผสม :

1. เปลือกหอยหรือเปลือกปูหรือเปลือกไข่(เผาและบดละเอียด) จำนวน 3 กก.

2. จุลินทรีย์หน่อกล้วย จำนวน 300 ซีซี

3. น้ำตาลทรายแดง จำนวน 2 กก.

4. สับปะรดสับ(ทั้งเปลือก) จำนวน 2 กก.

5. น้ำสะอาด จำนวน 5 ลิตร

วิธีการทำและการนำไปใช้ : นำส่วนผสมทั้งหมดใส่ในทั้งหมักและคนให้เข้ากัน ปิดฝาแบบไม่ต้องสนิท หมักนาน 3 เดือน หมั่นคนทุกวันระหว่างการหมัก นำไปใช้ในอัตรา 2 ช้อนโต๊ะ + น้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นทางใบ ทุกๆ 7 วัน หรือ ใช้ในอัตรา 5 ช้อนโต๊ะ + น้ำ 20 ลิตร รดให้ทางดิน ทุกๆ 7 วัน

--------------------

สูตรที่ 11 : ปุ๋ยหมักโพแทสเซียม สูตรนี้ใช้แทนปุ๋ยโพแทสเซียม ซึ่งพืชจำเป็นต้องใช้ในระยะใกล้เก็บเกี่ยว เพื่อเปลี่ยนแป้งที่สะสมอยู่ในผลให้เป็นน้ำตาล จึงทำให้รสชาติผักผลไม้นั้นหวานขึ้น

ส่วนผสม :

1.ดินประสิว จำนวน 1 ช้อนโต๊ะพูน

2.จุลินทรีย์หน่อกล้วยสูตรหัวเชื้อหรือสูตรขยาย จำนวน 1 ลิตร

วิธีการทำและการนำไปใช้ : นำส่วนผสมคนให้เข้ากันจนละลายทิ้งไว้ 2 วัน แล้วนำไปใช้ในอัตรา 5 ช้อนโต๊ะ + น้ำ 20 ลิตร รดทางดินให้กับพืชก่อนเก็บเกี่ยว อย่างน้อย 7-10 วัน ให้ทุกๆ 3 วันหรือห่างกว่านี้ จนกระทั่งเก็บเกี่ยว

**สำหรับการให้ปุ๋ยโพแทสเซียมแรกๆ จะทำให้พืชมีอาการใบเหลืองซึ่งเป็นเรื่องปกติ

--------------------

สูตรที่ 12 : ปุ๋ยหมักเพิ่มความหวาน สูตรนี้ขอนำเสนอต่อจากสูตรก่อนหน้าซึ่ง อ.อธิศพัฒน์ วรรณสุทธิ์ ปราชญ์เกษตร จาก อ.ท่าลี่ จ.เลย ได้แนะนำไว้ดังนี้

ส่วนผสม :

1. ดินประสิว จำนวน 1 ช้อนโต๊ะพูน

2. จุลินทรีย์หน่อกล้วย จำนวน 1 ลิตร

3. ด่างทับทิม จำนวน ครึ่งช้อนชา

วิธีการทำและการนำไปใช้ : นำส่วนผสมทั้งหมดผสมให้เข้ากัน แล้วหมักไว้ 7 วัน จึงจะนำไปใช้ได้ ซึ่งปุ๋ยสูตรนี้จะเรียกว่าปุ๋ยหวาน หรือ น้ำหมักหวาน แต่ห้ามฉีดพ่นทางใบโดยตรง ต้องนำไปใช้ผสมน้ำรดต้นไม้ เพื่อเพิ่มความหวานให้ผลผลิตพืช โดยเฉพาะไม้ผล โดยใช้น้ำหมักหวาน 5 ช้อนโต๊ะ ผสมน้ำ 20 ลิตร รดพืชผักไม้ผลก่อนเก็บเกี่ยว 15 วัน (เมล่อน/แคนตาลูป) จะทำให้ได้รสชาติหวานชื่นใจ [31]

9.3. การนำจุลินทรีย์หน่อกล้วยไปใช้ในการเลี้ยงสัตว์

สูตรที่ 1 : ใช้ลดกลิ่นเหม็นในบ่อเลี้ยงปลาหรือสัตว์น้ำ คุณผ่าน ปันคำ เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ จ.เชียงราย ได้แนะนำวิธีการแก้ไขปัญหาเรื่องบ่อเลี้ยงปลาแบบระบบปิด(บ่อดิน,บ่อซีเมนต์) มีกลิ่นเหม็นไม่พึงประสงค์ ด้วยการใช้น้ำหมักจุลินทรีย์หน่อกล้วย เข้ามาช่วยบำบัด ซึ่งพบว่านอกจากจะทำให้กลิ่นเหม็นในบ่อเลี้ยงหายไปภายใน 7-10 วันแล้วคุณภาพน้ำในบ่อเลี้ยงยังมีสภาพดีขึ้น รวมทั้งยังช่วยปรับสภาพความเป็นกรดเป็นด่างของน้ำให้คืนสู่ค่าปกติได้

วิธีการใช้ : ใช้จุลินทรีย์หน่อกล้วยสูตรหัวเชื้ออัตรา 1 ลิตร ต่อปริมาตรน้ำในบ่อเลี้ยงปลา 1,000 ลิตร นอกจากใช้น้ำหมักจุลินทรีย์หน่อกล้วยแล้ว กากที่เหลือจากการหมักยังสามารถนำไปใส่ในบ่อเลี้ยงปลา เพื่อลดกลิ่นเหม็นของน้ำได้อีกทางหนึ่งด้วย [32]

