สวนเงินไร่ทอง
เรื่องกล้วยใครว่าจะกล้วยๆ : ว่าด้วยเรื่องโรค-แมลงศัตรูกล้วยที่ต้องเฝ้าระวัง!
ทีมรักบ้านเกิด 13 มีนาคม 2560
ตั้งแต่จำความได้(อีกแล้ว)ก็ไม่อาจจะสาวถึงต้นตอของคนที่นำคำว่า "กล้วย" มาใช้นิยามแทนคำว่า "ง่าย" ได้เสียที แต่ที่เห็นชัดเลยก็คือ คนไทยนิยมใช้คำว่ากล้วยในสำนวนที่สื่อถึงความง่ายดาย เช่น "ง่ายดังปอกกล้วยเข้าปาก" หรือ "เรื่องกล้วยๆ" กันมานานหลายชั่วอายุคน จนผู้เขียนเองก็เผลอเชื่อไปได้อย่างสนิทใจว่า อะไรที่เกี่ยวกับกล้วยนั้นคือความง่ายดาย และดันคิดไปเองเสียอีกไกลว่า กล้วยนั้นปลูกไม่ยาก และ โรค-แมลงก็ไม่น่าจะมีมากด้วย แต่ทว่า ไม่ใช่เลย เพราะพออากาศอยู่ในช่วงครึ่มฟ้าครึ้มฝนหรือช่วงปลายฝนต่อร้อน-แล้ง ก็จะพบว่ากล้วยที่ปลูกไว้นั้นมีอาการของโรค ใบจุดประปราย นานๆ ไปก็จะมี โรคซิกาโทกา(ใบจุดอีกชนิดหนึ่ง) เข้ามาเยี่ยมเยือนบ้าง และมีหนอนม้วนใบมาพักอาศัยอยู่ชั่วครู่ชั่วยาม แต่ที่จะพบบ่อยที่สุดก็คือโรคตายพรายหรือโรคเหี่ยว(ใบไหม้จากขอบ และต้นหรือก้านใบหักพับกลางลำ) ที่ล้วนแล้วแต่ทำให้กล้วยที่ปลูกไว้ไม่โต และไม่สวยอย่างที่ใจแอบมโนไปไกล
แชร์
1,760
การรับมือกับเชื้อราสาเหตุโรคพืชเบื้องต้น : สิ่งที่ผู้เขียนจะนำมาใช้ปฏิบัติการกับสวนกล้วยรอบบ้านที่ปลูกไว้ก็คือ การนำวิธีกลมาจัดการก่อนเป็นอันดับแรก เพราะสามารถทำได้ง่าย ไม่ต้องลงทุนอะไร แค่ใช้แรงงานตัดแต่งกิ่งก้านที่เป็นโรค ใบจุด ใบไหม้ หรือ ส่วนของพืชที่เป็นโรคไปเผาทำลายทิ้งให้ไกลๆ พื้นที่ของตัวเอง และเลี่ยงการใช้อุปกรณ์ เช่น มีดที่ใช้ตัดแต่งกิ่งใบ จอบ พลั่ว ฯลฯ ที่จะกลายเป็นพาหะของโรค ที่นำโรคจากต้นที่เป็นโรคไปสู่กล้วยต้นอื่นๆ จากนั้นผู้เขียนจึงนำความรู้พื้นๆ เข้ามาจัดการเป็นลำดับถัดไป เอาแบบเลี่ยงการใช้สารเคมีให้มากที่สุด โดยใช้ปูนแดงหรือปูนที่กินกับหมาก อัตราส่วนตามใจชอบ (ประมาณ 1 กำมือ ) ผสมกับน้ำสะอาด 15-20 ลิตร แล้วนำมีดที่ใช้ตัดแต่งกล้วยจากต้นหนึ่งเสร็จแล้ว จุ่มแช่ลงในกระป๋องน้ำละลายปูนกินหมากไว้ประมาณ 1 นาที (หรือนับแค่ 1-100 ในใจเร็วๆ) ก่อนจะนำมีดขึ้นมาใช้ตัดแต่งกิ่งก้านต้นกล้วยที่เป็นโรคต้นถัดไปทิ้ง และทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆ โดยเปลี่ยนน้ำปูนแดง เพียง 2 -3 ครั้งเท่านั้น(กล้วยไม่เยอะมากค่ะ) ส่วนน้ำที่ต้องเททิ้งก็นำไปราดรดลงดินบริเวณต้นที่มีอาการตายพรายที่ผู้เขียนขุดแบบถอนรากถอนโคนออกไปเผาทิ้งให้ชุ่ม ซึ่งก็เป็นการป้องกันกำจัดเชื้อราในดินในเบื้องต้นที่ได้ผลเช่นกัน

ซึ่งขณะนั้นผู้เขียนเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมต้องใช้ปูนแดง ที่คนไทยสมัยก่อนนิยมนำมาทานกับหมาก แต่เมื่อสมัยเรียนจบใหม่ๆ ได้มีโอกาสไปดูแลแปลงกล้วยไม้ที่ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา แล้วมีโอกาสได้อ่านตำราของ ศ.ดร.ระพี สาคริก เกี่ยวกับวิธีการจัดการโรคกล้วยไม้ โดยใช้ปูนแดงมาร่วมกำจัด จึงลองนำมาทำกับสวนกล้วยตัวเองดู ซึ่งก็ได้ผลดีตรงที่ไม่มีการระบาดต่อในวงกว้าง สามารถหยุดการแพร่กระจายของเชื้อโรคที่จะติดไปกับอุปกรณ์ได้ โดยเฉพาะโรคพืชที่เกิดจากเชื้อรา เนื่องจากปูนแดงนั้นทำมาจากหินปูน/เปลือกหอยแครง(สมัยก่อนและมีน้อยในปัจจุบัน) เมื่อนำมาละลายน้ำแล้วจะได้น้ำที่มีค่าความเป็นด่าง จึงใช้ยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อราสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคพืชได้ดี ด้วยความที่เชื้อราจะเจริญได้ดีในสภาพที่เป็นกรด เมื่อเอาความเป็นด่างเข้าไปแทนที่ความเป็นกรดก็จะเจือจางลง จึงทำให้กิจกรรมในกระบวนการต่างๆ ของเชื้อราไม่สามารถทำงานได้ในสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม สุดท้ายเชื้อราก็จะตายแบบอยู่ไม่ได้ไปเอง

