ปศุสัตว์เศรษฐี 
 
SMS : ปศุสัตว์เศรษฐี / การใช้สมุนไพรรักษาอาการตะขาบกัดแมงป่องต่อย
วันที่ส่ง SMS : 11 มิถุนายน 2552
เวลา : 10:30 น.
ข้อความ : สัตว์พิษ(1)รักษาอาการตะขาบกัดหรือแมงป่องต่อยด้วยพืชสมุนไพรหายปวดบวม
              สัตว์พิษ(2)ใช้น้ำยางของต้นตีนตะขาบทาบริเวณที่ถูกกัดหรือต่อยทาซ้ำเรื่อย
การใช้สมุนไพรรักษาอาการตะขาบกัดแมงป่องต่อย
จำนวนผู้ชม 17,182 คน
 
การทำการเกษตรในปัจจุบัน เกษตรกรหลายๆ ท่านอาจต้องเข้าไปในพื้นที่ที่มีแมลงหรือแมง อาทิ ตะขาบ แมงป่อง ฯลฯ ซึ่งมีพิษอาศัยอยู่และอาจจะถูกสัตว์จำพวกนี้ทำอันตรายได้ ทำให้เกิดความเจ็บปวดมากบ้างน้อยบ้างขึ้นอยู่กับอาการแพ้ของแต่ละคนหรือปริมาณพิษที่ได้รับ แต่โดยส่วนมากจะใช้เวลาประมาณ 2-3วันกว่าจะหายจากอาการ ลุงดำเกษตรกรผู้มีความรู้เกี่ยวกับการแก้พิษจากสัตว์ดังกล่าวได้บอกถึงวิธีการปฐมพยาบาลและรักษาเวลาที่ถูกตะขาบกัดหรือแมงป่องต่อยที่ถูกต้องซึ่งจะทำให้อาการเจ็บปวดหายไปอย่างรวดเร็ว

อาการโดยทั่วไปที่จะเกิดขึ้นสำหรับผู้ที่ถูกสัตว์จำพวกนี้ : การสังเกตรอยแผลตะขาบกัดเมื่อถูกตะขาบกัดจะพบรอยเขี้ยวสองรอย ลักษณะเป็นจุดเลือดออกตรงบริเวณที่ถูกกัด ส่วนแผลแมงป่องต่อยรอยแผลจะมีลักษณะคล้ายเข็มแทง รูเดียว บางครั้งอาจเป็นรอยไหม้ อาการที่พบได้ในคนที่โดนตะขาบกัดและแมงป่องต่อยจะมีอาการคล้ายๆ กัน คือ ทำให้มีการอักเสบ ปวดบวมแดงร้อน ชา เกิดอัมพาต ตรงบริเวณที่ถูกกัด ในบางรายอาจมีอาการแพ้ หรือกระวนกระวาย อาเจียน หัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะ มึนงง ปวดศีรษะ และอาจเป็นแผลไหม้อยู่ประมาณ 2-3 วัน

การปฐมพยาบาลเบื้องต้น : ให้ใช้ผ้าหรือเชือกมัดเหนือบริเวณบาดแผลประมาณ 5 นิ้ว

การรักษา :
วิธีที่ 1 เมื่อทำการปฐมพยาบาลเรียบร้อยแล้ว ให้ทำการหักต้นตีนตะขาบเพื่อเอาน้ำยางของต้นตีนตะขาบมาทาบริเวณบาดแผล เมื่อรู้สึกว่ายางเริ่มแห้ง ให้ทาซ้ำเรื่อยๆ ประมาณ 30 นาที ก็จะสามารถบรรเทาอาการเจ็บปวดและอาการบวมได้

วิธีที่ 2 ใช้ต้นและใบสดของว่านตีนตะขาบประมาณ 1 ขีด ตำให้ละเอียดแล้วเติมเหล้าขาวในปริมาณ 100 cc. นำส่วนผสมที่ได้มาพอกบริเวณบาดแผลประมาณ 30 นาที จะสามารถบรรเทาอาการเจ็บปวดและอาการบวมได้ ให้ทำการพอกยาจนกว่าจะหาย

**ว่านตีนตะขาบ เป็นไม้เล็กๆ ลำต้นเป็นปล้องๆ และมีใบออกติดกันเป็นปีกทั้ง 2 ข้าง จากโคนถึงยอดคล้ายกับตะขาบจริงๆ ลำต้นกลมโตคล้ายกับนิ้วของผู้ใหญ่ ยาวประมาณ 1 ฟุต ต้นและใบมีสีเขียวเข้ม เมื่อหักหรือตัดจะมียางสีขาวออกมา นิยมปลูกเป็นไม้ประดับ **

แหล่งที่มาของข้อมูล : นายดำรง จันนฤเบศภ์ แห่งบ้านหูรอ

ที่มา : ทางด่วนข้อมูลการเกษตร *1677
สถานีวิทยุร่วมด้วยช่วยกัน จ.ชุมพร