--------------------

สูตรที่ 2 : ปรับสภาพน้ำในบ่อเลี้ยงปลาช่วงฝนตกชุก ด้วยจุลินทรีย์หน่อกล้วย ช่วงที่มีฝนตกชุกอาจส่งผลกระทบต่อสภาวะความเป็นอยู่ของปลาหรือสัตว์น้ำที่เลี้ยงไว้ จากการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิในบ่อปลา สภาพน้ำมีการเปลี่ยนแปลง และเกิดการระบาดของโรคได้ ดังนั้นเกษตรกรควรเพิ่มความเข้มงวดในการดูแลสัตว์น้ำที่เลี้ยงไว้ให้มากกว่าช่วงปกติ โดยเฉพาะเกษตรกรที่เลี้ยงปลาในกระชัง และสัตว์น้ำอื่นๆ ควรควบคุมคุณภาพน้ำในบ่อหรือกระชังที่เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำอย่างสม่ำเสมอเพื่อให้ค่า pH อยู่ในระดับที่เหมาะสม หรือค่า pH อยู่ที่ประมาณ 7.5 แต่ถ้าหากค่า pH ต่ำ หรือมากกว่านั้น แสดงว่าสภาพน้ำในบ่อเป็นสภาพกรดหรือด่าง ซึ่งน้ำจะเริ่มเน่าเสีย ส่งผลให้ปลาเกิดความเครียด ไม่กินอาหาร หรือลอยคอขึ้นมาหายใจ ปลาอาจตายได้ ซึ่งปัญหาดังกล่าวเกษตรกรบางรายอาจใช้ปูนขาวในการปรับสภาพน้ำ แต่คุณบุญล้อม เต้าแก้ว ปราชญ์เกษตรคลื่นลูกใหม่ ต.หนองโน อ.เมือง จ.สระบุรี ได้แนะวิธีการปรับสภาพน้ำด้วยจุลินทรีย์ และใช้ได้ผล 100 %

วิธีการทำและการนำไปใช้ : ใช้จุลินทรีย์หน่อกล้วยสูตรหัวเชื้อหรือสูตรขยาย จำนวน 1 ลิตร + ปูนขาว จำนวน 1 กก. และน้ำผสมให้เข้ากันจนส่วนผสมละลายเป็นเนื้อเดียวกัน แล้วนำไปใช้ สาดกระจายเป็นจุดๆ ให้ทัวบ่อเลี้ยงเพื่อปรับสภาพน้ำในบ่อเลี้ยง กบ หรือสัตว์น้ำอื่นๆ และ ปลาน้ำจืดได้ทุกชนิด โดยอัตราส่วนดังกล่าวนั้นเหมาะสำหรับพื้นที่ 1 งาน ซึ่งเกษตรกรสามารถปรับเพิ่มอัตราส่วนได้ตามขนาดของพื้นที่ โดยเทคนิคนี้สามารถใช้ในการปรับสภาพน้ำให้มีความสมดุล กรด-ด่าง เพิ่มออกซิเจนในน้ำในช่วงที่ฝนตกต่อเนื่อง

คำแนะนำเพิ่มเติม : ให้เกษตรกรสังเกตุอาการของสัตว์เลี้ยงเพื่อหาเวลาหรือความถี่ที่เหมาะสม โดยสามารถสังเกตุได้จาก ถ้ามีปลาเริ่มโผล่ขึ้นมาหายใจบนผิวน้ำในช่วงฝนตกชุก ให้ใช้สูตรนี้ปรับสภาพน้ำทุก สัปดาห์ สัปดาห์ละ 2 ครั้ง และเมื่อกลับเข้าสู่สภาพปกติ ให้ลดความถี่ลงเป็นอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง อย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มออกซิเจนในน้ำ และป้องกันน้ำเน่าเสียภายในบ่อ [33]

--------------------

สูตรที่ 3 : เลี้ยงเป็ดไข่และไก่ไข่ให้ตกไข่ดก-ได้ไข่ฟองใหญ่ด้วยจุลินทรีย์หน่อกล้วย+ฮอร์โมนไข่ การเลี้ยงเป็ดและไก่ให้มีสุขภาพดี สมบูรณ์ แข็งแรง กินอาหารได้เยอะ ออกไข่ดก ไข่ฟองใหญ่ ทำได้ไม่ยากเพียงแค่บำรุงด้วยสูตรจุลินทรีย์หน่อกล้วยและฮอร์โมนไข่ เป็นประจำ ดังคำแนะนำจากคุณบุญมี มะลิสา ประธานศูนย์เรียนรู้เครือข่ายปศุสัตว์อินทรีย์บ้านป่าก่อ ต.ชานุมาน อ.ชานุมาน จ.อำนาจเจริญ

วิธีการใช้ : ใช้ฮอร์โมนไข่ จำนวน 1 ช้อนโต๊ะ + จุลินทรีย์หน่อกล้วยสูตรขยาย จำนวน1 ช้อนโต๊ะ +น้ำสะอาด 10 ลิตร ใส่ในภาชนะให้เป็ด-ไก่กินแทนน้ำทุกวัน จะทำให้เป็ดไก่มีสุขภาพดี ไม่เครียด เพราะสูตรนี้มีจุลินทรีย์ที่ช่วยย่อยอาหารได้ดี ส่งผลให้สัตว์เลี้ยงกินอาหารได้มากขึ้น จึงตกไข่ดกและฟองใหญ่ขึ้นด้วย [34]