วันนี้ผู้เขียนเห็นกระแสผู้คนหลั่งไหลมาปลูกกล้วยกันเยอะมากในปัจจุบัน หลังจากกล้วยตายไปมากเพราะภัยแล้งปี 2558 และ เกิดโรคระบาด ดังจะเห็นได้จากที่มีเกษตรกรหลายรายโทรเข้ามาสอบถามกันมาก เรื่องกล้วย ผ่านสายด่วน *1599 ศูนย์ทางด่วนข้อมูลการเกษตร(Farmer Info) ที่เป็นบริการความร่วมมือระหว่าง Rakbankerd.com กับ dtac ในการให้บริการข้อมูลข่าวสารทางการเกษตร แบบสายด่วนออนไลน์ (โทรฟรี สำหรับลูกค้า dtac ) นับตั้งแต่ปี พ.ศ.2551 เป็นต้นมา ผู้เขียนจึงขอใช้โอกาสนี้หันมาทบทวนพร้อมเรียนรู้เพิ่มเติมในสิ่งที่ผู้เขียนยังไม่ได้เรียนรู้อย่างจริงจังเกี่ยวกับกล้วยกันอีกครั้งหนึ่ง โดยเฉพาะเรื่องของ "โรค-แมลงศัตรูกล้วย" เพื่อป้องกันความเสียหายที่จะเกิดจากการไม่รู้จักสิ่งที่ทำดีพอ ด้วยกล้วยเป็นพืชที่มีโรคและแมลงรุม เช่นเดียวกับพืชชนิดอื่น หากเจ้าของไม่ใส่ใจ ก็จะเกิดปรากฎการณ์ ด้วงงวงเข้าทำลาย หรือ เกิดโรคระบาดอย่างโรคตายพรายที่ทำกล้วยตายยกสวนกันมาแล้ว ในช่วงปลายปี พ.ศ.2558 ถึงต้นปี 2559 ดังนั้น ผู้เขียนจึงอาจหาญกล้ากล่าวได้ว่า การปลูกกล้วยนั้นไม่กล้วยเหมือนคำฮิตติดปากที่คนไทยเราใช้สื่อถึงคำว่า "ง่าย" แน่ๆ

สามเหลี่ยมของการเกิดโรค (Disease triangle)




1.โรคพืชเกิดขึ้นได้อย่างไร

2. โรคกล้วยที่สำคัญ

- โรคตายพราย/โรคเหี่ยว(Banana Fusarium wilt/Panama disease)

- โรคซิกาโทก้า (Sigatoka)

- โรคแอนแทรคโนส(Anthracnose)

- โรคใบจุดกระ (Banana freckle )

3. แมลงศัตรูกล้วยที่สำคัญ

- หนอนปลอก

- หนอนม้วนใบ

- ด้วงงวง


โรคพืชเกิดขึ้นได้อย่างไร


ผู้เขียนขอสอดแทรกความรู้และข้อคิดเห็นส่วนตัวสลับกับการหยิบยกบทความทางวิชาการ เกี่ยวกับโรคกล้วยมาอธิบายพร้อมภาพประกอบจาก Internet เพื่อให้เกษตรกรผู้ปลูกกล้วยได้นำไปใช้เป็นแนวทางในการป้องกันกำจัดหรือจัดการกับกล้วยที่ปลูกไว้ ไม่ว่าจะเป็นกล้วยน้ำว้า กล้วยหอม กล้วยไข่ หรือ กล้วยอะไรก็ดี ให้พึงระลึกไว้ว่า ตราบใดที่ยังเป็นพืชตระกูลกล้วย(Musaceae) อาการของโรคและแมลงศัตรูพืชที่พบเข้าทำลายก็จะเป็นประเภทเดียวกันเหมือนดังเช่น ไข้หวัดคน ก็ต้องเกิดกับคน มีเชื้อโรคต่างไปจากไข้หวัดนก หรือ ไข้หวัดแมว นอกเสียจากว่าเชื้อโรคนั้นๆ จะมีการพัฒนาตัวเองให้แกร่งขึ้น(Adaptation) เหมือนเช่น โรคไข้หวัดนกที่ติดต่อสู่คนได้ อย่างไรก็ดี เชื้อโรคที่ทำให้เกิดโรคกับพืชก็ไม่สามารถทำให้เกิดโรคชนิดเดียวกันกับ คน หรือ สัตว์ เนื่องจากพืชและสัตว์นั้นต่างอาณาจักร ต่างชั้น ต่างสายพันธุ์ ต่างสรีระวิทยา เคมี และ มีกระบวนการมีชีวิตอยู่ไม่เหมือนกัน โรคจากพืชจึงไม่สามารถถ่ายทอดสู่สัตว์ได้ เช่นเดียวกับที่โรคของสัตว์ก็ไม่สามารถถ่ายทอดสู่พืชได้เช่นกัน

สำหรับการเกิดโรคในพืชนั้นมีสาเหตุหลัก 2 ประการคือ

1. โรคพืชที่เกิดจากสิ่งมีชีวิต (Biotic pathogen) เช่น เชื้อรา แบคทีเรีย ไวรัส ไวรอยด์ ไส้เดือนฝอย ไฟโตพลาสมา นก หนู หรือสัตว์ อื่นๆ รวมไปถึงการเกิดกาฝากกับพืช เป็นต้น

2. โรคพืชที่เกิดจากสิ่งไม่มีชีวิต (Non-Biotic pathogen) เช่น ขาดธาตุอาหาร การจัดการที่ไม่ถูกต้อง(ให้ปุ๋ยมากไป /รดน้ำมากไป) แสงแดด อุณหภูมิ ลม น้ำ อากาศ ความชื้น มลพิษทางน้ำและอากาศ และ สภาพความเป็นกรด-ด่างของดิน เป็นต้น

ปัจจัยที่ทำให้พืชเกิดโรค(Plant Disease) : การที่พืชจะเป็นโรคใดโรคหนึ่งได้นั้นต้องมีปัจจัยหลายๆ อย่างมาประกอบกัน(เหมือนเส้นแต่ละด้านในรูปสามเหลี่ยมด้านบนที่ต้องมาแตะต้องกัน) ในช่วงจังหวะเวลาที่เหมาะสมตามกฏของสามเหลี่ยมแห่งการเกิดโรค(Disease triangle) นั่นคือ จะต้อง มี 1. เชื้อสาเหตุ 2.พืชปลูก 3. สภาพแวดล้อม(ที่เหมาะสม) 4. เวลา ซึ่งถ้าขาดส่วนหนึ่งส่วนใดนี้ไปก็จะก่อให้เกิดโรคแก่พืชไม่ได้ (เรื่องนี้ผู้เขียนจำได้แม่นยำ เพราะพลาดสอบวิชาโรคพืชเบื้องต้นทำให้ต้องสอบทีหลังเพื่อน ด้วยชุดข้อสอบสุดหิน ทางแก้ผ้าเอาหน้ารอดของผู้เขียนคือการตื่นมาท่องจำทำความเข้าใจกับตำราเรียนตั้งแต่ ตี 3 - 6 โมงเช้าติดต่อกันเป็นสัปดาห์ ก่อนจะนัดอาจารย์ผู้สอนเพื่อทำการสอบใหม่) ซึ่งผู้เขียนจะขอขยายความเกี่ยวกับสามเหลี่ยมของการเกิดโรค(พืช) ไว้พอให้เข้าใจว่าทำไมต้องเป็นสามเหลี่ยมด้วยภาษาที่อ่านง่ายไม่วิชาการจ๋ามาก จนต้องปีนบันใดขั้นสูงๆ อ่านกัน ดังนี้