--------------------

สูตรที่ 4 : การใช้จุลินทรีย์หน่อกล้วยในการเลี้ยงสัตว์ การทำฟาร์มปศุสัตว์ ไม่ว่าจะเป็นการเลี้ยงสัตว์ใดๆ ก็ตามย่อมมีกลิ่นเหม็นรบกวน กลายเป็นแหล่งมลพิษทางอากาศ โดยเฉพาะการทำฟาร์มสุกร ที่จะประสบปัญหาเรื่องมลภาวะทางกลิ่นมากที่สุด และการนำจุลินทรีย์หน่อกล้วยมาช่วยในการเลี้ยงสัตว์นอกจากจะช่วยขจัดกลิ่นเหม็นให้หมดไปได้แล้ว ยังทำให้สุขภาพความเป็นอยู่ของสัตว์เลี้ยงดีขึ้นด้วยการนำจุลินทรีย์หน่อกล้วยมาช่วยในการจัดการ

วิธีการใช้ : สำหรับการนำมาใช้ช่วยดับกลิ่นเหม็นในคอกสัตว์เลี้ยง เช่น สุกร ให้ใช้จุลินทรีย์หน่อกล้วยในอัตรา 2 ช้อนโต๊ะ ผสมน้ำ 20 ลิตร แล้วราดรดลงบนพื้นคอกหรือให้สัตว์เลี้ยงกิน จะช่วยลดกลิ่นเหม็นและทำให้สัตว์ขับถ่ายได้ดีขึ้น และ สำหรับสัตว์อย่าง โค-กระบือ-แพะ ให้ใช้ในอัตราส่วน จุลินทรีย์หน่อกล้วย 3 ช้อนโต๊ะ+น้ำ 15 ลิตร รดหญ้าหรือฟางที่จะให้โค-กระบือ-แพะกินให้ชุ่ม จะช่วยให้ไม่ท้องอืด ทำให้ระบบย่อยอาหารทำงานดีขึ้น


9.4. การนำจุลินทรีย์หน่อกล้วยไปใช้ประโยชน์ ตามแบบฉบับ อ.อธิศพัฒน์ วรรณสุทธิ์ (ถอดบทเรียนจาก งานสัมมนา Start Up Rakbankerd


"สำหรับแนวคิดที่ผมนำจุลินทรีย์หน่อกล้วยเข้ามาใช้ในพื้นที่การเกษตรของตนเองนั้นเริ่มต้นเมื่อ 5 ปีก่อนที่ไร่บนพื้นที่ อ.ท่าลี่ จ.เลย ซึ่งเป็นดินภูเขา มีแต่กิน ขุดเจาะไม่เข้าต้องใช้อีติ๊ก(เครื่องมือคล้ายจอบที่ใช้ขุดเจาะพื้นดินที่เข็งมากหรือดินปนหินแข็ง) มาช่วยขุดจึงจะขุดได้ แต่ก็เป็นดินที่ปลูกพืชอะไรก็ไม่งาม เพราะดินแข็งยิ่งกว่าลูกรัง ดินเป็นป่าหิน ปลูกอะไรก็ไม่ขึ้น ขึ้นได้อย่างเดียว คือ หญ้า พืชอื่นปลูกไม่ขึ้นเพราะรากชอนลงไปไม่ได้ จึงได้นำจุลินทรีย์ ตามสูตรต่างๆ ที่ได้มาจากการทำงานและการไปศึกษาดูงาน มาใช้ปรับปรุงพื้นที่ดินของตัวเองตามแนวพระราชดำริ และมีความเชื่อมั่นในประสิทธิภาพของจุลินทรีย์มาก โดยเฉพาะจุลินทรีย์หน่อกล้วย ที่ผลิตและหาได้ง่าย มาผสมน้ำแล้วราดรดลงดินไปทุกวันๆ ปรากฏว่าแม้แต่หินก้อนใหญ่ๆ ก็แตก พอเอาไปหมักในโอ่งดิน โอ่งก็แตก ซึ่งนี่คืออนุภาคของจุลินทรีย์หน่อกล้วย ที่เกิดจากการทดลองมาตลอด จริงๆ แล้วเรื่องนี้พระเจ้าอยู่หัวได้พระราชดำริมาว่าให้ปราชญ์ต่างๆ ไปศึกษาเรียนรู้เรื่องจุลินทรีย์ไปทำมา แต่มีข้อกำหนดว่า ชาวบ้านต่างๆ ต้องทำได้ ไม่ยากเกินไปแล้วได้ประโยชน์สูงสุด ซึ่งตอนนั้นผมเรียนอยู่กับ อ.สุวัฒน์ ทรัพยะประภา นักวิชาการอิสระ รุ่นพี่ เคมี ได้นำภูมิปัญญาหรือน้ำหมักที่ชาวบ้านทำๆ กันมาทำการทดลองในห้องแล็ปแล้วคิดค้นว่ามันมีจุลินทรีย์อะไรบ้าง จนประสบผลสำเร็จว่า สามารถนำไปใช้ย่อยสลายทางการเกษตร และใช้ในครัวเรือนได้ ผมก็เอาตัวจุลินทรีย์หน่อกล้วยนี้ไปทดลองลงมือทำ ตามจังหวัดต่างๆ จน ประสบผลสำเร็จสามารถใช้ได้ทุกที่ เพราะนี่คือจุลินทรีย์ท้องถิ่นพบได้ทั่วประเทศ และต้นกล้วยก็หาได้ทุกจังหวัด ทุกอำเภอจึงสามารถทำได้ง่าย"

นี่เป็นส่วนหนึ่งจากบทสัมภาษณ์ที่ อ.อธิศพัฒน์ วรรณสุทธิ์ ได้กล่าวถึงความเป็นมาเกี่ยวกับองค์ความรู้และภูมิปัญญาที่ได้จากการเรียนรู้และทดลองทำมาตลอดชีวิต เมื่อครั้งมาเป็นวิทยากรงานสัมมนา Start Up รักบ้านเกิดที่ อิมแพคเมืองทองธานี ในงาน SIMA ASEAN Thailand 2016 เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2559 ที่ผ่านมา ซึ่งผู้เขียนขอสรุปเกี่ยวกับคุณประโยชน์ของจุลินทรีย์หน่อกล้วยที่ได้จากประสบการณ์ของ อ.อธิศพัฒน์ วรรณสุทธิ์ไว้เป็นข้อๆ ดังนี้

1. แก้ปัญหาห้องน้ำเต็ม/ส้วมเต็ม ด้วยจุลินทรีย์หน่อกล้วยสูตรหัวเชื้อในอัตรา 1 แก้วกาแฟ หรือ ประมาณ 200 ซีซี ราดลงไปในคอห่านหรือชักโครก เพียง 15 นาที ส้วมจะหายตันใช้สัปดาห์ละ 1 ครั้ง จากเคยสูบส้วมปีละ 3 รอบ จะเหลือเพียงแค่รอบเดียว เพราะจุลินทรีย์หน่อกล้วยจะไปช่วยย่อยสลายอินทรีย์วัตถุ เมื่อใช้บ่อยๆ สิ่งปฏิกูลที่สะสมอยู่ในระบบจะยุบลง กลิ่นเหม็นจะหมดไปภายใน 5 นาที

2. ขับไล่แมลงสาบ ใช้จุลินทรีย์หน่อกล้วยสูตรขยายหรือสูตรหัวเชื้ออัตรา 10 ซีซี ผสมน้ำ 1 ลิตร แล้วนำน้ำที่ผสมได้ใส่ฟ็อกกี้ฉีดพ่นตามท่อระบายน้ำ และ มุมอับที่คาดว่าเป็นที่อยู่ของแมลงสาบ ไม่นานแมลงจะอพยพไป

3. ไล่ยุง มด ปลวก ใช้จุลินทรีย์หน่อกล้วยสูตรขยายหรือสูตรหัวเชื้ออัตรา 10 ซีซี ผสมน้ำ 1 ลิตรและผสมเหล้าขาวเล็กน้อย แล้วนำน้ำที่ผสมได้ใส่ฟ็อกกี้ฉีดพ่น(เหมือนเวลาใช้เสปรย์กำจัดยุง มด ปลวก) แล้ว ยุง มด ปลวก ก็จะไม่มาเข้าใกล้

4. กำจัดแมลงวัน/แมลงวันทอง ใช้จุลินทรีย์หน่อกล้วยสูตรขยายหรือสูตรหัวเชื้ออัตรา 10 ซีซี ผสมน้ำ 1 ลิตร ฉีดพ่นในกองขยะเมื่อมีแมลงวันมาวางไข่ ไข่แมลงวันที่เกิดนั้นจะกลายเป็นหนอน แต่จะเข้าดักแด้หรือเป็นตัวแมลงวันไม่ได้ เป็นการตัดวงจรของแมลง / สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการกำจัดแมลงวันทองหรือแมลงวันผลได้ด้วย ด้วยการเก็บผลผลิตที่ถูกแมลงวันทองหรือแมลงวันผลไม้เข้าทำลายมากองรวมกันแล้วฉีดพ่นด้วยจุลินหรีย์หน่อกล้วยหรือหมักทำปุ๋ยโดยใช้จุลินทรีย์หน่อกล้วยช่วยย่อยสลาย

5. กำจัดลูกน้ำยุงทุกชนิด ใช้จุลินทรีย์หน่อกล้วยสูตรหัวเชื้อหรือสูตรขยาย หยอดลงในแหล่งน้ำ ในอัตราแทนทรายกำจัดยุงที่มีชื่อทางการค้าว่า ทรายอะเบท(Abate Sand Granules) ที่ใช้กันในปัจจุบันในอัตรา จุลินทรีย์หน่อกล้วย 1 ส่วน ต่อน้ำ 1,000 ส่วน(กรณีที่แหล่งน้ำนั้นไม่มีสัตว์น้ำ/สัตว์เลี้ยง) หรือ ใช้ในอัตรา จุลินทรีย์หน่อกล้วย 1 ส่วนต่อน้ำ 10,000 ส่วน(กรณีที่แหล่งน้ำนั้นมีสัตว์น้ำ/สัตว์เลี้ยง) จะทำให้ไข่ยุงกลายเป็นลูกน้ำไม่ได้หรือถ้าเป็นลูกน้ำก็จะกลายเป็นยุงไม่ได้ ซึ่งจุลินทรีย์หน่อกล้วยจะปลอดภัยกว่าสารเคมีที่ใช้กันทั่วไป และยังไม่มีสีไม่มีกลิ่นอีกด้วย

6. ดับกลิ่นแอร์ ใช้จุลินทรีย์หน่อกล้วยสูตรขยายหรือสูตรหัวเชื้ออัตรา 10 ซีซี ผสมน้ำ 1 ลิตร ฉีดพ่นแอร์ ที่มีกลิ่นเหม็นเพียง 5 นาที กลิ่นเหม็นจะหายไป

7. ดับกลิ่นเหม็นไม่พึงประสงค์ หากมีกลิ่นเหม็น ณ จุดใด ใช้จุลินทรีย์หน่อกล้วยสูตรขยายหรือสูตรหัวเชื้ออัตรา 10 ซีซี ผสมน้ำ 1 ลิตร ฉีดพ่นไป ณ ที่ตรงนั้น เพียง 5 นาที

8. ซิ้งค์ล้างจานอุดตัน ,ท่อระบายน้ำเหม็น หรือ เหม็นกลิ่นปัสสาวะ ให้ใช้จุลินทรีย์หน่อกล้วยสูตรหัวเชื้อ อัตรา 1 แก้วกาแฟ หรือ 200 ซีซีเทลงไปในท่อ แล้วราดน้ำตามลงไป ภายใน 5 นาทีท่อระบายน้ำจะหายเหม็น ซิ้งค์ล้างจานจะหายอุดตัน