1.พืชปลูก หรือ พืชอาศัย (Host) เป็นสิ่งแรกเลยที่ต้องมี โดยพืชที่เราปลูกหรือแม้แต่ที่ไม่ได้ปลูกนั้นอยู่ในสภาพที่อ่อนแอพอที่เชื้อโรคจะเข้าทำลายได้ง่าย หรือ เป็นพาหะให้เชื้อโรคแฝงตัวอยู่

2.เชื้อสาเหตุ (Pathogen) เชื้อนี้ต้องอยู่ในสภาพที่แข็งแรง พร้อมแพร่พันธุ์ และ พร้อมลุยเพื่อความอยู่รอดของตนเองด้วย เช่น เชื้อนั้นยังเด็กยังไม่มีอวัยวะสืบพันธุ์หรือส่วนที่ใช้ขยายพันธุ์(สปอร์) ก็จะไม่สามารถแพร่พันธุ์เชื้อร้ายไปกัดกินพืชปลูก

3.สภาพแวดล้อม (Environment) ปัจจัยนี้เป็นสิ่งสำคัญมาก ซึ่งมนุษย์เราไม่สามารถควบคุมสภาพแวดล้อมได้ ดังนั้น การที่มีฝนมากเกินไป ความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศสูงเกินไป(อากาศชื้นสูง เช่น ช่วงฝนตกติดๆ กันหลายวันหรือหลังฝนตกใหม่ๆ ) ที่เอื้อต่อการเจริญเติบโตและขยายพันธุ์เพิ่มจำนวนของเชื้อโรคพืช เช่น เชื้อรา เชื้อแบคทีเรีย ที่อาศัยอยู่ในดิน วัชพืช หรือ ไม้ยืนต้นอื่นๆ หากเมื่อใดก็ตามที่ตกอยู่ในสภาพแวดล้อมแบบนี้ขอให้ดูแลแปลงพืชปลูกเพิ่มขึ้น เช่นทำทางระบายน้ำ ตัดแต่งกิ่งก้านใบที่รกทึบออก สร้างทางลมให้อากาศระบายได้สะดวก พืชก็จะเสี่ยงต่อการเกิดโรคน้อยลง

4. ระยะเวลา (Time) สิ่งนี้จะต้องทำให้ทั้งสามข้อที่กล่าวมานั้นสัมพันกัน จนก่อให้เกิดโรคได้ เช่น ระยะเวลาที่เชื้อโรคกับพืชนั้นสัมผัสกัน ในช่วงจังหวะที่สภาพแวดล้อมเหมาะสม เหมือนดั่งเส้นของรูปสามเหลี่ยมแห่งการเกิดโรค ตามภาพได้มาแตะหรือบรรจบกันทุกเส้นทุกมุมจนเกิดเป็นรูปสามเหลี่ยมดังกล่าว ภายใต้จังหวะเวลาที่เหมาะเจาะ ทั้งนี้ให้ลองนึกถึงตัวเองตอนที่อดนอนน้อย ทำงานหนัก พักผ่อนไม่พอ แล้วมาเจอกับลม ฝน และแอร์เย็นๆ ในออฟฟิศ ประจวบเหมาะกับคนในออฟฟิศเป็นหวัดอยู่ ก็จะทำให้เรามีโอกาสติดโรคหวัดนี้ได้ง่ายเช่นกัน เพราะได้จังหวะเวลาที่เหมาะสม องค์ประกอบครบ คือ มีความอ่อนแอ มีเชื้อโรค มีสภาพแวดล้อมที่เหมาะต่อการแพร่ระบาดหรือขยายพันธุ์ในเวลาที่ประจวบเหมาะ

เมื่อเกิดความเข้าใจแล้วว่าอะไรที่ทำให้พืชปลูกเป็นโรคได้ ก็จะนำมาสู่การพิจารณาอาการ หรือการวินิจฉัยพืชปลูกว่าเป็นโรคอะไร ? แล้วจะป้องกันแก้ไขกันอย่างไรให้เกิดผลกระทบต่อเงินในกระเป๋าของผู้ปลูกน้อยที่สุดกันค่ะ


อาการของกล้วยที่เป็นโรคตายพราย (Fusarium sp.)



โรคกล้วย


สำหรับโรคกล้วยที่ควรเฝ้าระวังและป้องกันกำจัด เพื่อลดความเสียหายต่อพืชปลูก มีดังนี้

1.โรคตายพราย/โรคเหี่ยว(Banana Fusarium wilt/Panama disease)
ในประเทศไทยมีการแพร่ระบาดของโรคนี้เป็นวงกว้าง พบในหลายพื้นที่ หรือ เกือบทุกจังหวัดในประเทศ และพบว่ากล้วยน้ำว้านั้นอ่อนแอต่อโรคนี้มากที่สุด โดยเฉพาะกล้วยที่มีอายุอยู่ระหว่าง 4-5 เดือน โดยเชื้อสามารถติดต่อแพร่กระจายได้ดี ทางดิน น้ำและลม ในพื้นที่ที่ดินเป็นกรดอย่างในเขต อ.องครักษ์ จ.นครนายก ซึ่งเป็นบ้านเกิดของผู้เขียนนั้นจะพบการระบาดของโรคนี้มากที่สุด ซึ่งโรคนี้มีการระบาดในประเทศไทยมาตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2535 และ เมื่อปลายปี พ.ศ. 2558 ก็พบว่ามีการแพร่ระบาด สร้างความเสียหายต่อกล้วยที่ปลูกไว้ได้มากมายหลายพื้นที่

สาเหตุของโรค : เกิดจากเชื้อรา Fusalium oxysporum f.sp. cubense

ลักษณะการแพร่ระบาด : มักจะแพร่ระบาดไปกับกล้วยที่ปลูกในดินเหนียวหรือในพื้นที่ที่มีการระบายน้ำไม่ดี เชื้อราจะมีอยู่มากบนผิวของเหง้าที่เป็นโรค โดยจะเห็นว่ามีส่วนขยายพันธุ์ของเชื้อรา(สปอร์)ติดอยู่เป็นจำนวนมาก ดังนั้น การแพร่ระบาดจึงเป็นไปได้ทั้งการใช้หน่อที่มีเชื้อ ,ทางดิน ,การให้น้ำ และ การใช้วัสดุ-อุปกรณ์ร่วมกัน

อาการของพืชที่เป็นโรค :

1. เชื้อราจะเข้าทำลายทางรากพืช แล้วไปเจริญอยู่ในท่อน้ำท่ออาหารของเหง้าและโคนต้น ทำให้ท่อน้ำท่ออาหารเกิดอุดตัน และเน่าเป็นสีน้ำตาล ตัดกับเนื้อเยื่อของกาบกล้วยหรือลำต้นเทียมสีขาว หากมีการผ่าตัดขวางลำต้นที่ความสูง 50-100 ซม. ออก จะเห็นเส้นท่อน้ำมีสีน้ำตาล-แดง-ดำ ได้ชัดเจน