9. แก้ปัญหาท่อระบายน้ำอุดตัน ใช้จุลินทรีย์หน่อกล้วยสูตรหัวเชื้อหยอดลงไปบ่อยๆ ในอัตรา 2 ช้อนโต๊ะ แล้วท่อจะหายอุดตันเพราะจุลินทรีย์หน่อกล้วย จะไปย่อยสลายเศษผมหรือเศษอินทรีย์วัตถุทำให้ท่อหายตัน โดยไม่ต้องใช้โซดาไฟ ถ้าใช้บ่อยๆ จะทำให้ท่อแตกได้ **ซึ่งจุลินทรีย์หน่อกล้วยจะไม่ย่อยพลาสติกด้วย ท่อจึงไม่เสีย

10. ขจัดคราบไขมันอุดตัน,ไขมันในบ่อพัก,ไขมันในบ่อบำบัด ให้ใช้จุลินทรีย์หน่อกล้วยสูตรหัวเชื้อหรือสูตรขยาย อัตรา 1-2 แก้วกาแฟเทลงไปบริเวณที่มีการอุดตันของคราบไขมัน หรือ ในบ่อบำบัดน้ำเสีย เช้ามาไขมันจะหายไป

11. ลดความอ้วน ใช้จุลินทรีย์หน่อกล้วยสูตรหัวเชื้อหรือสูตรขยาย ที่ผลิตจากหยวกกล้วยสะอาด 3 กก. + น้ำตาลทรายแดง 3 ขีด + น้ำ 5 ลิตร หมัก 7 วัน ดื่มเพียวๆ 1 ช้อนโต๊ะหลังอาหารทุกเช้า(ดื่มแล้วจะมีอาการมึนๆ นิดๆ เหมือนกระแช่ เพราะยังมีแอลกอฮอล์ ) แล้วดื่มน้ำตามมากๆ ภายใน 1 เดือน น้ำหนักจะลดลงได้ถึง 3 กก. หรือ ถ้าหมักต่อไปเพื่อลดแอลกอฮอล์ที่เกิดจากการหมักจนครบ 21 วัน ก็จะไม่แรงมาก ** สูตรนี้จะทำให้ไขมันที่สะสมไว้ตาม ผิวหนัง ก้น พุง หรือ ตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย ค่อยๆ สลายหายไป

12. เสริมอึ๋ม เพิ่มความเต่งตึง ทำให้หน้าอกกระชับ ไม่หย่อนยาน,ขั้วผลเหนียว สูตรนี้จะใช้หัวปลีกล้วยแทนหยวกกล้วย 3 กก.+ น้ำตาลทรายแดง 3 ขีด + น้ำ 5 ลิตร หมัก 7 วัน ดื่มเพียวๆ 1 ช้อนโต๊ะหลังอาหารทุกเช้า แล้วดื่มน้ำตามมากๆ จะช่วยเสริมให้หน้าอกเต่งตึง หรือ อึ๋มขึ้นมาได้โดยไม่ต้องไปเสริม เพราะในปลีกล้วยนั้นมีฮอร์โมนเพศหญิงอยู่มาก จึงให้ผลดีต่อเพศหญิง **และถ้าหมักติดต่อไปจนครบ 21 วัน แล้วนำไปใช้ ฉีดพ่นผลไม้ในอัตรา 1-2 ช้อนโต๊ะ+น้ำ 20 ลิตร จะช่วยส่งเสริมให้ ขั้วผลเหนียวขึ้น ลดการหลุดร่วงของไม้ผลได้ดี

13. เร่งยาว สูตรนี้จะใช้แกนกล้วยสับ(ส่วนในสุดของต้นกล้วยที่ออกลูกแล้ว ยาวจากปลีกล้วย-โคนต้น) จำนวน 3 กก.+น้ำตาลทรายแดง 1 กก. +น้ำสะอาด 5 ลิตร หมักไว้ 21 วัน จะได้จุลินทรีย์แกนกล้วยนำไปใช้ในอัตราจุลินทรีย์แกนกล้วย 2 ช้อนโต๊ะ+น้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นพืชปลูก ทุก 7-14 วัน เพื่อเร่งการยืดยาวของยอด จะทำให้พืชแตกยอดยาว หากฉีดในขณะที่รวงข้าวตั้งท้อง จะทำให้รวงข้าวยาว ฉีดในถั่วฝักยาวจะได้ฝักยาวมาก ฉีดในมะเขือจะได้มะเขือหรือบวบจะได้มะเขือหรือบวบที่ยาว-ตรงสวย หากผู้ชายดื่มเพียวๆ 1 ช้อนโต๊ะหลังอาหารทุกเช้า แล้วดื่มน้ำตาม มากๆ จะช่วยเพิ่มความยาวได้ด้วยเช่นกัน

14. ล้างสารเคมีตกค้างในพืชผักผลไม้ ใช้จุลินทรีย์หน่อกล้วยสูตรหัวเชื้อในอัตรา 2 ช้อนโต๊ะ+น้ำเปล่า1 กะละมัง(ที่ใช้ล้างผัก) แล้วแช่พืชผักผลไม้ไว้ 15 นาที จากนั้นล้างออกด้วยน้ำสะอาด

15. กำจัดฟอร์มาลีนในอาหารทะเล ในปัจจุบันจะมีพ่อค้าแม่ค้าหัวใสใช้ฟอร์มาลีนเพื่อป้องกันการเน่าเปื่อย กับอาหารทะเล ทำให้อาหารทะเลสดอยู่นาน แต่เป็นอันตรายต่อตัวผู้บริโภค ดังนั้นหากไม่แน่ใจว่าอาหารทะเลที่ซื้อมามีฟอร์มาลีนติดมาหรือไม่ ให้ใช้จุลินทรีย์หน่อกล้วยสูตรขยายอัตรา 5 ช้อนโต๊ะ + น้ำ 1 กะละมัง/10 ลิตร แช่อาหารทะเลก่อนนำมาประกอบอาหารนาน 10-15 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำเปล่า วิธีนี้จะขจัดฟอร์มาลีนได้ 100% ทำให้อาหารปลอดภัย เนื่องจากจุลินทรีย์หน่อกล้วยจะไปห่อหุ้มตัวก่อสารพิษให้ตกตะกอนอยู่ด้านล่าง จึงไม่เกิดสารพิษปนเปื้อนมาในอาหารทะเล

16. รักษากลากเกลื้อ น้ำกัดเท้า ใช้สูตรปรามโรคทาแผลน้ำกัดเท้า ผิวหนังที่เป็นกลากเกลื้อน เช้า-เย็น เป็นประจำ ไม่นานก็จะหาย

17. รักษาโรคสะเก็ดเงิน ใช้สูตรปรามโรคทาน 1 ช้อนชา หลังอาหารตอนเช้า แล้วใช้สำลีชุบสูตรปรามโรคทาผิวหนังที่เป็นสะเก็ดเงิน เพียง 15 นาทีจะหายคัน ผิวที่เป็นสะเก็ดเงิน(ด้านแข็ง)จะกลับมาเนียนนุ่มในทันที ควรทาเป็นประจำเช้า-เย็น ทำติดต่อกันนาน 6 เดือน อาการของโรคจะดีขึ้นโดยไม่ต้องพึ่งยาเสตียรอยด์ **สามารถทานได้เรื่อยๆ เพราะโรคนี้อยู่ที่กระแสเลือดรักษาไม่หาย ต้องทานเสตียรอยด์ระงับอาการไปตลอดชีวิต สูตรนี้จะไปช่วยให้ไม่แสดงอาการที่ผิวหนัง

18. กำจัดห็บ หมัด เหา หากสัตว์เลี้ยงมี เห็บ หมัด หรือ คนในบ้านเป็นเหา ให้ใช้สูตรปรามโรค ทาชโลมให้ทั่วตัว(สัตว์เลี้ยง) หรือ ทาชโลมให้ทั่วหัว(คน) หมักไว้ 10 นาที แล้วล้างออกตามปกติ เพียงครั้งเดียวหาย

19. รักษาโรคเรื้อนในสัตว์เลี้ยง หากสัตว์เลี้ยงเป็นโรคเรื้อนให้ใช้สูตรปรามโรค ทาชโลมผิวบริเวณที่เป็นเรื้อนหรือทาให้ทั่วตัวสัตว์เลี้ยง(ไม่ต้องล้างออกเพราะสัตว์จะเลียหายไปเอง) เพียงครั้งเดียว โรคจะหาย ขนจะกลับมาเงางาม มีสุขภาพดี

20. รักษาแผลเป็นนูนและคีลอยด์ ใช้สูตรปรามโรค ทาบริเวณที่เป็นแผลเป็น เช้า-เย็น แผลจะนุ่ม เนียน หายเป็นปกติโดยไม่ต้องไปฉีดหรือใช้ยาอื่นใดเลย

21. ปรับสภาพน้ำในบ่อสัตว์เลี้ยงหรือบ่อบำบัดหรือน้ำที่ปนเปื้อนสารเคมี ใช้กากต้นกล้วยที่เหลือจากการหมัก(7 วัน) ไปโยนใส่บ่อปลาหรือบ่อกุ้งไม่นาน เพียงไม่นานน้ำจะใสขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด หรือ จะใช้น้ำหมักจุลินทรีย์หน่อกล้วยในอัตรา จุลินทรีย์หน่อกล้วย 1 ส่วน ต่อน้ำ 1,000 ส่วน (กรณีที่แหล่งน้ำนั้นไม่มีสัตว์น้ำ/สัตว์เลี้ยง) หรือ ใช้ในอัตรา จุลินทรีย์หน่อกล้วย 1 ส่วนต่อน้ำ 10,000 ส่วน(กรณีที่แหล่งน้ำนั้นมีสัตว์น้ำ/สัตว์เลี้ยง)น้ำที่เน่าเสียจะกลับมาใสใน 7 วัน

22. ปรับน้ำมันพืชใช้แล้วให้กลับมาใสปลอดสารก่อมะเร็ง หากนำจุลินทรีย์หน่อกล้วยหรือกากของจุลินทรีย์หน่อกล้วยใส่ลงไปในน้ำมันเก่าหลังทอดเสร็จแล้ว เพียง 1 กำมือ(กาก) หรือใช้น้ำหมักจุลินทรีย์หน่อกล้วย ในอัตรา 10-20 ซีซี(ปริมาณการใช้ขึ้นอยู่กับปริมาณของน้ำมันเก่า) แล้วตั้งทิ้งไว้ 1 คืน พอเช้ามาสารก่อมะเร็งจะถูกจับให้ตกตะกอนอยู่ด้านล่างหมด น้ำมันที่เหลือจึงใสและสามารถนำน้ำมันนั้นกลับมาใช้ใหม่ได้อย่างปลอดภัย