2. เมื่อท่อน้ำถูกทำลายโดยเชื้อรา Fusarium sp. การส่งน้ำจากรากไปสู่ใบจึงเป็นไปได้ยากหรือเป็นไปไม่ได้เลย พืชจึงแสดงอาการเหี่ยวเฉาเหมือนขาดน้ำในเบื้องต้น ก่อนจะแสดงอาการที่หนักกว่านี้นั่นคือ ใบเหี่ยวและกิ่งหักพับลู่ลงมา วิธีการทดสอบ เมื่อพบว่ากล้วยมีการเหี่ยวเฉาเหมือนขาดน้ำ ให้เกษตรกรทำการให้น้ำกล้วยกอนั้นให้ชุ่มชื้นและเฝ้าดูว่า ภายใน 30 นาที - 1 ชม. นั้นพืชมีอาการฟื้นตื่่นจากสภาพที่สลดเหี่ยวเฉาแล้วกลับมาดีดังเดิมหรือไม่ หากยังเหี่ยวเฉาอยู่ให้สันนิษฐาน(คาดเดา)ไปเลยว่าเป็นโรคเหี่ยวเพราะเชื้อรา Fusarium sp. ชัวร์ ให้ลองขุดต้นออกมาตัดดูว่าท่อน้ำเสียหายหรือไม่ หากพบสัญญาณของโรคให้นำไปเผากำจัดทิ้ง โดยอย่าทิ้งลงในแหล่งน้ำหรือฝังดิน เพราะนั่นยิ่งเป็นหนทางให้เชื้อโรคขยายจำนวนและแพร่ระบาดได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

3. อีกอาการหนึ่งที่สังเกตุได้เด่นชัดในกล้วยที่อยู่ในระหว่างการเจริญเติบโต(ต้นเล็ก)ก็คือ ส่วนใบยอดหรือใบธง เป็นสีขาวอมเหลืองซีด ชูตั้งตรงอยู่บนยอด แต่ส่วนของกาบใบนั้นกลับหลุดออกหลวมๆ(เหมือนล่อนออกมา) หากกล้วยอยู่ในระยะของการเจริญเติบโตทางลำต้น จะหยุดชะงักการเจริญเติบโต-ไม่ออกปลีหรือตกเครือ

ข้อสังเกตุ : ทั้งต้นแก่และต้นอ่อนเมื่อผ่าลำต้นตรวจดูตามขวาง จะพบกาบที่อยู่ภายนอกมีเนื้อเยื่อสีเหลือง แต่กาบถัดเข้าไปเป็นสีน้ำตาลหรือสีน้ำตาลแดง


++ สรุปอาการของกล้วยที่เป็นโรคตายพราย ++

ระยะเริ่มแรก :ใบมีสีเหลือง 3-4 ใบและหักพับตรงโคนก้านใบ ทำให้ใบห้อยลู่ลงมาขนานกับลำต้นเทียม*

*ลำต้นเทียม คือ สิ่งที่เราเห็นว่าเป็นต้นกล้วย แต่จริงๆ แล้วคือกาบใบ

ระยะรุนแรง :ใบกล้วยมีสีเหลืองเหี่ยวหลายใบ และหักพับลงมาคลุมลำต้นเทียม

ระยะสุดท้าย :ใบกล้วยเหี่ยวแห้งทั้งต้นและยืนต้นตาย

การป้องกันกำจัด :

- ใช้ส่วนขยายพันธุ์ที่ปลอดโรค

- ทำลายต้นกล้วยที่เป็นโรค

- ห้ามขุดย้ายหน่อที่เป็นโรคไปปลูก

- ทำความสะอาดเครื่องมือ

- เมื่อขุดต้นที่เป็นโรคทิ้งแล้ว ควรใส่ปูนขาว 1-2 กก./หลุม

- ก่อนปลูกควรแช่หน่อพันธุ์ด้วยสารเคมีกำจัดเชื้อรา เช่น คาร์เบนดาซิม

- ราดโคนต้นที่เป็นโรคให้ชุ่มด้วยสารเคมี เช่น แคปแทน อัตรา 40 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร

- ฉีดสารเคมี คาร์เบนดาซิม เข้มข้น 2% จำนวน 3ม.ล./ต้น ทุก 5, 7 และ 9 เดือน

- ใช้สารเคมีราดบริเวณที่เป็นโรค

- ปล่อยน้ำให้ท่วมแปลงปลูก

- จัดระบบน้ำที่เหมาะสม

- ใช้เชื้อรา Trichoderma เข้ามาควบคุม

- ปลูกกล้วยอื่นแทนกล้วยน้ำว้า

- หรือ ใช้จุลินทรีย์หน่อกล้วยสูตรขยายมาปรามโรค ซึ่งแก้ได้ทั้งโรคตายพราย(กล้วย),โรคไวรัสด่างวงแหวน(มะละกอ),โรคแคงเกอร์(มะนาว,ส้ม,มะกรูด),รากเน่า-โคนเน่า(ทุเรียน),แอนแทรคโนส,หน้ายางตาย ฯลฯ เพียงใช้ จุลินทรีย์หน่อกล้วยสูตรขยายราดลงไปที่โคนต้นพืชโดยตรงอัตรา 1 แก้วกาแฟ แล้วรดน้ำตาม 20 ลิตร หรือ จะใช้ผสมน้ำราดทุก 7 วัน ไม่นานพืชจะมีอาการใบเขียวขึ้นและแข็งแรงขึ้น กรณีใช้รักษาโรคหน้ายางตาย(เป็นไม่เยอะ) ให้ใช้ในอัตราจุลินทรีย์หน่อกล้วยสูตรขยาย 5 ช้อนแกง / น้ำ 20 ลิตร ทาหน้ายางและราดโคนต้น แต่ถ้าเป็นเยอะ ให้ใช้จุลินทรีย์หน่อกล้วยสูตรขยาย อัตรา 200 ซีซี ผสมน้ำ 20 ลิตร ทาหน้ายางและรดโคนต้น เพียงแป้บเดียวใบจะเขียว หน้ายางจะกลับมานิ่มกรีดได้เหมือนเดิม ซึ่งเรียกว่าสูตรน็อคเอ้าท์


อาการของกล้วยที่เป็นโรคซิกาโทก้า (Yellow sigatoka disease)




2. โรคซิกาโทก้า (Yellow sigatoka disease)
เป็นอีกหนึ่งโรคที่ผู้เขียนพบเห็นว่ามีการมาเยือนแปลงกล้วยของผู้เขียนบ่อยครั้ง แต่ละครั้งก็ลุกลามไปได้อย่างรวดเร็ว เพราะเชื้อโรคปลิวไปกับแรงลม ซึ่งอาการของโรคนี้จะเห็นได้ชัดบนใบกล้วย ในระยะรุนแรงจะดูคล้ายกับโรคตายพรายมาก(ยอดเหี่ยวแห้ง แต่ไม่หักพับ) หากไม่ได้สังเกตุอาการผิดปกติที่เกิดกับพืชมาก่อนหน้านี้ผู้ปลูกก็อาจวินิจฉัยโรคผิดและเลือกใช้วิธีการกำจัดที่ผิดพลาดไปด้วย แต่อาการเริ่มต้นของโรคซิกาโทก้า ที่สังเกตุเห็นได้เด่นชัดก็คือ ใบกล้วยมีแผลเป็นทางใหญ่ไปตามแนวเส้นใบ ดูเต็มพรืดไปหมด (ดังรูป)

สาเหตุของโรค : เกิดจากเชื้อรา Cercospora musae

การแพร่ระบาด : ทางลม ฝน และ การให้น้ำ โดยสปอร์และวัสดุอุปกรณ์รวมถึงคนก็สามารถนำพาเชื้อโรคจากต้นหนึ่งไปสู่อีกต้นได้ด้วยเช่นกันค่ะ

ลักษณะอาการของพืชที่เป็นโรค :

1. ใบกล้วยจะเป็นจุดเล็ก ๆ สีเหลืองก่อน โดยอาการของโรคจะเกิดจากใบล่างไล่ขึ้นไปด้านบน ต่อมาจุดแผลจะขยายใหญ่เป็นขีดสีเหลืองขนานไปตามเส้นใบตามขวาง และขนาดของแผลจะโตขึ้นมีรูปร่างยาวรี แผลตรงกลางเป็นสีน้ำตาลแห้ง/สีน้ำตาลเข้ม/น้ำตาลไหม้ จะเห็นใบรอบๆ ขอบแผลเป็นสีเหลืองสด ในระยะที่มีอาการรุนแรงจะเห็นแผลรูปวงรี ยาวเรียงติดต่อกัน (ดังรูป)

2. โรคซิกาโทกานี้ จะเข้าทำลายใบตั้งแต่ที่ยังไม่แก่แล้วจะเกิดเป็นแผลเชื่อมต่อกันไปบนผืนใบ เมื่อกล้วยเป็นโรคนี้มากจะทำให้เจริญเติบโตไม่เต็มที่ ใบจะเหลืองแห้ง กล้วยออกดอก-ผลได้ไม่ดี ถ้าเป็นในช่วงตกเครือ ผลกล้วยที่ได้จะเล็ก แกร็น ไม่โต โรคนี้จึงจัดว่าเป็นโรคที่สำคัญของกล้วยอีกโรคหนึ่งไม่แพ้โรคตายพราย เพราะกระทบต่อผลผลิตที่จะได้รับมากพอสมควร

การป้องกันกำจัด :

- ตัดแต่งใบที่มีอาการของโรคไปเผาไฟทิ้งนอกแปลงปลูกพืช ในทิศทางใต้ลม

- ใช้สารคาร์เบนดาซิม 50% WP อัตรา 10-12 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่น และก่อนพ่นสารเคมีดังกล่าว ควรผสมสารจับใบที่สามารถหาได้ง่ายๆ เช่น น้ำยาล้างจาน หรือ ผงซักฟอก ลงไปด้วย 1-2 ช้อนโต๊ะเพื่อให้สารเคมีดังกล่าวจับค้างอยู่บนใบพืชที่เป็นโรคได้นานขึ้น ทำให้ออกฤทธิ์กำจัดโรคพืชได้ดีขึ้นด้วย

ผลกล้วยที่เป็นโรคแอนแทรคโนส




3. โรคแอนแทรคโนส (Anthracnose)
เป็นอีกหนึ่งโรคที่สำคัญของกล้วยทุกชนิดพันธุ์ มักพบเข้ามาสร้างปัญหาหลังเก็บเกี่ยวผลผลิต หรือ ระยะระหว่างรอการจำหน่ายผลผลิต มักพบอาการของโรคที่ผลมากกว่าส่วนอื่นๆ

สาเหตุของการเกิดโรค : เกิดจากเชื้อรา Colletotrichum musarum

การแพร่ระบาด : เกิดจากการปลิวไปของสปอร์ โดยลมฝน ในช่วงใกล้เก็บเกี่ยวผลผลิตหรือหลังจากเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้ว

ลักษณะอาการของพืชที่เป็นโรค :

1. ผลกล้วยจะถูกเชื้อราเข้าทำลายในระยะแก่เต็มที่หรือใกล้จะสุก โดยสปอร์ของเชื้อราสาเหตุจะไปตกติดอยู่บนปลายสุดของผล เมื่อได้รับความชื้นก็จะงอกและเข้าทำลายปลายผลก่อนจนมองเห็นเป็นจุดสีดำ ฉ่ำน้ำ แล้วขยายวงกว้างไปเรื่อยๆ จนเข้าสู่เนื้อเยื่อภายในทำให้เนื้อในผลเน่ายุ่น และ เปลือกเป็นสีดำคล้ำหรือน้ำตาลดำ(ดังรูป)

2. ขนาดและรูปร่างของแผลที่เกิดโรคนั้นไม่แน่นอน หากขยายด้วยกำลังกล้องที่มีความละเอียดสูงจะเห็น ผิวผลสีน้ำตาลดำที่เป็นโรคนั้นมีตุ่มนูนสีน้ำตาลเข้มขนาดเล็กๆ อยู่ทั่วไป

3. โรคนี้เป็นได้ทั้งก่อนและหลังเก็บเกี่ยว หากผลกล้วยเป็นโรคแล้วจะเน่าลุกลาม สร้างความเสียหายได้เร็วมาก

การป้องกันและกำจัด :

- ฉีดพ่นด้วยคาร์เบ็นดาซิม 50 % W/V SC อัตรา 10-20 ซีซีต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ เบนโนมิล 50% WP อัตรา 5-15 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร

- ชุบสารละลายขมิ้นหลังเก็บเกี่ยวผลผลิต โดยการแช่ในน้ำผสมผงขมิ้นนาน 10 นาทีแล้วผึ่งให้แห้ง

- ตัดแต่งกิ่งก้านให้โปร่งโล่งพร้อมกำจัดเศษซากพืชและกาบกล้วยที่เหี่ยวแห้งออกจากแปลงพืช

- เลือกไว้ต้นที่แข็งแรง และควรไว้ต้นเพียง 3-4 ต้นต่อกอ

- กำจัดวัชพืชออกจากแปลงปลูก เพื่อป้องกันการสะสมของเชื้อโรค หรือเชื้อโรคไปอาศัยอยู่

- บำรุงพืชปลูกให้แข็งแรงด้วยน้ำและปุ๋ยและคลุมดินด้วยเศษฟาง

- สร้างทางระบายน้ำในแปลงปลูกพืช เพื่อลดการท่วมขังหลังการให้น้ำหรือฝนตก

ลักษณะของกล้วยที่เป็นโรคใบจุดกระ



4.โรคใบจุดกระ (Banana freckle )
เป็นอีกหนึ่งโรคที่พบเห็นได้มากในแปลงปลูกขนาดใหญ่ โดยเฉพาะพื้นที่ดินเปรี้ยว ซึ่งจะพบเห็นอาการของโรคได้ชัดเจนบนใบ และ ผล บางครั้งจะเห็นจุดกระนี้ลุกลามไปสู่กลีบดอก เส้นกลางใบ และ ตามกิ่งก้านของเครือและผลกล้วยด้วยเช่นกัน โรคนี้จะพบมากในกล้วยเล็บมือและกล้วยหอม มีรายงานว่ามีการพบโรคใบจุดกระนี้ ใน 27 ประเทศ ทั่วทั้งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โอเชียเนีย และ อินเดีย