23. รักษาโรคพืชที่รุนแรงหรือรักษาหายยาก เช่น โรคตายพราย(กล้วย),โรคไวรัสด่างวงแหวน(มะละกอ),โรคแคงเกอร์(มะนาว,ส้ม,มะกรูด),รากเน่า-โคนเน่า(ทุเรียน),แอนแทรคโนส,หน้ายางตาย ฯลฯ ใช้จุลินทรีย์หน่อกล้วยสูตรขยายราดลงไปที่โคนต้นพืชโดยตรงอัตรา 1 แก้วกาแฟ แล้วรดน้ำตาม 20 ลิตร หรือจะใช้ผสมน้ำราดทุก 7 วัน ไม่นานพืชจะมีอาการใบเขียวขึ้นและแข็งแรงขึ้น กรณีใช้รักษาโรคหน้ายางตาย(เป็นไม่มาก) ให้ใช้ในอัตราจุลินทรีย์หน่อกล้วยสูตรขยาย 5 ช้อนแกง / น้ำ 20 ลิตร ทาหน้ายางและราดโคนต้น แต่ถ้าเป็นมากให้ใช้จุลินทรีย์หน่อกล้วยสูตรขยาย อัตรา 200 ซีซี ผสมน้ำ 20 ลิตร ทาหน้ายางและรดโคนต้น เพียงแป้บเดียวใบจะเขียว หน้ายางจะกลับมานิ่มกรีดได้เหมือนเดิม ซึ่งเรียกว่าสูตรน็อคเอ้าท์

24. ปรับปรุงบำรุงดินในสวน-ไร่นา แก้ดินหิน ดินกรวด ดินภูเขา ดินดาน ด้วยการปล่อยให้หญ้าวัชพืชขึ้น แล้วตัดต้น ไถกลบ หรือกรณีทำนา ก็ไถกลบตอซังแล้วราดหรือฉีดพ่นด้วยจุลินทรีย์หน่อกล้วยสูตรหัวเชื้อหรือสูตรขยาย ในอัตรา 1 ลิตร ต่อ น้ำ 500 ลิตรหรือ 50 ซีซีต่อน้ำ 20 ลิตร (กรณีมีพืชปลูก) หรือ 1 ลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร (กรณีที่ไม่มีพืชปลูก) แล้วปล่อยทิ้งไว้เพียง 7-14 วัน หญ้าวัชพืช หรือฟางข้าว ก็จะกลายเป็นดินที่สมบูรณ์ จากนั้นบำรุงดินด้วยอาหารจานด่วนตามอัตราส่วนตั้งต้น จะได้ดินดีนุ่มนิ่มขึ้นภายในเวลาไม่เกิน 6 เดือน** หากในพื้นที่ไม่มีหญ้าวัชพืชขึ้น เช่น ดินภูเขาหรือ แก้ดินดาน ให้ใช้จุลินทรีย์หน่อกล้วยผสมน้ำในอัตรา 1 ลิตร / น้ำ 20 ลิตร ราดรดลงดินทุกวัน(ดินภูเขา) หรือ ไถเตรียมดินเสร็จแล้วราดจุลินทรีย์หน่อกล้วยลงไปทุกครั้งที่มีการเตรียมดิน(ดินดาน) หินภูเขาจะแตกและถูกย่อยสลายกลายเป็นชั้นฮิวมัส ที่สามารถปลูกพืชอะไรก็งอกงามได้ใน 6 เดือน เช่นกัน

25. แก้ดินเค็ม-ดินเปรี้ยว ปรับค่า pH ในดิน ในประเทศไทยดินเป็นกรด(เปรี้ยว)มาก การรดดินด้วยจุลินทรีย์หน่อกล้วยลงไปในดินตามอัตราส่วนในข้อ 24. จุลินทรีย์หน่อกล้วย จะไปห่อหุ้มตัวที่ทำให้เกิดกรดในดิน ให้กลายเป็นตะกอนอยู่ด้านล่างลึกลงไปพอถูกย่อยสลายลงไปเรื่อยๆ ดินที่เป็นกรด-ด่าง-เค็ม ก็จะกลายเป็นกลาง ค่า pH จะอยู่ที่ 6.5-7 พืชก็จะโตได้

26. แก้ปัญหาพืชขาดน้ำในพื้นที่ที่มีน้ำน้อยหรือเจอพิษภัยแล้ง จากประสบการณ์เมื่อปี พ.ศ.2558 ที่ผ่านมาที่เกิดภัยแล้งหนัก ต้นข้าวที่ปลูกไว้เริ่มมีอาการแห้งเหลืองกรอบ ไม่ออกรวง เพราะขาดน้ำ จึงโตต่อไม่ได้ จึงนำจุลินทรีย์หน่อกล้วย ผสมกับฮอร์โมนไข่และนมหมักไปฉีดให้ 7 วันครั้ง ปรากฏว่าข้าวออกรวงได้ดีโดยที่ดินข้างล่างนั้นแตกระแหง ไม่มีน้ำเลย กลายเป็นว่าจุลินทรีย์หน่อกล้วยช่วยแก้ปัญหาเรื่องน้ำน้อยได้ **เนื่องจากเกษตรกรไทยมีความเข้าใจผิดๆ ว่าพืชจะต้องได้รับอาหารทางรากเพียงอย่างเดียว ซึ่งจริงๆ แล้ว พืชมีการกินอาหารทางปากใบด้วย สูงถึง 70 % ผมจึงนำจุลินทรีย์หน่อกล้วย ผสมน้ำในอัตรา 1 ส่วน+สูตรอาหารจานด่วน 1 ส่วน + น้ำนมหมัก 1 ส่วน + น้ำ 1,000 ลิตร ฉีดพ่นทางใบ จึงช่วยกู้ชีพข้าวมาจากภัยแล้งได้ไม่รู้กี่สิบไร่ นี่จึงเป็นทางออกของการเกษตรในสถานการณ์น้ำน้อย