สาเหตุของโรค : เกิดจากเชื้อรา Phyllosticta cavendishii

การแพร่ระบาด : เชื้อโรคจะอาศัยอยู่พืชในสกุลกล้วยทุกชนิด(Musa Species) เชื้อโรคสามารถแพร่ระบาดได้ โดยการขยายพันธุ์และพาหะที่นำส่วนของกล้วยที่เป็นโรคไปสู่กล้วยต้นอื่นๆ เช่น คน นก หนู แมลง ลม ฝน น้ำ ความชื้น ฯลฯ เชื้อโรคสามารถแพร่กระจายไปได้ไกลหรือติดไปกับการขนย้ายใบและผลที่เป็นโรค

ลักษณะอาการ :

อาการที่เกิดกับใบ - เชื้อราสาเหตุจะเข้าทำลายได้ทั้งใบแก่และใบอ่อน พืชที่เป็นโรคเริ่มแรกจะแสดงอาการเป็นจุดเล็กมากๆ(เล็กกว่า 1 มม.) สีน้ำตาลเข้มจนถึงสีดำ โดยทั่วไปจะมองเห็นอาการด้านบนใบมีลักษณะคล้ายเขม่าสีดำ(Figuro 1)ซึ่งเกิดจากสปอร์ของเชื้อรา และจากจุดเริ่มต้นนี้เชื้อราจะแพร่กระจายออกไปบนผิวใบจนมองเห็นเป็นจุดกระทั่วใบ เมื่อสัมผัสจะรู้สึกสากมือ ทั้งนี้การเกิดจุดบนพืช สามารถเกิดเป็นกระจุก เป็นแนวเส้นยาว ๆ แนวทแยงมุม หรือแนวนอนทั่วแผ่นใบ ในบางกรณี จะเห็นเป็นกระจุกสีดำเป็นพรืดจากเส้นกลางใบลงไปตามแนวยาวของเส้นใบจนชนขอบใบ เมื่้อมีอาการของโรครุนแรงจะเห็นแผ่นใบเป็นสีเหลือง(Figuro 2)

อาการของโรคใบจุดอีกแบบหนึ่ง(ใบจุดสีเทา) จะเห็นเป็นจุดขนาดใหญ่ขึ้น (เส้นผ่าศูนย์กลางมากกว่า 4 มม.) เป็นสีน้ำตาลดำ-สีดำ โดยตรงกลางจุดนั้นอาจมองเห็นเป็นสีเทาตรงกลาง และสามารถแพร่กระจายไปรวมกันมองเห็นเป็นจุดสีดำใหญ่ๆ หรือ เห็นเป็นจุดแผลใหญ่ตามแนวยาวของเส้นใบ โดยอาการใบจุดลักษณะนี้สัมผัสแล้วจะสากมือเมื่ออาการเริ่มลุกลามจะเห็นเนื้อเยื่อรอบๆ แผลเปลี่ยนเป็นสีเหลืองจากนั้นใบจะเริ่มเหี่ยวเฉาและหักพับ(กรณีที่มีการระบาดหนัก) แล้วเชื้อโรคจะแพร่กระจายสู่ใบล่างๆ และ ผล

อาการที่เกิดกับผล - ผลจะอ่อนแอต่อโรคนี้ และเชื้อโรคสามารถเข้าทำลายผลได้ทุกระยะ นับตั้งแต่ตกเครือไปจนถึงเก็บเกี่ยว หากเป็นในผลอ่อนจะพบว่ามีจุดเล็กมาก ขึ้นกระจายอยู่ทั่วผล มองเห็นเป็นสีน้ำตาลแดง รอบๆ เนื้อเยื่อที่ถูกเชื้อโรคทำลายจะเป็นจุดฉ่ำน้ำ และอาการของโรคจะรุนแรงยิ่งขึ้นเมื่อผลสุกแก่ใกล้เก็บเกี่ยว (Figuro 3)

การป้องกันการแแพร่ระบาด : การป้องกันที่ดีที่สุดต้องเริ่มจากการป้องกันไม่ให้มีชิ้นส่วนของพืชที่เป็นโรคเข้ามาในแปลงปลูก

1. ห่อเครือด้วยถุงกระดาษ หากพบการแพร่ระบาดช่วงที่กล้วยเริ่มจะให้ผลผลิต เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดจากใบ ไปสู่เครือ การควบคุมการแพร่ระบาดจากต้นสู่ผล และจากผลสู่ต้นอื่นๆ

2. ควบคุมการแพร่ระบาดของโรคด้วยการตัดแต่งกิ่งและส่วนที่เป็นโรคไปเผาทำลายและปลูกในพื้นที่ที่ไม่เคยพบการแพร่ระบาดของโรคมาก่อน

3. ในประเทศฟิลิปปินส์ควบคุมโรคด้วยวิธีการตัดแต่งกิ่งที่เป็นโรคไปทำลาย ในช่วงที่มีการแพร่ระบาดของโรค เพื่อยับยั้งการแพร่กระจายของเชื้อโรค

4. การทำความสะอาดแปลงปลูก เช่น การจัดการวัชพืช การปรับค่า pH ของดินให้เป็นกลาง และการทำความสะอาดอุปกรณ์ทุกครั้ง เป็นกันป้องกันการแพร่ระบาดได้อีกทางหนึ่ง

5. ใช้สารเคมี ป้องกันกำจัด ในประเทศฮาวายมีการใช้สาร Maneb ฉีดพ่นตามอัตราที่กำหนดทุก 2 สัปดาก์ หรือเดือนละ 1 ครั้ง ตลอดทั้งปี ช่วยยับยั้งการเกิดโรคจุดกระอย่างได้ผล ในประเทศไต้หวันใช้สาร Phaltan, Orthocide, Chlorothalonil, Dithiocarbamates, and Propiconazole ฉีดพ่น ทุก 2 สัปดาห์ พบว่าสามารถยับยั้งการแพร่ระบาดของโรคได้ ในประเทศฟิลิปปินส์ มีการควบคุมโรคนี้และโรคซิกาโทก้า ด้วยสาร Mancozeb, Triazoles, Tridemorph, and Strobilurin ซึ่งพบว่า Mancozeb สามารถควบคุมโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด สำหรับการนำไปใช้ยับยั้งโรคจุดกระในฮาวายและฟิลิปปินส์ สำหรับประเทศไทยมีการแนะนำให้ใช้สารแคปแทน 50% WP อัตรา 30 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อโรค ซึ่งสารเคมีเหล่านี้ไม่สามารถกำจัดเชื้อโรคได้อย่างสมบูรณ์ แต่จะไปช่วยยับยั้งการแพร่กระจายของเชื้อโรค ทำให้เชื้อโรคนั้นสร้างความเสียหายให้แก่ผลผลิตได้น้อยลง จึงลดการสูญเสียผลผลิตและยับยั้งการแพร่ระบาดไปสู่พืชต้นอื่นๆ ใกล้เคียงได้

ลักษณะการเข้าทำลายของหนอนม้วนใบ



ด้านแมลงที่สร้างความเสียหายให้แก่กล้วยได้ในระดับปกติจนถึงเสียหายล้มตายได้นั้น ผู้เขียนหรือแม้แต่ตัวผู้ปลูกเองจะพบเห็นกันอยู่ไม่กี่ชนิด ซึ่งผู้เขียนจะขอไล่ลำดับนับจากทำความเสียหายน้อยไปสู่การสร้างความเสียหายได้มากจนต้องตัดตอนต้นกล้วยทิ้งมีดังนี้

1. หนอนปลอกกล้วย
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Opogona subcervinella (Walker) เป็น ผีเสื้อตัวเต็มวัยขนาด 2 x 8 มม. สีน้ำตาลอ่อน มักจะวางไข่เป็นกลุ่ม 15-30 ฟอง จากไข่เป็นตัวหนอนใช้เวลา 14 วัน เมื่อเป็นหนอนตัวอ่อน จะชักใยหุ้มตัวมีลักษณะเป็นปลอกม้วนตัวทั้งปลอก และทำลายพืชโดยการเข้ากัดกินผิวใบ เพื่อเข้าดักแด้ ในระยะดักแด้จะฟักออกเป็นตัวแก่ภายใน 12 วัน ซึ่งหนอนปลอกนั้นมีหลายสกุล มักพบว่ามีการแพร่ระบาดในหลายพืชสำคัญ เช่น กล้วย อ้อย ข้าวโพด ปาล์ม มะพร้าว ฯลฯ และเป็นศัตรูพืชที่รู้จักกันดีในพื้นที่เขตร้อนทั่วโลก

พืชอาหาร : พืชสกุลปาล์ม พืชสกุลกล้วย ผกากรอง อะกาเว ปรง กลอย เล็บครุฑ เป็นต้น

ลักษณะการทำลาย : หลังจากตัวหนอนฟักออกจากไข่ ตัวหนอนจะสร้างเส้นใยขึ้นปกคลุมมองเห็นเป็นปลอก แล้วโผล่หัวออกมากัดแทะเล็มผิวใบกล้วยทำให้ใบเป็นแผลลอก -แห้งเป็นสีขาวนวล-สีน้ำตาลอ่อน จากนั้นหนอนจะเคลื่อนตัวเองไปเรื่อยๆ จึงมองเห็นใบกล้วยถูกหนอนปลอกเข้าทำลายเป็นหย่อมๆ

การป้องกันกำจัด : ใช้สารเคมี Carbaryl (เซฟวิน) ฉีดพ่นเพื่อการป้องกันกำจัด

2. หนอนม้วนใบ
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Erionota thrax เป็นหนอนผีเสื้อ ตระกูล Hesperiidae ถูกพบมากในประเทศอินเดีย,เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ,ปาปัวนิวกินี ในภาคเหนือของประเทศจีนและมีหลากหลายสายพันธุ์ในหมู่เกาะแปซิฟิค รวมถึงหมู่เกาะโซโลมอนและฮาวาย สำหรับตัวเต็มวัยของหนอนม้วนใบกล้วยนั้นเป็นผีเสื้อขนาด 70-77 มม. สามารถขยายพันธุ์ได้หลายครั้งต่อปี ตัวหนอนจะอาศัยกัดกินและอาศัยอยู่ที่ใบกล้วย นอกจากนี้ยังพบว่ามีการเข้าทำลายมะพร้าวและพืชตระกูลปาล์มอีกด้วย

พืชอาหาร : กล้วย,มะพร้าว และ พืชตระกูลปาล์ม

ลักษณะการทำลาย : หนอนม้วนใบกล้วย E. thrax จะกัดกินใบและก้านใบอ่อน โดยใบและก้านใบจะแหว่ง หรือฉีกขาดอย่างรวดเร็ว จนใบหักพับลงมา ในขณะที่ใบอ่อนที่ถูกกัดกินนั้นยังอยู่ในสภาพที่ม้วนอยู่ จากนั้นใบกล้วยที่หักพับลงมาจะค่อยๆ เหี่ยวแห้งไป ซึ่งอาจทำให้กล้วยเติบโตไม่ดีหรือชะงักการเติบโต

การป้องกันกำจัด : ตัด-เก็บใบที่ถูกทำลายไปเผาไฟ เพื่อทำลายตัวอ่อนของผีเสื้อให้หมดสิ้นไป


อาการของกล้วยที่ถูกด้วงงวงหรือที่ชอบเรียกจนติดปากว่าหนอนกอเข้าทำลาย



3. ด้วงงวง
ที่เป็นศัตรูกล้วย มีอยู่ด้วยกัน 2 ชนิด คือด้วงงวงที่ไชเหง้าและด้วงงวงไชต้น ซึ่งทั้งสองชนิดนั้นสร้างความเสียหายให้กับต้นกล้วยแบบหนักหน่วงเอาการ ด้วยลักษณะการเข้าทำลายนั้น เกิดจากการที่ตัวหนอนเข้าไปอยู่อาศัยกัดกินเนื้อเยื่อในลำต้นหรือเหง้ากล้วย ทำให้ท่อน้ำท่ออาหารถูกตัดขาด ต้นกล้วยเติบโตให้ผลผลิตหรือยืนต้นต่อไปไม่ได้ ด้วงงวงจึงกลายเป็นศัตรูตัวร้ายที่ผู้ปลูกกล้วยควรเฝ้าระวัง

ด้วงงวงไชเหง้า : ด้วงงวงจะเข้าทำลายกล้วยในระยะที่เป็นตัวหนอน ซึ่งเป็นระยะที่สร้างความเสียหายให้แก่ต้นกล้วยได้มากที่สุด ส่วนตัวแก่ของด้วงงวงนั้นก็สามารถสร้างความเสียหายให้เกิดขึ้นกับกล้วยได้เช่นกัน แต่ไม่มากเท่าในระยะตัวหนอน

ลักษณะการเข้าทำลาย : ตัวหนอนจะเจาะเข้าไปกัดกินชอนไชอยู่ภายในเหง้ากล้วย ระดับใต้ดินติดโคนต้น จึงสังเกตเห็นการเข้าทำลายได้ไม่แน่ชัด โดยตัวหนอนจะอยู่ในต้นกล้วย อาศัยกัดกินเนื้อเยื้อ อยู่ภายในจนกว่าจะเข้าดักแด้ จึงทำให้ท่อน้ำท่ออาหารเสียหาย ต้นจึงชะงักการเติบโต หากพบว่ามีหนอนเพียงแค่ 5 ตัวต่อต้น ก็จัดว่าอาการหนักสาหัส ต้องเร่งจัดการตัดตอนก่อนที่จะเกิดการแพร่กระจายพันธุ์มากกว่าเดิม เมื่อกล้วยถูกหนอนทำลายหนักขึ้น ต้นกล้วยจะโตต่อไปไม่ได้ และจะตายในที่สุด ไม่ว่าจะปลูกกล้วยในฤดูไหนหรือต้นกล้วยมีอายุเท่าใด ตัวหนอนด้วงงวง ก็สามารถเข้าทำลายได้ทุกระยะ เมื่อตัวหนอนของด้วงงวงออกจากดักแด้ เป็นตัวเต็มวัย ก็จะอาศัยอยู่แถวโคนต้นในระดับชิดผิวดิน หรือต่ำกว่าเล็กน้อย เพื่อการผสมพันธุ์ต่อไป