สูตรนมหมัก : ใช้นมสด 10 ลิตร +น้ำตาลทมรายแดง 1 กก.+จุลินทรีย์หน่อกล้วยสูตรหัวเชื้อ 1 แก้วกาแฟ หมักไว้ 14 วัน แบบปิดฝาแล้วเปิดคนทุกวันจนครบกำหนด ก็จะได้กรดแลคติกที่มีประโยชน์ในการช่วยย่อยสลายหินปูนและสลายอนุภาคของดินที่ยึดเกาะกันเหนียวแน่น(ดินดาน) ให้แตกออกกลายเป็นดินร่วนซุย สำหรับการใช้นมหมักให้ใช้ในอัตรา นมหมัก 10 ลิตร + น้ำ 200 ลิตร(ฉีดพ่นได้ 1 ไร่) ฉีดพ่นให้ทั่วพื้นที่เพาะปลูก แล้วตากดินให้โดน แดด ฝน ลม น้ำค้าง ต่อไปอีก 20-30 วัน ดินที่เป็นดินดานหรือดินเหนียวแน่นจะหลวมขึ้น หากทำซ้ำบ่อยๆ ดินจะร่วนซุย ทำให้พืชโตดี รากชอนไชหาอาหารได้ไกลขึ้น

27. ผลิตไบโอดีเซล จากน้ำมันเก่า ใช้จุลินทรีย์หน่อกล้วยสูตรหัวเชื้อหรือสูตรขยายในอัตรา จุลินทรีย์หน่อกล้วย + น้ำส้มสายชู 5% + เหล้าขาว ที่ผสมรวมกันแล้วได้ 1 ลิตร ใส่ลงไปในน้ำมันพืชใช้แล้ว 10 ลิตร แล้ววางทิ้งไว้ 2 วัน น้ำมันพืชเก่าก็จะกลายเป็นไบโอดีเซล ที่นำไปใช้งานได้แทนน้ำมัน [35]

เขียน/เรียบเรียงโดย : มินยดา อนุกานนท์ Web Content Editor @ www.rakbankerd.com
แหล่งอ้างอิงข้อมูล :
[1] สำนักสำรวจและวิจัยทรัพยากรดิน กรมพัฒนาที่ดิน, "ลักษณะและคุณสมบัติของชุดดิน ภาคกลาง : ชุดดินองครักษ์(Ongkharak Series)" , กรมพัฒนาที่ดิน,http://oss101.ldd.go.th/web_thaisoils/pf_desc/central/Ok.htm, (สืบค้นเมื่อวันที่ 19-8-59)

[2] "จุลินทรีย์เพื่อการเกษตร", จุลินทรีย์ SM, http://cw-sm.com/5002, (สืบค้นเมื่อวันที่ 19-8-59

[3]msomsak,"สิ่งมีชีวิตในดิน", สำนักวิชาเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์, http://agri.wu.ac.th/msomsak/Soil/Lecture/SoilLive/SoilLive.htm, (สืบค้นเมื่อวันที่ 19-8-59)

[4]"จุลินทรีย์เพื่อการเกษตร", จุลินทรีย์ SM, หน้าเดียวกัน

[5]msomsak,"สิ่งมีชีวิตในดิน", สำนักวิชาเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์, หน้าเดียวกัน

[6]นพดล จรัสสัมฤทธิ์. 2537. ฮอร์โมนพืชและสารควบคุมการเจริญเติบโตของพืช. โรงพิมพ์สหมิตร ออฟเซท, กรุงเทพฯ. 124

[7]"แทนนิน", วิกิพีเดีย, https://th.wikipedia.org/wiki/แทนนิน, (สืบค้นเมื่อวันที่ 18-9-59)

[8]มณฑาทิพย์ ยุ่นฉลา, "เรื่องกล้วย กล้วย", สำนักบริการคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, http://www.ku.ac.th/e-magazine/august45/agri/banana.html, (สืบค้นเมื่อวันที่ 19-9-59)

[9]ศุภิสรา สิงหภาณุพงศ์?, "เรื่องกล้วยๆ", bananabananastory , นำข้อมูลขึ้นเมื่อวันที่ 27-1-56, http://bananabananastory.blogspot.com/2013/01/blog-post_405.html, (สืบค้นเมื่อวันที่ 19-8-59)

[10]พิมพ์เพ็ญ พรเฉลิมพงศ์ , "แทนนิน/Tannin", Food Network Solution, http://www.foodnetworksolution.com , (สืบค้นเมื่อวันที่ 19-8-59)

[11]อธิศพัฒน์ วรรณสุทธิ์, "เกษตรอินทรีย์ ภาคปฏิบัติ 2", (มปป.),54-55

[12]เรื่องเดียวกัน,14-15.



[15]"จุลินทรีย์หน่อกล้วย 1 ไร่ได้ข้าว1,000 กก",ไทยรัฐ,24-9-56, http://www.thairath.co.th/content/edu/371568,(26-9-59)






[21]อธิศพัฒน์ วรรณสุทธิ์, "เกษตรอินทรีย์ ภาคปฏิบัติ 1", (มปป.),23








[29]อธิศพัฒน์ วรรณสุทธิ์, "เกษตรอินทรีย์ ภาคปฏิบัติ 1", (มปป.),27-30

[30]อธิศพัฒน์ วรรณสุทธิ์, "เกษตรอินทรีย์ ภาคปฏิบัติ 3", (มปป.),16-17

[31]อธิศพัฒน์ วรรณสุทธิ์, "เกษตรอินทรีย์ ภาคปฏิบัติ 2", (มปป.),54-57




[35]บทสัมภาษณ์,อธิศพัฒน์ วรรณสุทธิ์ งานสัมมนา Start Up รักบ้านเกิด,10-9-59
...
Your browser is out-of-date!

Update your browser to view this website correctly.Update my browser now

×