ด้วงงวงเจาะต้น หรือ ด้วงงวงไชกาบกล้วย : ด้วงชนิดนี้เป็นศัตรูที่มีการทำลายรุนแรงพอ ๆ กับด้วงงวงไชเหง้า ตัวหนอนจะไชทำลายต้นที่อยู่เหนือพื้นดินขึ้นไปถึงประมาณกลางต้น โดยไชต้นเป็นรูแล้วชอนเข้าไปถึงไส้กลางต้น มองเห็นข้างนอกเป็นรอยรอบต้นพรุนไปทั่ว มักชอบทำลายต้นกล้วยที่โตแล้ว หรือใกล้จะออกปลี หรือกำลังตกเครืออยู่ จึงทำให้เกิดเครือหักพับกลางต้นหรือเหี่ยวเฉายืนต้นตาย ซึ่งด้วงชนิดนี้จะมีขนาดใหญ่กว่าด้วงงวงไชเหง้า

การป้องกันกำจัดด้วงงวงทั้งสองชนิด : จะใช้แนวทางกำจัดแบบเดียวกันนั่นคือ


1. ทำความสะอาดสวน อย่าปล่อยให้พื้นที่สวนรกรุงรัง หรือ เต็มไปด้วยหญ้าวัชพืช หรือ เศษชิ้นส่วนของลำต้นกล้วย กาบกล้วย ถ้าเป็นกล้วยที่ตัดเครือแล้ว ควรสับให้เป็นชิ้นเล็ก ๆ หว่านกระจายในพื้นที่สวนแทนการสุมเป็นกองสูง เพื่อเลี่ยงการเข้ามาวางไข่ของตัวเต็มวัย ที่สำคัญควรให้ชิ้นส่วนต้นกล้วยที่สับนั้นสัมผัสกับแสงได้หรือใช้วิธีกองสุมไว้ให้ไกลจากต้นกล้วยแล้วใช้ จุลินทรีย์หน่อกล้วยสูตรขยายราดรดบนกองวัสดุ เพื่อเร่งปฏิกริยาการย่อยสลายให้เร็วขึ้น หรือ นำชิ้นส่วนกล้วยที่สับทิ้งมาทำน้ำหมัก จุลินทรีย์หน่อกล้วยสูตรขยายแล้วนำกลับไปบำรุงกล้วยอีกทีหนึ่งก็จะทำให้กล้วยโตดี เพราะได้ปุ๋ยชั้นดีจากชิ้นส่วนกล้วยที่สะสมอาหารที่กล้วยต้องการไว้มากมาย

2. การนำหน่อพันธุ์กล้วยมาปลูกในสวนจะต้องมั่นใจว่าปราศจากโรคหรือแมลง หากไม่แน่ใจเกษตรกรควรจุ่มหน่อพันธุ์ด้วย สาร คลอร์ไพริฟอส 40% EC อัตรา 40 มล.ต่อน้ำ 20 ลิตร

3. หากมีการขุดหน่อกล้วยจากแปลงไปขยายปลูก ควรขุดออกจากแปลงในทันทีไม่ควรคาทิ้งไว้ข้ามคืนเพราะจะทำให้ตัวเต็มวัยด้วงงวงเข้ามาวางไข่ได้ และทุกครั้งทีมีการขุดหน่ออกไปควรฝังดินกลบหลุมทุกครั้งเป็นการป้องกันตัวเต็มวัยเข้าทำลายบริเวณรอยแผลหรือเหง้ากล้วยที่เหลือ

4. วางกับดักล่อตัวเต็มวัยไปกำจัดทิ้ง ด้วยการตัดกล้วยที่เก็บเกี่ยวเครือแล้วเป็นท่อนๆ ยาว 30 วม. แล้วผ่าครึ่งซีกตามความยาวของลำต้นแล้วนำท่อนกล้วยที่ผ่าแล้วไปวางแบบคว่ำนหน้ารอยแผลที่ผ่าครึ่งลงดิน บริเวณใกล้โคนต้นกล้วยในสวนเป็นจุดๆ ให้มีความห่างจากกันประมาณ 10 เมตร จะเป็นการล่อตัวเต็มวัยให้เข้ามาวางไข่ แล้วหมั่นนำกับดักท่อนกล้วยไปทิ้ง รวมทั้งเปลี่ยนท่อนกับดักบ่อยๆ

5.ใช้สารเคมีชื่อ คลอร์ไพริฟอส 40% EC ในอัตรา 40 มล./น้ำ 20 ลิตร หรือ สารฟิโพรนิล 5% SC ในอัตรา 10 มล./น้ำ 20 ลิตร ราดรดโคนต้นกล้วยให้สูงจากพื้นดิน 30 ซม. และ ราดบนพื้นดินรอบๆ โคนต้นภายในระยะรัศมีรอบโคนต้น 30 ซม. จะเป็นการช่วยป้องกันการเข้ามาทำลายวางไข่ของตัวเต็มวัยบริเวณเหง้าและโคนต้นกล้วยได้ รวมทั้งยังเป็นการกำจัดตัวหนอนที่อยู่ตามโคนต้นกล้วยได้

6. ควรแช่หน่อพันธุ์ในน้ำยาดีลดริน 25% ในอัตรา 1 ส่วน ต่อน้ำ 50 ส่วน โดยแช่หน่อพันธุ์ทิ้งไว้ 1 คืน ก่อนนำไปปลูก


เขียน/เรียบเรียงโดย : มินยดา อนุกานนท์ Web Content Editor

แหล่งอ้างอิงข้อมูล :
- http://www.agriqua.doae.go.th/plantclinic/Clinic/Hilight-Kaset/banana/panama.html
- http://www.bansuanporpeang.com/node/4523
- http://teerachonkaewpreecha.blogspot.com/p/blog-page_20.html
- http://www.ctahr.hawaii.edu/oc/freepubs/pdf/pd-54.pdf
- http://www.dpi.nsw.gov.au/__data/assets/pdf_file/0005/477365/Exotic-Pest-Alert-banana-freckle.pdf
- https://en.wikipedia.org/wiki/Banana_freckle
- http://www.freshfromflorida.com/content/download/10685/140401/ent293.pdf
- https://en.wikipedia.org/wiki/Erionota_thrax
- http://www.ku.ac.th/e-magazine/april44/agri/banana3.html
- อังคณา ว่องประสบสุข กลุ่มประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ กรมวิชาการเกษตร,สิงหาคม 2559
- บทสัมภาษณ์,อธิศพัฒน์ วรรณสุทธิ์ งานสัมมนา Start Up รักบ้านเกิด,10-9-59
Your browser is out-of-date!

Update your browser to view this website correctly.Update my browser now

×